บทความ มารู้จักเจตสิกกันเถอะ!!!

I2D2
เป็นกระทงร้อน มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันพระ อาตมาเองก็ว่างเว้นจากการศึกษาพระอภิธรรม จึงได้มีความคิดว่า ทำอย่างไรหนอจึงจะทำให้สิ่งที่เรากำลังศึกษานี้เป็นประโยชน์แก่โยมทั้งหลายที่ยังไม่มั่นใจในพระศาสนา และที่ไม่เข้าใจในพระศาสนานั้น ได้เข้าใจมากขึ้น และทำอย่างไรเพื่อจะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่สนใจทั้งหลาย จึงได้มีความคิดที่จะเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาครับ และคิดว่ามันคงจะไม่จบในกระทู้เดียวเป็นแน่

Tag: บทความ ศาสนา พุทธ พระพุทธศาสนา พระอภิธรรม เจตสิก อกุศล โมหะ โมหเจตสิก

ชนิด: บทความ
ประเภท: สังคมศาสนา

คลับ: พระอภิธรรม เรารักในหลวง

คะแนน: 48 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
ผู้โพสเขียนหรือทำขึ้นมาเอง
53 บทวิจารณ์  |  6,672 คนอ่าน
48
คะแนน
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

หลายคนในตอนนี้ที่ไม่มีโอกาสจะศึกษาพระธรรมมักจะสงสัยว่า  แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร  คำสอนต่างจากศาสนาอื่นหรอไม่  อย่างไร  ซึ่งถ้าหากดูจากคำสอนหลายๆอย่างๆแล้ว  บางคนอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้าสอนแค่นี้เหรอ  เกิดแก่เจ็บตายใครๆก็รู้  หรือสอนว่าทุกสิ่งมีเกิดย่อมมีดับใครก็รู้ได้  ก็อยากจะตอบว่าไม่ใช่  สิ่งที่ท่านสอนนั้นคือ  สอนให้เราได้รู้จักกับปรมัตถธรรม  คือธรรมที่มีเป็นจริง มีอยู่จริง ซึ่งปฏิเสธความเป็นสัตว์บุคคลตัวตนของเรา

 

    ปรมัตถธรรมหมายถึง  สภาพธรรมที่เป็นจริง  มีอยู่จริง  ธรรมที่ปฏิเสทความเป็นบุคคล  ปฏิเสทความเป็นสัตว์  มี 4 อย่าง  คือ 

1. จิต  หมายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น  เพื่อทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่างๆ  เช่น  จิตที่โศกเศร้า  จิตที่เป็นสุข  หรือจิตที่วางเฉย  เป็นต้น มีด้วยกันโดยย่อ 89 หรือโดยพิสดารมี 121ดวง (ว่าตามสภาวะ)


2.
เจตสิก  หมายถึง  ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น  เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้จิตนั้นได้ออกมาทำหน้าที่รู้อารมณ์  และปรุงแต่งให้เป็นทั้งกุศล(บุญ)  อกุศล(บาป)   มีทั้งสิ้น 54 ตัว (ว่าตามสภาวะ)


3.
รูป  หมายถึง  ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น  และแตกสลายด้วยอำนาจของความร้อนและความเย็น มีด้วยกันทั้งสิ้น28 (ว่าตามสภาวะ)


4.
พระนิพพาน  เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง  ซึ่งหลุดพ้นไปจากอำนาจของกิเลสต่างๆอย่างสิ้นเชิง  มีลักษณะคือสันติลักษณะ(ความสงบจากขันธ์และกิเลส)

 

 

    ในเบื้องต้นนี้จะขอกล่าวถึงเจตสิกขึ้นมาก่อน  เพราะเป็นธรรมที่เราทั้งหลายต่างก็รู้สึกได้  เมื่อพิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้ว  ย่อมเห็นถึงตัวตนของเขาว่ามีอยู่

ซึ่งก็จะขอกล่าวเพียงสังเขปก่อนพอให้เกิดความเข้าใจเท่านั้น


เจตสิก คืออะไร???

    เจตสิก เป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่งในจำนวนปรมัตถธรรม ๔ อย่าง  ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น   
เจตสิกนั้นเป็นธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด  ซึ่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยจิตนี้  ต่างจากการเกิดของต้นไม้และแผ่นดิน  เพราะพื้นแผ่นดินที่ป็นฐานรองรับต้นไม้นั้นต้องเกิดขึ้นมาก่อน  ต้นไม่ถึงจะตั้งอยู่ได้ในภายหลัง  และการเกิดขึ้นของต้นไม้นั้นก็เป็นคนละส่วนกับแผ่นดิน  คือต้นไม้นั้นย่อมแยกกับแผ่นดิน  ไม่เป็นสิ่งเดียวกัน


ส่วนเจตสิกที่อาศัยจิตเกิดนั้น  มีสภาพเหมือนอาจารย์กับศิษย์  คือทั้ง

อาจารย์และศิษย์ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน  คือ  ถ้ามีอาจารย์ก็ย่อมมีศิษย์  หรือ  มีศิษย์ก็ย่อมมีอาจารย์

ถ้าหากขาดอาจารย์ไปแล้วบุคคลที่ชื่อว่าศิษย์ย่อมไม่มี  หรือถ้าเว้นศิษย์เสียแล้ว  อาจารย์ก็ย่อมมีไม่ได้เช่นกัน  จึงกล่าวได้ว่าธรรมชาติของเจตสิกนั้น  เกิดพร้อมกับจิต  หรือเข้าประกอบพร้อมกันกับจิต

 

ดังวจนัตถะที่ว่า  เจตสิก  ภวํ = เจตสิกํ (วา)   เจตสิก  นิยุตฺตํ  = เจตสิกํ

แปลว่า  ธรรมชาติที่เกิดกับจิต  หรือธรรมชาติที่ประกอบกับจิตเป็นนิตย์  ชื่อว่า  เจตสิก  



อาการที่เข้าประกอบกับจิตของเจตสิกนั้นเรียกว่า  เจโตยุตฺตลกฺขณํ  คืออาการประกอบที่บริบูรณ์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ  คือ

    เอกุปฺปาท =     เกิดพร้อมกับจิต

    เอกนิโรธ    =     ดับพร้อมกับจิต

    เอกาลมฺพน    =    มีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิต

    เอกวตฺถุก    =     อาศัยวัตถุเดียวกันกับจิต

ในจำนวนเจตสิกทั้ง52ดวงนี้จะกล่าวถึงอกุศลเจตสิกขึ้นมาก่อน  เพราะเป็นสภาพที่เรารู้สึกได้ง่าย  

เรื่องแนะนำ
บทวิจารณ์ร้อนของ @cloud
หนมปังหน้าหมู
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
235
สาธุ...นมัสการค่ะหลวงพี่
อนุโมทนากับทุกท่านที่เข้ามาฟังเทศน์นะคะ
21 คะแนน  | 
บทวิจารณ์ของ @cloud
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
โดยความหมายแล้วอกุศลเจตสิก หมายถึง เจตสิกฝ่ายชั่วที่เป็นบาป หยาบ ไม่ดี เร่าร้อน เมื่อเข้าประกอบกับจิตแล้วย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งอกุศลเจตสิกมีอยู่ด้วยกัน14ดวง ดังนี้
8 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

1. โมหะเจตสิก

 

โมหะเจตสิกหมายถึง  ความหลงไหลในอารมณ์   ได้แก่  หลงจากรูปและนามโดยคิดว่าเป็นตัวเรา  เป็นของเรา  เพราะไม่รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง  โมหะเจตสิกมีลักษณะเฉพาะตัว  ดังนี้

มีความไม่รู้ความจริงของสภาวะธรรม(รูปนาม)   เป็นลักษณะ

มีการปิดบังไม่ให้รุ้สภาวะธรรม    เป็นกิจ(หน้าที่)

มีความมืดมนเพราะความไม่รู้   เป็นผล

มีความพิจารณาอารมณ์โดยไม่แยบคาย   เป็นเหตุให้เกิด

 

โมหะเจตสิกนี้  เป็นองค์ธรรม(ตัวสภาวะ)ของ  อวิชชา  ซึ่งแปลว่าความไม่รู้   หรือธรรมชาติที่ตรงข้ามกับปัญญา    การไม่รู้ของโมหะเจตสิกนี้ไม่ได้หมายความว่าการไม่รู้อะไรเสียเลย  แต่หมายถึง  การไม่รู้ธรรมตามความเป็นจริงที่ควรรู้  หรือหลงจากรูปนามที่เป็นความจริงนั่นเอง

8 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

การไม่รู้ของโมหะจึงมีความหมายจำกัดเฉพาะความไม่รู้ในธรรม 8 ประการ  คือ

1. ไม่รู้ในทุกข์

2. ไม่รู้ในเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

3. ไม่รู้ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์

4. ไม่รู้ทางปฏิบัติที่เข้าถึงความดับทุกข์

5. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นอดีต  (ชาติที่แล้ว)

6. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นปัจจุบัน  (ชาตินี้)

7. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นอนาคต  (ชาติต่อไป)

8. ไม่รู้ในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกัน (ปฏิจสมุปบาท)

 

6 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

โมหะเจตสิกนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมทำให้เกิดการทำกรรมต่างๆ  เพราะความไม่รู้ของโมหะ(ไม่รู้ในบุญและบาป)  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า

โมหะเจตสิกนี้เป็นรากเหง้าของอกุศลกรรมทั้งปวง

6 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

นี่เป็นเพียงการกล่าวพอสังเขปเพื่อให้รู้จักสภาวะที่แท้จริงเท่านั้นครับ  ส่วนเจตสิกที่เหลือจะพยายามทำมาลงเรื่อยๆ  ขอแค่มีคนสนใจแค่คนเดียวก็ถือว่าประสบผลแล้ว

6 คะแนน  | 
IISJ
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
อียิปต์ไปแล้ว...เมื่อไหร่จะไทยซักทีวะ
ขอบคุณมากสำหรับความรู้ครับ
มาลงใหม่เรื่อยๆนะครับผมชอบอ่านแนวนี้
1 คะแนน  | 
edum
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
จะได้เป็นพ่อคนกับเขาแล้ว ย๊ะฮู้ววว
หลวงพี่เคยอ่านหนังสือซื่อเรื่องว่า ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้ามั้ยครับ คือผมมีคำถามอยากจะถามเพียบเลย แต่ผมจำลายละเอียดไม่ค่อยได้ เพราะหนังสือมันอยู่ที่บ้านทางใต้  ถ้าหลวงพี่เคยอ่านผมอยากจะถามว่าในหนังสือเล่มนั้นมันเป็นจริงอย่างที่เค้าเขียนหรือป่าวครับ
3 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
ยังไม่เคยอ่านหรอก แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าในตอนนี้ส่วนใหญ่มักจะอ้างธรรมมะของพระพุทธเจ้าว่านำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จต่างๆในชีวิต  จริงอยู่ว่าธรรมมะต่างๆนั้นมีอานิสงค์ที่จะให้ผลดีในชีวิต  แต่หากเราไปยึดในสิ่งเหล่านี้เข้าบ่อยๆแล้วก็อาจจะหลงทางจากจุดประสงค์ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ต้องการเอาไว้  คือการให้สตัว์ต่างๆพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากตัญหาโมหะและโทสะ  เมื่อพ้นแล้วก็ย่อมเข้าถึงประโยชน์สูงสุดคือการไม่เกิด(เข้าถึงพระนิพพาน)  นั่นถึงจะเรียกว่าเข้าถึงพระธรรมอย่างแท้จริงครับ
เจริญพร
6 คะแนน  | 
edum
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
จะได้เป็นพ่อคนกับเขาแล้ว ย๊ะฮู้ววว
คือผมสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการบวช การทำสังฆทาน  เช่น พ่อแม่ขอให้ลูกบวช พ่อแม่จะตกนรกกลายเป็นเปรต คนบวชเองก็กลายเป็นเปรต  ถ้าทำสังฆทานแบบผิดๆกับพระองค์เดียวโดยที่พระองค์นั้นไม่ใช่พระอรหันต์ คนที่ทำบุญก็เป็นเปรต   กินข้าวที่เหลือจากพระโดยที่พระยังไม่สวดบทสวดมนต์อะไรซักอย่างยกให้คนกิน คนที่กินก็จะเป็นเปรต เพราะถือว่ากินของสงฆ์

(คือผมจำรายละเอียดไม่ได้ครับ บางทีผมใช้คำถามและลายละเอียดผิดๆก็ต้องขออภัยครับ แต่เค้าโครงเนื้อหาก็ประมาณนี้ )

1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
น่าสนใจครับ  แต่เดี่ยวพรุ่งนี้มาตอบให้นะ  พอดีว่าจะจำวัดแล้วครับ   เอาไว้จะตอบให้ครับผม  เจริญพร
2 คะแนน  | 
edum
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
จะได้เป็นพ่อคนกับเขาแล้ว ย๊ะฮู้ววว
ขอบคุณมากครับหลวงพี่ ในหนังสือเล่นนั้นเนื้อหาน่าสนใจจริงๆ เพราะปรกติผมไม่ค่อยอ่านหนังสือธรรมมะซักเท่าไหร่ แต่เล่นนั้นสะกดผมอยู่หมัดทำให้ผมต้องอ่านจนจบ แต่มันเมื่อประมาณ เกืบๆ 5 ปีที่แล้ว ผมเลยจำเนื้อหาลายละเอียดไม่ค่อยจะได้  จำได้แค่เนื้อหาหยาบๆ  
1 คะแนน  | 
muey_
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
สวัสดีจ้า....
กราบขอบพระคุณ
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
ถ้าให้ตอบตามหลักของพระอภิธรรมและหลักของความเป็นจริง  การที่พ่อแม่ขอให้ลูกบวชนั้นไม่ตกต่ำแน่นอนครับ  เพราะการให้ลูกบวชเนี่ยเป็นการชักชวนคนอื่นให้ทำบุญใช่มั้ยครับ  ต้องการให้คนอื่นได้ทำบุญแล้วมีการชักชวนนั้นเป็นการทำกุศลให้เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่นก็ย่อมเป็นบุญ  และผลของบุญก็ย่อมไม่ส่งผลให้ตกต่ำ  เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะตกนรกเพราะให้ลูกบวชย่อมเป็นไปไม่ได้  แต่หากลูกมีความเห็นที่ผิดๆเช่น เห็นว่าการบวชไม่มีประโยชน์  ไม่เชื่อเรื่องบุญ  หรือไม่อยากบวชเพราะเห็นว่างมงาย  ผู้เป็นลูกเองต่างหากที่จะต้องตกนรก  เพราะมีความเห็นที่ผิดๆครับ  ท่านเรียกว่า  มิจฉาทิฏฐิ  (ความเห็นผิดจากความเป็นจริง)  

ถ้าทำสังฆทานแบบผิดๆกับพระองค์เดียวโดยที่พระองค์นั้นไม่ใช่พระอรหันต์ คนที่ทำบุญก็เป็นเปรต อันนี้ก้เป็นไปไม่ได้  เพราะสังฆทานนั้นหมายถึง  ทานที่ไม่เจาะจงผู้รับ  แม้ทำกับพระรูปเดียวก็เป็นสังฆทานได้  เพียงแต่ให้คิดว่าเราจะถวายทานเพื่อบูชาคุณของพระสงฆ์  มีพระอริยสงฆ์เป็นต้น  เพียงแค่นี้ก็เป็นสังทานแล้วครับ
หรือแม้ทานที่ทำไปจะไม่ใช่สังฆทาน  แต่ก็ย่อมไม่ส่งผลให้ตกนรก  เพราะการให้สิ่งของที่เป็นประโยชน์จะเจาะจงหรือไม่เจาะจงก็ตาม  ย่อมชื่อว่าทาน

กินข้าวที่เหลือจากพระก้ไม่เป็นไรครับ  หากสงฆ์ท่านอนุญาติแล้ว  ไม่จำเป็นต้องให้ท่านสวดอะไรก้ได้  เพียงแต่ที่ท่านสวดก่อนที่จะฉัน  หรือหลังฉันก็ตาม  เป็นการสวดเพื่อบอกโยมให้รุ้ถึงอานิสงฆ์ของการให้ทานนั่นเอง  และที่ท่านบอกอย่างนั้นเพราะต้องการให้โยมได้รู้ถึงอานิสงฆ์จะได้มีจิตใจที่เป็นสุข ยกเว้นสงฆ์ท่านยังไม่อนุญาติให้โยมกิน  เพราะถือว่าพระเป็นเจ้าของอาหาร  หากสงฆ์ไม่อนุญาติแล้วเราไปกินก่อน  ย่อมถือว่าเป็นการขโมยของสงฆ์ครับ  อันนี้ตกนรกแน่นอน

เจริญพร
4 คะแนน  | 
plotter
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
...เส้นชัย ยังอยู่อีกไกลนัก...
นมัสการคับหลวงนี้...นั่งอ่านเพลินเลยผม
1 คะแนน  | 
canyon
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนานค่ะ
ครั้งสุดท้าย ที่คุณกอดแม่เมื่อไหร่
1 คะแนน  | 
น้องสุ
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
อย่าขอพรสิ่งใด นอกจากปัญญา
รักอะไรไม่มีข้อแม้
1 คะแนน  | 
charaznablr
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
I Thought My Jokes Were Bad...
1 คะแนน  | 
หนมปังหน้าหมู
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
235
สาธุ...นมัสการค่ะหลวงพี่
อนุโมทนากับทุกท่านที่เข้ามาฟังเทศน์นะคะ
21 คะแนน  | 
พี่น้อย
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
โตขึ้นอีกปี...คริ คริ
                  สาธุ.........
1 คะแนน  | 
ซาตานปีกขาว
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ซาตานปีกขาว (จุดเริ่มต้นของจุดจบ)
1 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   นมัสการคะหลวงพี่...


อะไรคือความสุขที่แท้จริงคะ.......ทุกวันนี้สิ่งที่เรามี  สิ่งที่เราได้

สิ่งที่เราครอบครอง เอรู้สึกว่ามันคือของปลอม มันเป็นความสุข

ที่ฉาบฉวย...บางครั้งสุขนั้น....ก้อเหมือนจะไม่ใช่ความสุข

แล้วก้อไม่เคยรู้สึกพอกับความสุขที่ได้รับเลยคะ....



1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
  เป็นคำถามที่ดีมากครับ และเป็นคำถามที่กว้างมากเช่นกัน  เพราะตามปรกติวิสัยของปุถุชนแล้ว  ความสุขของปุถุชนหมายถึง  ความยินดีในสิ่งที่ตนเองมี  ที่กำลังได้รับ  หรือที่จะได้รับ  ในส่วนนี้ก้แล้วแต่วิสัยของคนนั้นๆว่าชอบในสิ่งไหน  ยกตัวอย่างเช่น  คนที่ชอบในของสวยๆงามๆก็ย่อมมีความสุขเมื่อได้อยู่กับสิ่งนั้น  หรือแม่ที่ความรักต่อบุตรก็ย่อมยินดีโสมนัสเมื่อลูกกลับมาเยี่ยม   หรือแม้แต่สิ่งของที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ทำให้เกิดความสุขในปุถุชนได้เช่นกัน  ยกตัวอย่าง  เหล้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี  มีโทษต่อร่างกายและทรัพย์  และมีโทษทั้งตัวเองและคนรอบข้าง  แต่คนบางกลุ่มก็ยังยินดีที่จะกินมันเข้าไป   อันนี้ก็เป็นความสุขในส่วนของปุถุชนซึ่งมันเป็นความสุขที่ไม่เที่ยง  เป็นความสุขที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นทุกข์ได้ตลอดเวลา  เพราะเมื่อเราไม่ได้รับในสิ่งที่ชอบก็ย่อมเกิดทุกข์  หรือว่าเราชอบในสิ่งที่เป็นโทษแต่เมื่อเวลาหนึ่งเขาแสดงโทษให้เห็นก็เกิดทุกข์ขึ้นอีกทั้งทางกายและทางใจ

   ความสุขของปุถุชนทั้งหลายนั้นโดยมากเกิดจากโลภะ(โลภะเจตสิกจะกล่าวถึงในเรื่องเจตสิกอีกต่อไป)คือความโลภ  ความยินดีในอารมณ์  ความยึดติดในอารมณ์ต่างๆ  ยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยง  และเมื่อสิ่งนั้นพลัดพลากเปลี่ยนแปลงไปก็เกิดความทุกข์ขึ้น  อย่างนี้ท่านเรียกว่า  ทุกข์ที่มีสุขเป็นปัจจัย


ส่วนบัณฑิตที่มีปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นว่า  สิ่งทั้งหลายในโลกนี้อะไรที่จะพ้นไปจากรูปนามขันธ์5นั้น  เป็นไม่มี  และรูปนามนี่แหละที่ทำให้เกิดทุกข์  เพราะทั้งรูปและนามก็เกิดจากปัจจัยต่างๆทั้งสิ้น  เมื่อปัจจัยต่างๆนั้นหมดลง  รูปนามนั้นก็ย่อมแตกดับเปลี่ยนแปลงไปและบังเกิดใหม่ตามปัจจัยใหม่ๆที่ได้รับ  ดังนั้นท่านจึงเห็นว่าสุขต่างๆในโลกย่อมเป็นทุกข์  เพราะถูกความเกิดดับบีบคั้น  จึงได้หาทางที่จะพ้นไปจากรูปนามขันธ์5ทั้งหลาย  เจริญภาวนาจนกระทั่งพบความสุขอันแท้จริงนั่นคือ  พระนิพพาน


เพราะพระนิพพานนั้นไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เขาเกิด  และพระนิพพานไม่มีการเปลี่ยนแปลง  จึงเกิดความสงบจากขันธ์และกิเลสทั้งหลาย   ดังนั้นสุขในพระนิพพานนั้นย่อมเป็นสุขอันไม่ทำให้เกิดทุข์


ส่วนใครจะต้องการสุขแบบไหนนั้นก็ต้องแสวงหากันตามแต่จะชอบครับ  ถ้าต้องการแค่ความสุขทางโลก  ก็ให้ทาน  รักษาศีล  เพื่อที่จะให้กุศลเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดต่อไป   แต่โดยมากแล้วคนส่วนมากมักจะประมาทครับ  เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย  ตัดสินไปอย่างนั้นทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองพิสูทธ์(พูดง่ายๆว่าโดนโมหเจตสิกปิดบัง)
4 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
ส่วนที่เราไม่เคยรู้สึกพอนั้น  เพราะความโลภ(โลภเจตสิก)  ท่านกล่าวเอาไว้ว่า  สิ่งที่ไม่เคยเต็มมีอยู่ดังนี้  1. ไฟ  เพราะไฟไม่เคยอิ่มจากเชื้อ    2. ทะเล   เพราะทะเลย่อมไม่เคยเต็มจากน้ำที่หลั่งไหลมา   3. ความโลภของสัตว์ทั้งหลาย 


สิ่งที่โยมรู้สึกนั้นอาตมาถือว่าเป็นนิมิตรที่ดี  เพราะโยมเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่แน่นอน   และหากว่าโยมได้ยินได้ฟังมาอย่างถูกต้องแล้ว  ก็ย่อมเห็นความจริงมากยิ่งขึ้นครับ  แม้จะไม่บรรลุธรรมแต่ก็จะสั่งสมเป็นนิสัยให้เราต่อไปในกาลข้างหน้าได้  และหากไม่ละความเพียรก็ย่อมเข้าถึงสันติสุขของพระนิพพานได้เช่นกัน

เจริญพร
4 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
เดี๋ยวพรุ่งนี้อาตมาจะลงเรื่องเจตสิกตัวต่อไป  หวังว่าจะมีคนตามมาอ่านอย่างกระทงนี้นะครับ กลัวหลายท่านไม่เข้าใจแล้วจะทอ้ถอยที่จะอ่านต่อไปเหมือนกัน
0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   ขอบคุณคะ...
1 คะแนน  | 
จูปิเตอร์
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
นอนฟังเสียงฝนตก อยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ
1 คะแนน  | 
timkiller
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
เกมส์
นมัสการหลวงพี่ นะครับ

ผมเป้นกำลังใจให้ครับผมเองก้บวชเรียนมาบ้าง สมัยที่ผมบวชเรียน นั้นเคยนั่งใช้อินเตอร์เน็ตที่มีเผยแพร่ความรู้ในอินเตอร์เน็ตแต่ ญาติโยมที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับมักจะ เข้าใจว่าผมใช้ในทางที่ผิด ก้น้อยใจเหมือนกัน ครับ แต่นึกได้ว่า
นัตถิ โลเก อนินทิโต 
คนไม่ถูกติ ไม่มีในโลก  ก็เลยมุ่งหน้าทำตามเจตนาดีของเราต่อไป ตอนนี้ลาสิกขามานานแล้วเริ่มจะจาง ๆ ไป ว่าจะไปนั่งสมาธิใหม่ ฝึกใจให้สงบ จะได้คิดอะไรดี ๆ ทำอะไรดี ๆ ต่อไป
1 คะแนน  | 
Duth
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
เป็นกลาง ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไร้ดี ชั่ว ก็เบิกบาน ^^
เป็นไปได้ไหมครับ ที่มนุษย์บางกลุ่มหรือบุคคล  ที่มาเกิดบนโลกมนุษย์นี้
มาเกิดโดยที่ไม่เกี่ยวกับ กรรม บุญ วาสนา ใด ๆ ในการเกิด
เมื่อมาเกิดแล้ว ก็เพียงแค่บังเอิญเรียนรู้ซึมซับวิถิ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์
แต่ภายในจิตใต้สำนึกอนุภาคจิตดั้งเดิม ไม่ใคร่อยู่ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์เลย
แต่เมื่อซัมซับก็เกิดการยอมรับบ้าง ต่อต้านบ้าง เรียกง่าย ๆ ว่า สามารถจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ก็ได้

เหมือนกลุ่มดาวอุกกาบาตที่นาน ๆ ตกมาที ตกลงสู่โลกหลุดจากวงโคจรตกลงมา ก็มีกลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกันจำนวนนึง แต่ไม่มากน้อยมากจริง ๆ  เป็นสิ่งที่แทบไม่เอื้อประโยชน์ต่อโลก แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็ทำให้มนุษย์ทั่วไปได้รับประโยชน์ 
แต่มันก็มีค่าเพราะหายากแค่นั้น
เพราะพ่อผมเป็นโหราจารย์ และพระหลายรูปบอก ผมอยู่ในกลุ่มคน
ที่มาจากดวงอาทิตย์ และดาวมฤตยู
เหมือนส่วนเกินของโลกนี้ มาและก็ไปเหมือนผ่านมาและผ่านไป
หากจะไม่ผ่านไปก็คือสมาชิกหน้าใหม่ของโลกนี้
ผมจึงคิดอะไรทำอะไรไม่เข้าร่องรอยกับคนอื่นบนโลก
จึงไม่คิดสะสม ความรัก โลภ โกรธ หลง งมงาย ค้นหาอะไรบนโลกนี้
 ในสายตาผมมันตื้นเขิล มันเหมือนห้องแคบ ๆ กะลาใบเล็ก ๆ
ที่วนเวียน ๆ แต่ผมก็ทำไรไม่ได้ เหมือนจำต้องยอมรับเพราะถูกจับมาอยู่ในคุกใหญ่
จะเอาสิ่งที่เคยเป็นมาใช้ที่นี่ไม่ได้ เพราะเป็นแค่คนคุก ยิ่งทำตัวยิ่งใหญ่ใจคิด
ก็ยิ่งจะติดคุกนานไปใหญ่ ไม่ได้เลื่อนชั้นเสียที
แต่สิ่งที่ทำก็ดีนะในสายตาผู้หญิงแต่ผู้ชายมักจะมองว่าตลก
แต่เอาเข้าจริง ๆ ในที่สุด ผู้หญิงหรือผู้ชายพวกนั้นก็มีครอบครัว
เหลือแค่ผมที่หาจุดนั้นไม่ได้ และรู้สึกแปลกแยก
อยากทำลายล้างโลก เพราะผมรู้สึกว่าที่นี่คือคุก คือจุดสร้างปัญหา
ทุกอย่าง คำถามและปัญหาทุกอย่างเกิดที่นี่
โลกวัตถุแห่งนี้
หากไม่มีโลกวัตถุเป็นโลกแห่งพลัง
เราก็ไม่ต้องแย่งชิงหรืออิจฉาในวัตถุและเกิดแก่เจ็บตาย
ด้วยร่างกายวัตถุเหล่านี้
ผมหัวเราะเยาะครอบครัว และการมีครอบครัว
และบางครั้งผมก็ซึมซับความอ่อนโยนของการมีครอบครัว
แต่เอาเข้าจริง ๆ  ผมต่อต้านมันเพราะสิ่งเหล่านี้คือการชักนำให้เรา
กระจอกอยุ่บนโลกนี้ ที่นี่มีกฎ มีสังคมที่ไร้สาระ ที่ผมต้องทำตัวแบบไม่รู้ไม่ชี้เสมอ ๆ
แทบทุกวัน แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมอย่างสันติ
ผมอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผมคืออะไร ผมอาจรู้แต่ผมก็อยากถามหลวงพี่
เพื่อให้รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ แค่นี้ก่อนหละครับ
กราบนมัสการครับ
1 คะแนน  | 
ครรชิต
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
กำเนอะ
เนื่องจากคุณได้ถามหลวงพี่ฯ
"ผม" ไม่ได้ตอบ แต่ "ผม" ขอร่วมแสดงความคิดเห็นนะคับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่มนุษย์บางกลุ่มหรือบุคคล  ที่มาเกิดบนโลกมนุษย์นี้
มาเกิดโดยที่ไม่เกี่ยวกับ กรรม บุญ วาสนา ใด ๆ ในการเกิด
เมื่อมาเกิดแล้ว ก็เพียงแค่บังเอิญเรียนรู้ซึมซับวิถิ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์
แต่ภายในจิตใต้สำนึกอนุภาคจิตดั้งเดิม ไม่ใคร่อยู่ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์เลย
แต่เมื่อซัมซับก็เกิดการยอมรับบ้าง ต่อต้านบ้าง เรียกง่าย ๆ ว่า สามารถจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ก็ได้
-เป็นไปได้ครับถ้า "คุณ" คิดว่า ข้าวเกิดมาจากฟ้า หรือปลา เกิดมาจากท้องน้ำโดยไม่มีพ่อแม่
ทุกสิ่งอย่้างล้วนมีเหตุจึงกลายเป็นผลที่จะส่งสืบทอดการกระทำ ไปสู่อนาคตที่กำลังจะถึง
และเหตุที่ได้กระทำนี้ย่อมส่งผลออกมา เมื่อผลเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้สภาพแวดล้่อมในขณะนั้นเปลีี่ยนไป และผู้กระทำจะได้เป็นคนเลือกว่าจะ "ยอมรับ" หรือ "หลีกเลี่ยง" ซึ่งการกระทำตามการเลือกนี้เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดการกระทำหลากหลายรูปแบบนับเป็นการกระทำที่เป็น "เหตุ" อีกอย่างหนึ่ง แล้วมันก็จะเกิดผล-เหตุ-เหตุ-ผล ฯลฯ ต่อไปไม่มีที่สีินสุด พระพุทธองค์จึงได้สอนให้เรารู้จักการดับที่เหตุ คือไม่ก่อกรรมอันป็นอกุศลให้เกิดผลที่จะทำให้เกิดการกระทำอื่นๆตามมา จึงขอตอบว่า เป็นไปไม่ได้ครับที่ "มนุษย์" จะเกิดมาเช่นนั้นได้
เหมือนกลุ่มดาวอุกกาบาตที่นาน ๆ ตกมาที ตกลงสู่โลกหลุดจากวงโคจรตกลงมา ก็มีกลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกันจำนวนนึง แต่ไม่มากน้อยมากจริง ๆ  เป็นสิ่งที่แทบไม่เอื้อประโยชน์ต่อโลก แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็ทำให้มนุษย์ทั่วไปได้รับประโยชน์ 
แต่มันก็มีค่าเพราะหายากแค่นั้เพราะพ่อผมเป็นโหราจารย์ และพระหลายรูปบอก ผมอยู่ในกลุ่มคน
ที่มาจากดวงอาทิตย์ และดาวมฤตยู
เหมือนส่วนเกินของโลกนี้ มาและก็ไปเหมือนผ่านมาและผ่านไป
หากจะไม่ผ่านไปก็คือสมาชิกหน้าใหม่ของโลกนี้
-อืมมม อุกาบาต เริ่มก่อตัวจากสสารที่มีแรงดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดระหว่าอนุภาคหลายๆอัน จนรวมตัวภายไต้แรงโน้มถ่วงที่แทบจะเป็นศูนย์และเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นภายไต้แรงดึงดูดของเอกภพนั้นๆ เนื่องด้วยแรงโน้มถ่วงที่น้อยของมันทำให้น้ำหนักของมันแทบจะไม่มี แรงอันมหาศาลของเอกภพที่หมุนรอบตัวเองตลอดเวลาจึงเหวี่ยงมันไปรอบๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะเจาะที่เส้นโคจรมันจะมาทับกับเส้นโคจรของระบบสุริยะฯของเรา มันจึงถูกเหวี่ยงเข้ามาภายในระบบสุริยะฯนี้ หากประเหมาะเคราะห์ดี(รึปล่าว) มันก็พุ่งเข้ามาเฉี่ยว(หรือชน) กับดวงดาวภายในระบบสุริยะฯ จนแตกออกบางส่วนเกิดสะเก็ดดาวขึ้นมาในวงโคจรฯ ระบบสุริยะที่โลกได้โคจรไปรอบๆนั้นมีบางช่วงที่จะผ่านกลุ่มดาวพวกนี้ และแรงดึงดูดของโลกที่มีมากกว่าแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ที่มันได้รับอยู่ก็ทำให้มันได้ร่วงหล่นลงมาสู่โลกกลายเป็น ดาวตก...
   จากที่ว่ามา ก็จะเห็นว่าสะเก็ดดาว แทบจะไม่เกี่ยวกับโลกเลยแต่ก็ได้ผันผ่านเข้ามาเหมือนห้วงเวลาบางเสี้ยวของชีวิตมนุษย์ที่ได้พบเจอใครๆ แต่ก็ไม่นาน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนๆนั้นจะไม่ได้พบเจอกับใครคนอื่น เขาอาจจะมีความสำคัญต่อหลายๆคนก็ได้ เราอย่ามองเพียงแค่ตัวเรา จงมองให้กว้าง มองให้หลายมุมแล้วจะเห็นว่าบางสิ่งที่เคยคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ถุูกต้องเสมอไป ใช่ใหมครับ
ผมจึงคิดอะไรทำอะไรไม่เข้าร่องรอยกับคนอื่นบนโลก
จึงไม่คิดสะสม ความรัก โลภ โกรธ หลง งมงาย ค้นหาอะไรบนโลกนี้
 ในสายตาผมมันตื้นเขิล มันเหมือนห้องแคบ ๆ กะลาใบเล็ก ๆ
ที่วนเวียน ๆ แต่ผมก็ทำไรไม่ได้ เหมือนจำต้องยอมรับเพราะถูกจับมาอยู่ในคุกใหญ่
จะเอาสิ่งที่เคยเป็นมาใช้ที่นี่ไม่ได้ เพราะเป็นแค่คนคุก ยิ่งทำตัวยิ่งใหญ่ใจคิด
ก็ยิ่งจะติดคุกนานไปใหญ่ ไม่ได้เลื่อนชั้นเสียที
แต่สิ่งที่ทำก็ดีนะในสายตาผู้หญิงแต่ผู้ชายมักจะมองว่าตลก
แต่เอาเข้าจริง ๆ ในที่สุด ผู้หญิงหรือผู้ชายพวกนั้นก็มีครอบครัว
เหลือแค่ผมที่หาจุดนั้นไม่ได้ และรู้สึกแปลกแยก
อยากทำลายล้างโลก เพราะผมรู้สึกว่าที่นี่คือคุก คือจุดสร้างปัญหา
ทุกอย่าง คำถามและปัญหาทุกอย่างเกิดที่นี่
โลกวัตถุแห่งนี้
หากไม่มีโลกวัตถุเป็นโลกแห่งพลัง
เราก็ไม่ต้องแย่งชิงหรืออิจฉาในวัตถุและเกิดแก่เจ็บตาย
ด้วยร่างกายวัตถุเหล่านี้
ผมหัวเราะเยาะครอบครัว และการมีครอบครัว
และบางครั้งผมก็ซึมซับความอ่อนโยนของการมีครอบครัว
แต่เอาเข้าจริง ๆ  ผมต่อต้านมันเพราะสิ่งเหล่านี้คือการชักนำให้เรา
กระจอกอยุ่บนโลกนี้ ที่นี่มีกฎ มีสังคมที่ไร้สาระ ที่ผมต้องทำตัวแบบไม่รู้ไม่ชี้เสมอ ๆ
แทบทุกวัน แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมอย่างสันติ
ผมอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผมคืออะไร
-คุณคิดว่าคุณเป็นแค่ส่วนเกิน ของโลกนี้?
ลองมองไปรอบๆตัวดูสิ
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องครอบครัว
คนที่เคยพบ คนที่เคยรู้จัก เราได้อะไรจากเขา เขาได้อะไรจากเรา
เราไม่จำเป็นต้องค้นหา ไม่จำเป็นต้องซึมซับอะไรหรอก หากเราเป็นได้อย่างนั้นจริงๆ
ถ้าคุณต้องการอยู่อย่างไร้ชีวิต ขอให้คุณจำไว้อย่างคือ คุณยังมีจิตใจอยู่
คุณไม่ได้ต้องการเพิ่ม ไม่ต้องการที่จะให้สิ่งใดลดลง คุณก็จงทำให้มันเป็นเช่นนั้น
ว่ากันตามจริง หากคุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คุณก็นับว่าเป็นพระอริยะบุคคลขั้นที่ 1 โสดาปัตติมรรค คืออยู่ระหว่างการกระทำความเป็นโสดาบรรให้แจ้ง หากทำได้แล้ว คุณจะไม่ได้เป็นผู้หลงทางอีกต่อไป ทางย่อมมีให้คุณเลือกอยู่ทางเดียวแต่คุณจะเป็นผู้กำหนดว่ามันจะสี้นสุดลงช้า-เร็วเพียงใด
สักวันคุณจะได้รับเทียนจากท่านผู้ที่รู้จริง ขอให้คุณจงเดินไปตามทางนั้นเถิดเพราะ "ผม" ก็ยังหาเทียนสำหรับตัวเองไม่พบ จึงไม่สามารถจะมอบแก่คุณได้

                                         อตฺตนา โจทยตฺตานํ.
                                       จงเตือนตนด้วยตนเอง.
ขออวยพรให้คุณได้พบกับเทียนเล่มนั้นเร็วนะคับ


1 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   กราบนมัสการคะหลวงพี่........


หลวงพี่คะ...ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนลืมหลักธรรม คำสอนของพุทธองค์

กันเยอะ บางคนไม่ลืม แต่เลือกวิธีที่จะละเลย...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบางสิ่งที่

กระทำ คือ บาป คือ ผิด แต่ยังเลือกกระทำ  ตรงนั้นเอเชื่อว่าเกิดจาก

กิเลสและความโลภ ความอยาก...ตรงนั้นเอเข้าใจว่าพื้นฐานแต่ละคน

ไม่เหมือนกัน...แต่มีวิธีไหมคะที่จะ  ลด  ละ ให้ตรงนั้นเหลือน้อยที่สุด

แบบวิธีที่ปุถุชนคนธรรมดาปฏิบัติได้...อาจจะดูเป็นคำถามที่โง่ ๆ นะคะ

แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแนวทางหรือวิธีที่จะจัดการความโลภ ความโกรธ

ความหลงของคนเราได้ง่าย...เอเชื่อว่าเหตุการณ์เลวร้ายหลาย ๆ อย่าง

คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน.....


ขอบคุณคะ.....ญดา

1 คะแนน  | 
Duth
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
เป็นกลาง ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไร้ดี ชั่ว ก็เบิกบาน ^^
ขอบคุณครับ คุณครรชิตที่ร่วมแสดงความคิดเห็นดีใจนะครับ ใครคิดเห็นอย่างไรก็ตอบได้ครับ ผมก็อยู่ร่วมกับทุกคนนี่หละครับในสังคมใบใหม่ เหมือนค่าย เหมือนโลกใหม่ที่ไม่ว่าแตกต่าง เผ่าพันธ์ ดวงดาว อะไรก็ตามในอนันตจักรวาลนี้แต่พอมาอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ ก็ต้องพยายามที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้ แต่ในใจลึก ๆ มันก็มีส่วนสำคัญของตัวเองที่นอนครุ่นคิดเสมอ ๆ น่ะครับ
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
  เจริญพรคุณโยม Duth คุณโยมเอ และคุณโยมครรชิตครับ(ตอบของใครก่อนดี  -_-")
0 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

ขอบคุณคุณโยมครรชิตที่ช่วยตอบครับ   (เสริมนิดนึงนะ)

เหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดอยู่นั้นคือ โมหและโลภ  เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะโมหนั้นปิดบังไม่ให้เห็นโทษของการเกิดครับ  และโลภก็ทำให้เกิดความยินดียึดติดในภพชาติและในอัตตภาพที่ได้มาในตอนเกิด(ภวตัญหา)  และภวตัญหานี่แหละที่ทำให้เรายึดติดในภพชาติมาตลอด  ถ้าหากว่าไม่มีธรรมทั้งสองอย่างนี้การเกิดก็ย่อมไม่มี  เมื่อไม่มีการเกิดขึ้นมาแล้วเราก็ไม่สามารถสร้างกรรมต่างๆขึ้นมาได้

ตรงกันข้ามครับ  หากการเกิดมีอยู่  ก็ย่อมมีการทำกรรมต่างๆ  ขออนุญาตยกตัวอย่างนิดหน่อยนะครับ  (ยกมากไม่ได้เพราะยังไม่ได้เรียนมหาปัฏฐาน)

อวิชชา(โมห)ปิดบังไว้ไม่ให้เห็นโทษของการเกิดว่า  เกิดมาแล้วย่อมมีแต่ทุกข์(ทุกข์เพราะการเกิด  ทุกข์เพราะการรักษารูปนาม  ทุกข์เพราะความเจ็บไข้  ทุกข์เพราะความพลัดพลากจากสิ่งที่รัก  ทุกข์เพราะความชรา  ทุกข์เพราะความตาย ฯลฯ)  และเมื่อเกิดมาแล้วก็ยอ่มมีตัญหาตามมา  ซึ่งตัญหานี่แหละนำเราไปทำกรรมต่างๆ  และเมื่อตัญหามันไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ  ก็ย่อมเกิดโทสะ  โทสะก็จะนำเราไปทำกรรมที่หยาบช้าขึ้น  เช่นการฆ่าสัตว์  การเบียดเบียน  ฯลฯ  

และเมื่อสิ่งเหล่านี้สั่งสมกันมาแล้ว  ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก(ผลของกรรม)  และวิบากนี้ก็ย่อมสร้างภพชาติและนามรูปให้เกิดต่อไปไม่สิ้นสุดครับ  และด้วยการหมุนวนกันไปอย่างนี้จึงกล่าวว่า  "  สังสารวัฏนี้  เบื้องต้นและเบื้องปลายหาไม่พบ  "  

ส่วนการที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งหลายนั้น  ก็ต้องเข้าไปตัดปัจจัยของการเกิดครับ  และต้องไปตัดที่กิเลสต่างๆเท่านั้น  เพราะวิบากนั้นเราจะไปห้ามไม่ให้เขาส่งผลไม่ได้  เพราะวิบากเกิดจากกรรมที่สำเร็จแล้ว  เพียงแต่รอโอกาสเท่านั้นเอง  จึงจำเป็นต้องรื้อถอนกิเลสให้หมดไป  เมื่อกิเลสหมดไปแล้ว  การกระทำต่างๆก็จะไม่เป็นบุญและบาป(อัพพยากต)  เมื่อไม่มีบุญและบาปแล้ว  วิบากก็ไม่เกิดขึ้นครับ  ภพชาติที่เป็นผลของวิบากจึงมีไม่ได้

0 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
การที่คุณโยม Duth คิดอยู่นั้น  อาจจะเป็นไปด้วยอำนาจของอุทธัจจะเจตสิก(ความฟุ้งซ่านซัดส่ายในอารมณ์)  ซึ่งก็เป็นหนึ่งในอกุศลเจตสิกในส่วนของโมหะครับ  เพราะสิ่งเหล่านี้ปิดบังทำให้เราไม่รู้ถึงความจริงของการเกิด  จึงทำให้เรายินดีในการเกิดอยู่  และแน่นอนว่าสิ่งต่างๆก็จะตามมาอย่างที่กล่าวเอาไว้ข้างบน   ซึ่งหากปล่อยไว้ก็อาจจะปลายไปเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ครับ  เหมือนกับพวกที่เชื่อว่าเกิดมาจากเทพต่างๆ  วึ่งพระพุทธเจ้าก็แสดงเอาไว้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้  จึงไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น  หากแต่เกิดขึ้นมาเพราะเหตุปัจจัยของกันและกันครับ   เจริญพร
0 คะแนน  | 
Duth
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
เป็นกลาง ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไร้ดี ชั่ว ก็เบิกบาน ^^
ครับสงสัยคงจะต้องฝึกให้จิตอยู่นิ่ง ๆ ไม่ฟุ้งซ่านซะแล้วครับ

จิตมันไร้ขอบเขตไปในทางทิศต่าง ๆ มากมายไปน่ะครับ

ทั้งที่ความจริงเราก็แค่มนุษย์ที่พลาดเกิด

ด้วยอวิชชาไม่รู้

แต่ว่า ก่อนเป็นมนุษย์หละครับเราเป็นอะไร มาก่อน

เอาจุดเริ่มต้นของเรา เราก็เป็นอนุภาคที่มีมีอิสระไม่สามารถคาดเดาได้ จากฝันสู่การมีชีวิต ที่วิวัฒนาการได้ และเรียนรู้ แบบนั้นหรือเปล่า เรากำลังจะกลับไป

สู่สภาวะเดิมที่เป็นอนุภาคแต่ต่างจากเดิมเพราะเรากลับไปพร้อมความรู้

ไม่เหมือนตอนแรก ๆ เราไม่รู้ เราหลง แบบนั้นใช่ไหมครับ แล้วอนุภาคของแต่ละดวงจิตไม่เท่ากัน

ก็คงต้องยอมรับว่าพื้นฐานสิ่งมีชีวิตล้วนมีอิทธิพลกับดวงดาว

เพราะโลกก็คือดวงดาว  ดวงดาวต่าง ๆ ก็มีอิทธิพลต่อระบบสุริยะทั้งสิ้น

แบบนั้นถูกไหมครับ หรือจริง ๆ เราก็ระดับเดียวกัน
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
มารู้จักเจตสิกกันเถอะ!!!
ต่อของคุณโยมเอนะครับ การที่คนเราเสื่อมลงจากศีลธรรมในทุกวันนี้เพราะเรามีสิ่งต่างๆที่อำนวยความสะดวกในชีวิตเกินความจำเป็นมากเกินไป  และสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารให้กับกิเลสครับ  ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเองก็ถูกบิดเบือนไปเยอะ  จะโทษใครล่ะ  ก็โทษพุทธบริษัททั้งสี่นี่แหละ  เพราะพระบางท่านก็ขาดการศึกษาที่ถูกต้อง  บางท่านก็เชื่อในคำสอนที่บิดเบือนกันมา  บางท่านก็บิดเบือนซะเอง  บางท่านก็อวดอ้างคุณธรรมของตนประกาศตนว่าเป็นพระอริยะ  หรือหมกมุ่นแต่เรื่องของดิรัจฉานธรรม(เครื่องรางของขลังหรือการะสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา)  ส่วนโยมเองโดยมากก็ยังไม่มีความรู้เรื่องศาสนาที่แท้จริง  หรือรู้มาผิดๆเพราะพระท่านสอน(พระจำพวกข้างบน)
สิ่งเหล่านี้มีอยู่มากในสังคมทุกวันนี้จนยากจะแก้ใขแล้วครับ

พระพุทธเจ้าได้บอกเอาไว้ว่า  การที่ศาสนาจะเสื่อมลงนั้นไม่ได้มาจากการเบียดเบียนของศาสนาอื่น  หรือไม่ได้มาจากการทำลายของบุคคลอื่นเลย  แต่พุทธษัทสี่นี่แหละจะทำให้เสื่อมลง  ซึ่งก็เป็นจริงทุกประการ (เห็นได้จากทุกวันนี้)

ส่วนการจะละกิเลสต่างๆนั้นก้ทำได้โดยการให้ทานรักษาศีลและเจริญภาวนาครับ
แต่การจะออกจากวัฏฏะทุกข์ได้นั้น  ต้องเจริญสิ่งเหล่านี้ให้เป็นบารมี  คือไม่ได้ปรารถนาสมบัติใดๆ  แต่ปรารถนามุ่งตรงต่อพระนิพพานครับ  วึ่งอาจจะไม่หลุดพ้นได้ในชาตินี้  แต่ก็จะเป็นปัจจัยสั่งสมต่อไปจนเมื่อเราพร้อมครับ  แต่ก็ต้องทำอยู่เสมอ  หมั่นเจริยสติปัฏฐานสี่  คือ  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  และธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  แต่ก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนจะไปปฏิบัติครับ  เพราะเหล่านี้มีสอนกันแบบผิดๆเยอะมาก  ส่วนมากจะเอาไปปนกับการทำสมาธิครับ  เช่นการท่องพุทโธ  ยุบหนอพองหนอ  หรือการเดินจงกรมแบบเดินช้าๆเป็นจังหวะ  เหล่านี้ล้วนผิดทั้งสิ้น  เพราะเป็นการบังคับรูปและนามจึงไม่เป็นไปตามธรรมชาติครับ

บ่นมาเยอะละ  ต้องขออภัยหากว่าไปขัดกับความเชื่อของใครเข้า  แต่ก็ขอให้โยมพิจารณาถึงเหตุและผลให้ดีก่อนว่าจริงหรือไม่  ควบคู่ไปกับการได้ยินได้ฟังที่ถูกครับ
เอาไว้อาตมาจะลงเรื่องของการเจริยวิปัสสนาให้นะครับ  แต่คงต้องรอให้เรื่องเจตสิกจบก่อน(เหลืออีกตั้ง49ตัว)   เจริญพร
0 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
จริงๆแล้วจุดเริ่มที่โยมกล่าวถึงเป็นเพียงจุดเริ่มของอันตรกัปป์นี้เท่านั้นครับ  แต่ก่อนหน้านั้นมันวนเวียนผ่านมาอย่างนี้จนนับไม่ได้ครับ  ป่วยการจะไปคิดถึงเพราะเป็นเรื่องอจินตัย  เปรียบเหมือนหนังยาง  แน่นอนว่าการสร้างหนังยางขึ้นมาเส้นหนึ่งย่อมมีจุดแรก  แต่เมื่อหนังยางสำเร็จออกมาเป็นเส้นแล้วเราไม่มรถรู้เลยว่าจุดไหนเป็นจุดแรก  เพราะมันก้หมุนวนเป็นวงอยู่อย่างนั้น  อุปปมานี้ฉันใด  อุปปมัยก็ฉันนั้นครับ

เคยทีเทวดาถามพระพุทธเจ้าในปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน  แต่ท่านก้กล่าวว่าเปล่าประโยชน์ที่จะรุ้  เพราะรู้ไปเราก็นำไปแก้ใขทุกข์ไม่ได้  อาตมาคิดว่าเหมือนเราเอามือไปลูปหนังยางเพื่อจะหาจุดเริ่มแรก  ลูปไปเท่าไหร่ก็จะวนอยู่อย่างนั้นนั่นแหละและไม่สามารถรู้เลยว่าอันไหนเป้นจุดเริ่ม  (ที่อุปปมาหนังยางเพราะกำลังมัดของพอดี  เหอๆๆ เจริญพร
0 คะแนน  | 
edum
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
จะได้เป็นพ่อคนกับเขาแล้ว ย๊ะฮู้ววว
สวัสดีครับหลวงพี่ ขอบคุณหลวงพี่มากครับที่ตอบข้อสงสัยให้ผม ผมก็คิดแบบหลวงพี่ครับ ว่าการบวชให้พ่อแม่จะตกนรกได้ยัง การทำสังฆทานกับพระองค์เดียวที่ไม่ใช่พระอรหันต์จะตกนรกกลายเป็นเปรตได้ยังไง

แต่มันติดอยู่นิดนึงตรงที่เจ้าของหนังสือเค้าอ้างอิงพระไตรปิฎก ในหนังสือบอกประมาณว่า ที่ผ่านมาสาเหตุที่คนทำบุญแบบผิดๆ จากที่จะได้บุญกลายเป็นได้บาป ส่วนนึงเป็นเพราะความไม่รู้  ความเข้าใจผิดได้รับคำสอนมาผิดๆ ซึ่งแม่กระทั้งพระเองบางครั้งก็ยังไม่รู้

ถ้าหลวงพี่มีโอกาส ผมอยากให้หลวงพี่ลองอ่านหนังสือเล่นนั้นดูครับ เพราะทุกคำพูดในหนังสือผู้เขียนยืนยันว่าอ้างอิงพระไตรปิฏกทั้งสิ้น ไม่ได้อ้างอิงเพราะคิดเอาเอง ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้  แต่เค้าเขียนแบบฟันธงเลย ว่าตกนรกเป็นเปรตแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น

ผมไม่ได้มีเจตนาจะลองภูมิหลวงพี่นะครับ  แต่อยากทราบมากกว่า ว่าหนังสือเล่มนั้นที่เขียนมา ตกลงมันเชื่อถือได้หรือไม่


 
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
คงต้องยอมรับว่าพื้นฐานสิ่งมีชีวิตล้วนมีอิทธิพลกับดวงดาว เพราะโลกก็คือดวงดาว ดวงดาวต่าง ๆ ก็มีอิทธิพลต่อระบบสุริยะทั้งสิ้น แบบนั้นถูกไหมครับ หรือจริง ๆ เราก็ระดับเดียวกัน ____________________________________________________ ดวงดาวเองก็เป็นแค่อุตุภายนอกครับ จริงอยู่ที่มีความสำพันธ์กัน แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ เพราะดวงดาวเองก็เป็นแค่ธาตุสี่ที่ประชุมกัน แต่ชีวิตเขอเรายังมีปัจจัยสำคัญต่างๆอีกมากที่เข้ามาปรุงแต่งให้เป็นไป ส่วนอุตุนั้นเป็นแค่ส่วนที่จะช่วยให้รูปนามดำรงอยู่ได้เท่านั้น จริงอยู่ที่การทำนายทายทักต่างๆก้อาสัยการสังเกตจากสิ่งต่างๆที่เป็นไป และเก็บข้อมูลรวบรวมเอาไว้ในลักษณะของสถิติว่า เป็นไปอย่างนี้ส่งผลอย่างไร ซึ่งก็เป็นวิชาหนึ่งที่มีการสืบทอดกันมา แต่มันก้ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะปัจจัยอื่นๆที่สนับสนุนกันอยู่ก็ยังมี เช่น กรรม จิต อุตุ อาหาร ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ประชุมกันทั้งสิ้นครับ เจริญพร
0 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
เจริยพรคุณโยม edum ครับ อันที่จริงขึ้นชื่อว่ากุศลแล้วย่อมให้ผลเป็นความสุขและไม่ตกต่ำ อาตมาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเล่มนั้นได้ที่ไหน แต่ถ้าให้วิเคราะห์ดูคิดว่า อาจจะเป็นเพราะกรรมอื่นส่งผลมากกว่า เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายก่อนตายนั้นย่อมมีนิมิตสามอย่างที่เกิดจากกรรมมาปรากฏ(ยกเว้นพระอรหันต์) ก็คือ กรรมนิมิตอารมณ์ นิมิตที่เกิดจากกรรมที่เคยกระทำมาก่อน จะเห็นอุปกรณ์ที่ใช้กระทำกรรมต่างๆ คตินิมิต นิมิตที่จะแสดงให้เห็นว่าจะไปเกิดในภูมิใด กรรมอารมณ์ นิมิตที่เกิดจากกรรมที่เคยกระทำมาก่อน รู้สึกเหมือนกำลังกระทำกรรมนั้นๆอยู่ ซึ่งถ้านิมิตเหล่านี้เป็นไปด้วยกุศล เช่นรูสึกเหมือนตัวเองกำลังทำบุญ เหลือเห้นอุปกรณ์ในการทำบุญเช่นบาตรพระ.ขันข้าว เป็นต้น ก็จะส่งผลให้เกิดในภพที่ดี ตรงกันข้าม หากนิมิตก่อนตายเป็นไปด้วยอกุศล แม้จะทำบุญมามากสักเท่าไหร่ก้ตาม หากว่าอกุศลนั้นส่งผลก่อนตาย ก็ย่อมไปเกิดในภูมิที่ไม่ดีได้ครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของกรรมที่เราทำ โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเราเนี่ยแหละ บาปจะแรงกว่าบุญ เพราะใจเราจะคิดในเรื่องที่เป็นบาปมากกว่า ส่วนบุญนั้นนานๆคิดที ยกตัวอย่าง เวลาเราจะไปทำร้ายใคร ก็ย่อมมีความโกรธแก่ผู้นั้นมาก่อน และก็ตั้งใจไว้จนถึงลงมือกระทำ จิตเราก็เสพแต่อารมณ์ของโทสะตลอด ส่วนบุญนั้นนานๆทำที หรืออาจจะทำทุกวัน เช่นใส่บาตร เตรียมข้าวของก่อนใส่ แต่พอใส่แล้วก็ไม่นึกถึงอีก ผิดกับเรื่องของโทสะ เจอหน้าคนที่ไม่ชอบก็มักจะมีความโกรธอยู่ บาปจึงมีกำลังแรกกว่าบุญเพราะอำนาจของเจตนาครับ อย่างนี้เป็นต้น การที่เสนอเรื่องในพระไตรปิฏกโดยขาดจากการศึกษาพระอภิธรรมนั้น โดยมากมักจะตีความหมายผิดครับ เพราะขาดหลักการมารองรับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ก็ขอให้โยมชั่งใจถึงเหตุและผลก่อนจะตกลงไปถือเอาครับ เจริญพร
0 คะแนน  | 
edum
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
จะได้เป็นพ่อคนกับเขาแล้ว ย๊ะฮู้ววว
ตอนผมลองอ่าน ผมชั่งใจถึงเหตุและผลของความเป็นไปได้ ผมค่อนข้างจะเชื่อหนังสือนั้นมากครับ เพราะคนที่เขียนก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เพียงแต่ตอนที่เขียนยังไม่ได้เป็นพระ แต่ก็สามารถถอดจิตเข้าญาณไปชมนรกสวรรค์ได้ (ผมไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้)  ส่วนเรื่องพระไตรปิฎก ตัวผมเองไม่มีความรู้อะไรเลย ในหนังสือก็บอกเรื่องการตีความหมายพระไตรปิฏกผิดๆไว้เหมือนกัน  เช่นพระรับเงินได้มั้ย  พระบอกรับได้ไม่บาป  แต่ในหนังสือเล่มนั้นบอกพระรับเงินไม่ได้ แต่สามารถจับเงินได้ ใช้เงินได้  เพียงแต่ตอนให้ปัจจัยพระ ต้องให้ผ่านคนกลางซึ่งมีหน้าทีเกี่ยวข้องของวัด ไม่เช่นนั้นทั้งคนให้ รวมไปถึงพระที่รับเงิน ก็บาปหมด


ถ้าหลวงพี่สนใจ ในร้านซีเอ็ดบุ๊คหรือร้านหนังสือทั่งไป คงจะพอมีเหลืออยู่บ้าง ผมอยากให้อ่านจริงๆครับ เพราะเป็นธรรมะที่แหวกแนวจากที่ผมเคยได้ยินมา บาปคือบาปบุญคือบุญ ไม่สามารถนำมาล้างกันได้ จนทำให้ผมไม่กล้าบวช ถ้าตราบใตที่ผมยังไม่พร้อม (ถ้าไม่ใช่เพราะคิดถึงหนังสือเล่มนี้ ผมคงบวชไปแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา )


ขอบคุณหลวงพี่มากครับ
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
   คนเราถอดจิตไม่ได้ครับ เพราะว่าสัตว์ในปัญจโวการภูมินั้น(ภูมิที่มีขันธ์5)  จิตจะต้องอาศัยที่ตั้งอยู่เสมอ  ซึ่งก็ตั้งอยู่ที่หทยวัตถุครับ  แต่การทำฌานแล้วไปนรกเหรอสวรรค์ทำได้  แต่ต้องไปทั้งตัว  ยกเว้นพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่แสดงยมกปาฏิหารย์ได้(การแสดงปาฏิหารย์ที่ทำเป็นคู่ๆ)  เช่นการแยกกายแสดงธรรม  ให้กายหนึ่งถาม  อีกกายหนึ่งตอบ  ซึ้งแม้แต่พระสารีบุตรก็ยังทำไม่ได้ครับ   
อีกอย่างหนึ่งคนที่ได้ฌานนั้น  ย่อมไม่สนใจที่จะอยู่คลุกคลีในหมู่คณะ  เพราะการคลุกคลีนี้เป็นปฏืปักษ์ต่อฌาน  คือเมื่อคลุกคลีแล้วกามฉันทะย่อมเกิดได้ง่าย  ซึ่งก็จะทำให้ฌานเสื่อมครับ  เหมือนสามเณรที่ได้ฌานแล้วเหอะไปในป่า  ระหว่างทางก็เจอกับผู้หญิงสาวสวยกำลังร้องเพลงอยู่  ก็นึกชอบใจ  เพียงเท่านั้นฌานเสื่อมเลยนะครับ  แล้วก็ค่อยๆตกลงมาเหาะไม่ได้อีกเลย  เพราะเกิดกามฉันทะขึ้น

ศรัทธาเหรือความเชื่อของคนเรานั้นหากไม่วางใจให้ดีแล้ว  โดยมากจะเป็นศรัทธาที่เกิดจากอกุศล  เช่น  ศรัทธาเพราะชื่อเสียง  ศรัทธาเพราะเครื่องแต่งกาย  ศรัทธาเพราะน้ำเสียงไพเราะ  ศรัทธาเพราะกิริยาเรียบร้อย  แต่ศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมเป็นศรัทธาในธรรมครับ

บุยล้างบาปไม่ได้ก็จริงครับ  แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีบาปอยู่แล้วจะทำบุญไม่ได้  ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีพระพุทธเจ้าสิครับ  เพราะก่อนที่ท่านจะตรัสรู้นั้นท่านยังมีอกุศลอยู่นะครับ(กิเลสสิบกอง) และพระองคุลีมาลก็ต้องตกนรกสิ  แต่นี่ท่านได้ฆ่าคนมาตั้ง999คน  ท่านก็ยังบวชและปฏิบัติธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์เช่นกัน  ข้อนี้ย่อมแสดงว่าบาปกับบุญหักล้างกันไม่ได้หมายถึง  ขณะที่ทำบาปจิตก็เป็นบาป   ขณะที่ทำบุญจิตก็เป็นบุญครับ   

   เจริญพร
0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   สาธุ...ขอบคุณสำหรับคำตอบคะหลวงพี่


เรื่องสภาพสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณธรรมจริยธรรมภายในจิตใจ

ของคนเราเสื่อมถอยลงไปเยอะ   เอว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมาก

แต่ถ้าสมมติว่า...เราแก้ปัญหาตรงนี้ได้  รับรองได้คะปัญหาทุกอย่าง

ก้อคงหมดลงทันที...ผู้คนหันมาทำความดี หันมายึดมั่นในศาสนา

ที่ตนนับถือ  แต่ความเป็นได้คงยาก...เอสอนในโรงเรียนพยายาม

สอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมลงไปตามกำลังความสามารถ

ของครูคนหนึ่งจะทำได้  แต่ต้องยอมรับกระแสของสังคม

ว่าเราต้านไม่ไหวจริง ๆ คะ  (วันนี้เข้ามาบ่นนะคะ....เหอๆๆๆ)

กระทรวงศึกษาก้อมีโครงการพระสอนพุทธศาสนา ให้เข้ามาสอน

นักเรียนทุกสัปดาห์  ในระดับแนวคิด ทฤษฎี  ยอมรับว่าแนวคิดที่ดี

มาก ๆ เลยคะ...เพราะตรงกับหลักการสอนที่ว่า  ถ้าเด็กได้เรียนรู้

จากสื่อหรือแหล่งเรียนรู้จริง ๆ จะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจและเรียน

รู้ได้มากยิ่งขึ้น....



แต่...นั่นคือ  หลักการ  ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้ามเลยคะ 

เราต้องยอมรับในอย่างหนึ่งว่า  เมื่อใดที่มีปัจจัยเรื่องเงินเข้ามา

เกี่ยวข้อง  ทุกอย่างมักจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ไม่รู้ว่าเอคิดแล้วจะบาปหรือเปล่า...แต่เอกำลังคิดว่าโครงการนี้

สูญเปล่า  อาจจะมาจากนักเรียนไม่สนใจ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ

หรือมาจากปัจจัยด้านตัวผู้สอน...(แหะๆๆ...อันนี้พบเห็นที่ตัวเองได้เจอ

แล้วก้อคุยกับเพื่อน ๆ ครูหลายท่านนะคะ...)  ผู้สอนขาดเทคนิค

การสอนที่เร้าใจ  เด็กเกิดความเบื่อหน่ายที่จะเรียนรู้  อันนี้ก้อคงเป็น

อีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน....



สรุปเอว่าถ้าเราจะพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดในจิตใจคน ๆ หนึ่ง

การเริ่มตั้งแต่เค้าเป็นเด็ก  ดูจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด  แต่ก้อต้องได้รับ

ความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งครอบครัว  ผู้คนรอบข้าง  สังคม

และครูก้อคือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ...วันนี้ต้องกราบขอโทษนะคะ

ที่ค่อนข้างจะบ่นหน่อย...แต่รู้สึกจริง ๆ คะว่าเป็นเรื่องที่ขัดความรู้สึก

ของเอจริง ๆ....(อันนี้เอบาปหรือเปล่าคะ....)



*** เรื่องที่บ่นเป็นเรื่องที่เอพบเห็นเอง โดยส่วนตัวนะคะ

ไม่ทราบว่าที่อื่นเค้าเป็นแบบนี้หรือเปล่า 

ต้องขออภัยที่เอใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม...
1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
ไม่เป็นไรครับไม่น่าจะบาป หมายถึงไม่ถือว่าเป็นการใช้วาจาไม่สุภาพ(ไม่ผิดศีลข้อผรุสวาจาคือวาจาหยาบคาย) เพราะดูจากที่โยมเล่าและนำมาเพียบกับองค์ประกอบแล้วไม่ผิดครับ
 
องค์ประกอบของผรุสวาจามีดังนี้

1. ผู้กล่าววาจามีความโกรธ
2. มีผู้ถูกด่า
3. กล่าวคำออกไปโดยเจตนาให้ผู้ที่กล่าวถึงโกรธหรือเจ็บใจ
4. ผู้ถูกกล่าวรู้ความนั้นและได้รับความเสียหาย หรือเกิดโทสะขึ้น 

หากไม่ครบองค์กรรมบทนี้ก็ไม่ส่งผลที่ร้ายแรงครับ คือไม่ส่งผลนำเกิดในอบายภูมิได้ แต่ก็อาจส่งผลในขณะที่เกิดมาแล้วแทน เช่น มีคนเอาเรื่องต่างๆมาบ่นให้ฟัง 


ปัญหาเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับศาสนานั้นมีมานานแล้วครับ พยายามแก้กันมาหลายรุ่นแล้ว แต่ก็ขาดการเอาใจใส่อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งก็มาจากพระ เพราะที่เห็นส่วนมากจะนิมินต์แต่พระที่มีชื่อเสียง หรือมีตำแหน่งต่างๆ โดยไม่สนใจว่าท่านเข้าใจธรรมแค่ไหน บางครั้งท่านก็พูดไปโดยไม่ได้ยึดหลักความจริงเพราะอาจจะไม่ได้เรียนมาในธรรมที่ลึกซึ้ง เมื่อเด็กสงสัยก็อธิบายไม่ได้ เด็กก็จะเสื่อมศรัทธาลงไป ปล่อยไปนานๆอาจจะกลายเป็นคนที่หมิ่นศาสนาก็ได้ครับ 



ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม หากมีเรื่องของความโลภของคนมาเกี่ยวด้วยแล้วมักจะเสื่อมอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่วัด หลายๆที่ที่มีกรรมการวัดมาทำงานให้เป็นระบบ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำฟรี คือพยายามเรียกเงินจากพระ พระเองก็ไม่รู้จะหาที่ไหนก็เลยหาสิ่งต่างๆเช่น เครื่องราง ของขลัง น้ำมนต์ ยันต์ฯลฯ เหล่านี้มาหลอกขายโยมที่ศรัทธา โยมเองก็กลายเป็นว่านับถือเอาเพราะความขลัง เพราะได้ยินเรื่องปาฏิหารย์ เพราะได้ยินว่าจะทำให้มีลาภมาก โดยไม่สนใจคำสอนเลยแม้แต่น้อย เมื่อโยมไม่สนใจคำสอนแล้ว พระที่บวชใหม่ก็ไม่เห็นว่าศึกษาพระธรรมแล้วจะได้ประโยชน์อะไรนอกจากเอาไปเทศให้โยมฟัง พอไปอ่านในคัมภีร์สูงๆก็ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็เอามาสอนกันต่อๆไป วงจรนี้มันก้เลยไม่จบซักที


นั่นไง  กรรมตามทันแล้ว  บ่นให้อาตมาฟังอาตมาเลยบ่นกลับบ้าง  แต่ก็อยู่ในเนื้อหาของธรรมครับ  ไม่เป็นโทษ  อิอิ 


เจริญพร
0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   สาธุ...ขอบคุณสำหรับคำตอบคะหลวงพี่


เอเห็นด้วยกับคะหลวงพี่ว่า  ทุกวันนี้เวลานิมนต์พระ จะนิมนต์พระดัง ๆ

มุ่งเน้นที่ชื่อเสียงของพระที่นิมนต์มา  จนบางทีไม่เข้าใจเหมือนกันว่า

แก่นแท้หรือวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่ออะไร....เหมือนคนเราที่

นิยมไปวัดใหญ่ ๆ วัดดัง ๆ จนลืมหันกลับไปมองวัดใกล้ ๆ บ้าน ที่มีเพียง

ศาลาหลังเล็ก ๆ กับกุฏิเพียงหลังหรือสองหลัง....หรือเพราะว่าคน

ยึดติดที่วัตถุมาก...จนลืมอะไรบางอย่างไว้


หลวงพี่คงทราบเกี่ยวกับโครงการวิถีพุทธ  เอยอมรับในโครงการนี้มาก

เลยคะ  แนวคิดและหลักการเยี่ยมมาก ๆ สอนให้เด็กดำรงชีวิต

ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีสติ  ทุกอย่างไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องเร่ง 

แต่ขอให้เป็นไปด้วย "สติ" ของตัวเราเอง...แต่พอโครงการออกมา 

ทางกระทรวงก้อเหมือนเดิมคะ  ต้องการแค่ปริมาณ 

ตัวเลขให้ส่งรายงานไม่ได้ดูที่คุณภาพของโครงการเลยว่าออกมา

เป็นแบบไหน  ผลสุดท้ายก้อไฟไหม้ฟาง  เหมือนเดิม...



ช่วงที่เอไปเรียนต่อ ป.โท  เอไปเจอโรงเรียนหนึ่งคะ  ที่ยอมรับเลยว่า

เค้านำหลักศาสนามาสอน  มาฝึกเด็ก จนเด็กที่นี่เป็น "คนดี"  พร้อมที่

จะออกไปอยู่ในสังคมได้อย่างสมบูรณ์  คือ  โรงเรียนสัตยาไส 

อยู่ที่จังหวัดลพบุรี  แนวคิดของเค้า  คือ  ให้เด็กเรียนรู้อยู่กับชีวิต

ของตนเองอย่างมีสติ...นี่คือ พื้นฐานที่คิดว่าน่าจะดีสำหรับคนเรา

ถ้าเราทำอะไร  โดยใช้สติไตร่ตรอง ก่อนจะกระทำ ย่อมจะทำให้

การดำเนินชีวิต  ถูกทำนองคลองธรรม...แต่อย่างว่าคะ  โรงเรียน

ที่จะดำเนินการได้แบบนี้ต้องมีความพร้อมด้านปัจจัยทุกด้าน...

เพราะฉะนั้นก้อคงเป็นแค่โรงเรียนในฝันของเอต่อไป...เหอะๆๆๆ



1 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   สำหรับข้อคำถามอีกข้อหนึ่งที่เอสงสัยมานานคะ....


ทฤษฏีความไม่เชื่อ 10 อย่างของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมในพระไตรปิฏกในหมวดกาลามสูตร

เรื่องอย่าให้เชื่อใครหรือสิ่งต่างๆใน 10 อย่างนี้

เพื่อที่จะให้พุทธศาสนิกชนได้คิดเป็นไม่เชื่อใครง่ายๆ

1. มา  อนุสสเวนะ  :  อย่าเชื่อด้วยการฟังตามกันมา

2. มา  ปรัมปรายะ   :   อย่าเชื่อด้วยการถือสืบทอดกันมา

3. มา  อิติกิรายะ   :  อย่าเชื่อด้วยการเล่าลือ

4. มา  ปิฎิกสัมปทาเนนะ   :  อย่าเชื่อด้วยการอ้างตำรา

5. มา  ตักกเหตุ   :  อย่าเชื่อด้วยเพราะเป็นตรรกะ(ข้อเท็จจริง)

6.  มา  นยเหตุ   :  อย่าเชื่อด้วยการอนุมาน

7.  มา  อาการปริวิตักเกนะ   :  อย่าเชื่อด้วยการตรองเอา

ตามเหตุแนวเหตุผล

8. มา  ทิฎฐินิชฌานักขันติยา   :  อย่าเชื่อด้วยเพราะเข้าได้

กับทฤษฎีของตน

9.  มา  ภัพพรูปตายะ   :  อย่าเชื่อด้วยเพราะเห็นรูปลักษณ์

ที่น่าเชื่อถือ

10.   มา  สมโณโน ครูติ   :  อย่าเชื่อด้วยเพราะสมณะนี้

เป็นครูของเรา

ผู้ที่ได้อ่านแล้วเกิดตาเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า

สามารถเห็นแจ้งในหลักธรรมทั้งสิบข้อได้

จะขออนุโมทนาบุญด้วย

โดย คัมภีรัญจะกะถังกัตตา

คัดลอกจาก...http://www.oknation.net/blog/print.php?id=1426


1 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   ในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสไม่ให้เราเชื่อ ในหลายอย่าง ๆ

ในความรู้สึกของเอ  ถ้าตำรานั้นเป็นพระไตรปิฎก 

เราก้อไม่ควรจะเชื่ออย่างนั้นหรือ...หลาย ๆ ข้อ  ที่อ่านแล้ว 

ยอมรับคะว่าไม่เข้าใจ...พระองค์อาจจะสอนไว้

สอดแทรกหลักธรรมไว้  แต่เอยอมรับว่าไม่เข้าใจจริง ๆ

ไม่ให้เชื่อครู  ไม่ให้เชื่อตำรา...แล้วอะไร  คือ  จะชี้หรือจะบอกว่าเรา

ควรจะเชื่อ...





1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

ขอกล่าวท้าวความในสูตรที่โยมกล่าวถึงสักเล็กน้อยนะครับ  สูตรนี้ท่านแสดงเอาไว้ที่เมืองหนึ่ง(อาตมาเองจำชื่อเมืองไม่ได้)  เมืองๆนี้มีลัทธิต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย  แต่ละลัทธิก็อ้างว่ามีพระอรหันต์  หรืออ้างว่าข้อปฏิบัติของตนนี่แหละทำให้พ้นจากทุกข์ได้  ชาวเมืองเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งไหนกันแน่ที่ควรถือเอา  ลัทธิไหนกันแน่ที่ถูกต้อง  พอเห็นพระพุทธเจ้าก็เลยไปสอบถามว่าข้อปฏิบัติของ่ทนเป็นจริงหรือเปล่า  และจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่  ท่านก็กล่าวถึงสูตรที่โยมยกขึ้นมาน่ะแหละ   แล้วก็ยังบอกว่า  การที่จะเชื่อนั้น  ต้องลองมาปฏิบัติเอง  จนรู้แจ้งเห็นจริง   

เมื่อแสดงจบแล้วหลายคนก็ได้บรรลุธรรม  หลายคนที่ยังไม่บรรลุก็ลองมาปฏิบัติดู  ก็ได้รู้แจ้งพระนิพพานตามกันไป  เพราะฉะนั้นท่านยกสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้บริษัททั้งหลายหลงเชื่อสิ่งใดโดยไม่ได้ลองปฏิบัติตามครับ 

 

    แม้แต่พระสารีบุตรเองท่านก็ยังกล่าวว่าท่านไม่เชื่อในครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอเชื่อในธรรมของเราหรือไม่  พระสารีบุตรท่านได้กล่าวตอบว่าไม่เชื่อ  เพราะท่านเองยังไม่ได้บรรลุถึงธรรมนั้น (ในตอนนั้นท่านยังเป็นเพียงพระโสดาบัน)  พระพุทธองค์ก็ได้กล่าวต่อไปว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก  สารีบุตรกล่าวถูกแล้ว  เหตุที่พระสารีบุตรกล่าวว่าไม่เชื่อนั้นไม่ใช่เพราะท่านไม่เชื่อในคำพูดของพระพุทธเจ้า  เพียงแต่ท่านยังไม่ได้รู้แจ้งในข้อนั้นว่าเป็นจริงหรือไม่  คือยังไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นแก่ตัวเองนั่นเองครับ


เพราะฉะนั้นควรเชื่อในสิ่งที่สามารถเป็นจริงได้โดยการพิจารณาและการปฏิบัติเท่านั้นครับ  แต่ส่วนมากทุกวันนี้จะเชื่อถือเพราะไปยึดที่ตัวอาจารย์ เพราะชื่อเสียง  เพราะกิริยาท่าทางน่าเลื่อมใส  เพราะการแต่งกาย   เหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อที่วางใจไว้ไม่ถูกต้องครับ แต่พระไตรปิฏกนั้นเป็นการทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งในสมัยที่ร่างพระไตรปิฏกครั้งแรกๆควรถือเอาครับ  เพราะสมัยนั้นผู้ที่จะรับเลือกให้เข้าไปร่วมสังคายนานั้นล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น  แล้วสมัยต่อมาก็ได้มีการตีความหมายต่อกันมาจากพระไตรปิฏกนั่นแหละ  เรียกว่าอรรถกถา  ส่วนใหญ่พระไตรปิฏกที่อยู่ในวัดต่างๆนั้นล้วนเป็นอรรถกถาที่แปลจากอรรกถาอีกทีครับ
 เจริญพร

0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

   สาธุ...ขอบคุณคะหลวงพี่
0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

กลับมาอ่านอีกรอบคะ...เมื่อวานยังไม่ค่อยเข้าใจ

ถ้าในความคิดของเอ สรุปได้ว่า  ก่อนที่จะเชื่ออะไร ปักใจในสิ่งไหน

ต้องไตร่ตรองและทดลองปฏิบัติดูว่าสิ่งที่เราเห็น  เราดู  เราอ่านนั้น

เป็นจริงหรือไม่  ซึ่งตรงกับหลักวิทยาศาสตร์...จะเชื่อได้ต้องผ่าน

การพิจารณาและไตร่ตรอง  รวมทั้งทดลองให้เห็นจริงก่อน 

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งคะ "ไอสไตน์พบ  พระพุทธเจ้าเห็น" 

ของทันตแพทย์สม  สุจีรา  ซึ่งพิมพ์มากกว่า  40  ครั้ง.....

เนื้อหาในหนังสือมีผิดพลาดบ้าง...แต่เค้าเชื่อมโยงหลักการทาง

พระพุทธศาสนาเข้ากับหลักทางวิทยาศาสตร์ได้....โดยเฉพาะบทที่  5

พุทธกับวิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์เน้นการค้นพบด้านวัตถุ

แต่พุทธสอนให้คนค้นพบทางจิตใจ...แต่ที่ชอบมากที่สุด

น่าจะเป็นบทสุดท้าย  บทที่  10  คะ  ความสุขและความจริงแท้

บอกไว้ว่าเนื้อหาของพระพุทธศาสนาครอบคลุมมากกว่า

วิทยาศาสตร์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย....



แหะ ๆ...วันนี้ตั้งใจจะเข้ามาอ่านทำความเข้าใจที่หลวงพี่ตอบอีกรอบ

แต่กลายเป็นพูดเรื่องหนังสือไปนั่น  อยากจะแนะนำ เผื่อเพื่อน ๆ

ท่านใดสนใจอ่านหนังสือเล่มนี้นะคะ...(ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ...)



ขอบคุณคะ...ที่คอยตอบคำถามและแนะนำแนวคิดดี ๆ


ญดา...


0 คะแนน  | 
Yada
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ღღღ เป็นแค่หนึ่งคน...บนโลกกว้าง ღღღ

1 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !
สาธุครับ โยมเข้าใจถูกแล้ว หากจะเชื่อถือเอาก็ควรประกอบด้วยศรัทธาและปัญญาครับ  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องควบคู่กันไปครับ  ส่วนหนังสือที่โยมกล่าวถึงไม่ทราบว่าเล่มเดียวกันรึเปล่า  เพราะที่อาตมามีอยู่ชื่อว่า  ไอน์สไตน์ถาม  พระพุทธเจ้าตอบ  รู้สึกจะเกล่าถึงการปฏิบัติด้วย  แต่ยังไม่ค่อยถูกอยู่บ้าง  แต่ก็กล่าวถึงเหตุผลได้อย่างดีครับ
0 คะแนน  | 
I2D2
เมื่อ มากกว่า 2 ปีที่แล้ว
ดึกตลอด !

ลืมบอกไปว่าหากไม่สะดวกที่จะไปซื้อหนังสือที่โยมเอกล่าวถึงนั้น   ลองถามคุณกูดูนะ(google)  อาตมาเองก็โหลดมาอ่านเอา

0 คะแนน  | 
เสนอบทวิจารณ์กระทงด้วย Facebook
โปรดละเว้นการโพสข้อความหรือภาพอันผิดกฎหมาย หรือลบหลู่สถาบันหลักของชาติ ระบบจะบันทึก IP Address ของท่านตามกฎของกระทรวง​หากเราถูกดำเนินคดี ข้อมูลของท่านจะถูกส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป
ขอความกรุณาอย่างพึ่งโพสต์ กระทง/กระทู้/บทวิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ขอบคุณค่ะ
เรื่องเด็ด: สังคมศาสนา


แนะนำจาก Facebook
เพื่อนคุณจาก Facebook


คุณสามารถใช้บัญชี Facebook กับเว็บ @cloud ได้