ดึกตลอด !Tag: บทความ ศาสนา พุทธ พระพุทธศาสนา พระอภิธรรม เจตสิก อกุศล โมหะ โมหเจตสิก
คลับ: พระอภิธรรม เรารักในหลวง
หลายคนในตอนนี้ที่ไม่มีโอกาสจะศึกษาพระธรรมมักจะสงสัยว่า แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร คำสอนต่างจากศาสนาอื่นหรอไม่ อย่างไร ซึ่งถ้าหากดูจากคำสอนหลายๆอย่างๆแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้าสอนแค่นี้เหรอ เกิดแก่เจ็บตายใครๆก็รู้ หรือสอนว่าทุกสิ่งมีเกิดย่อมมีดับใครก็รู้ได้ ก็อยากจะตอบว่าไม่ใช่ สิ่งที่ท่านสอนนั้นคือ สอนให้เราได้รู้จักกับปรมัตถธรรม คือธรรมที่มีเป็นจริง มีอยู่จริง ซึ่งปฏิเสธความเป็นสัตว์บุคคลตัวตนของเรา
ปรมัตถธรรมหมายถึง สภาพธรรมที่เป็นจริง มีอยู่จริง ธรรมที่ปฏิเสทความเป็นบุคคล ปฏิเสทความเป็นสัตว์ มี 4 อย่าง คือ
1. จิต หมายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น เพื่อทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่างๆ เช่น จิตที่โศกเศร้า จิตที่เป็นสุข หรือจิตที่วางเฉย เป็นต้น มีด้วยกันโดยย่อ 89 หรือโดยพิสดารมี 121ดวง (ว่าตามสภาวะ)
2. เจตสิก หมายถึง ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้จิตนั้นได้ออกมาทำหน้าที่รู้อารมณ์ และปรุงแต่งให้เป็นทั้งกุศล(บุญ) อกุศล(บาป) มีทั้งสิ้น 54 ตัว (ว่าตามสภาวะ)
3. รูป หมายถึง ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น และแตกสลายด้วยอำนาจของความร้อนและความเย็น มีด้วยกันทั้งสิ้น28 (ว่าตามสภาวะ)
4. พระนิพพาน เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งหลุดพ้นไปจากอำนาจของกิเลสต่างๆอย่างสิ้นเชิง มีลักษณะคือสันติลักษณะ(ความสงบจากขันธ์และกิเลส)
ในเบื้องต้นนี้จะขอกล่าวถึงเจตสิกขึ้นมาก่อน เพราะเป็นธรรมที่เราทั้งหลายต่างก็รู้สึกได้ เมื่อพิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้ว ย่อมเห็นถึงตัวตนของเขาว่ามีอยู่
ซึ่งก็จะขอกล่าวเพียงสังเขปก่อนพอให้เกิดความเข้าใจเท่านั้น
เจตสิก คืออะไร???
เจตสิก เป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่งในจำนวนปรมัตถธรรม ๔ อย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น
เจตสิกนั้นเป็นธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด ซึ่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยจิตนี้ ต่างจากการเกิดของต้นไม้และแผ่นดิน เพราะพื้นแผ่นดินที่ป็นฐานรองรับต้นไม้นั้นต้องเกิดขึ้นมาก่อน ต้นไม่ถึงจะตั้งอยู่ได้ในภายหลัง และการเกิดขึ้นของต้นไม้นั้นก็เป็นคนละส่วนกับแผ่นดิน คือต้นไม้นั้นย่อมแยกกับแผ่นดิน ไม่เป็นสิ่งเดียวกัน
ส่วนเจตสิกที่อาศัยจิตเกิดนั้น มีสภาพเหมือนอาจารย์กับศิษย์ คือทั้ง
อาจารย์และศิษย์ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ถ้ามีอาจารย์ก็ย่อมมีศิษย์ หรือ มีศิษย์ก็ย่อมมีอาจารย์
ถ้าหากขาดอาจารย์ไปแล้วบุคคลที่ชื่อว่าศิษย์ย่อมไม่มี หรือถ้าเว้นศิษย์เสียแล้ว อาจารย์ก็ย่อมมีไม่ได้เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าธรรมชาติของเจตสิกนั้น เกิดพร้อมกับจิต หรือเข้าประกอบพร้อมกันกับจิต
แปลว่า ธรรมชาติที่เกิดกับจิต หรือธรรมชาติที่ประกอบกับจิตเป็นนิตย์ ชื่อว่า เจตสิก
เอกุปฺปาท = เกิดพร้อมกับจิต
เอกนิโรธ = ดับพร้อมกับจิต
เอกาลมฺพน = มีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิต
เอกวตฺถุก = อาศัยวัตถุเดียวกันกับจิต
ในจำนวนเจตสิกทั้ง52ดวงนี้จะกล่าวถึงอกุศลเจตสิกขึ้นมาก่อน เพราะเป็นสภาพที่เรารู้สึกได้ง่าย












































อนุโมทนากับทุกท่านที่เข้ามาฟังเทศน์นะคะ
1. โมหะเจตสิก
โมหะเจตสิกหมายถึง ความหลงไหลในอารมณ์ ได้แก่ หลงจากรูปและนามโดยคิดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เพราะไม่รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง โมหะเจตสิกมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้
มีความไม่รู้ความจริงของสภาวะธรรม(รูปนาม) เป็นลักษณะ
มีการปิดบังไม่ให้รุ้สภาวะธรรม เป็นกิจ(หน้าที่)
มีความมืดมนเพราะความไม่รู้ เป็นผล
มีความพิจารณาอารมณ์โดยไม่แยบคาย เป็นเหตุให้เกิด
โมหะเจตสิกนี้ เป็นองค์ธรรม(ตัวสภาวะ)ของ “อวิชชา” ซึ่งแปลว่าความไม่รู้ หรือธรรมชาติที่ตรงข้ามกับปัญญา การไม่รู้ของโมหะเจตสิกนี้ไม่ได้หมายความว่าการไม่รู้อะไรเสียเลย แต่หมายถึง การไม่รู้ธรรมตามความเป็นจริงที่ควรรู้ หรือหลงจากรูปนามที่เป็นความจริงนั่นเอง
การไม่รู้ของโมหะจึงมีความหมายจำกัดเฉพาะความไม่รู้ในธรรม 8 ประการ คือ
1. ไม่รู้ในทุกข์
2. ไม่รู้ในเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
3. ไม่รู้ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
4. ไม่รู้ทางปฏิบัติที่เข้าถึงความดับทุกข์
5. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นอดีต (ชาติที่แล้ว)
6. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นปัจจุบัน (ชาตินี้)
7. ไม่รู้ในขันธ์, อายตนะ, ธาตุ, ฯ ที่เป็นอนาคต (ชาติต่อไป)
8. ไม่รู้ในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกัน (ปฏิจสมุปบาท)
โมหะเจตสิกนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมทำให้เกิดการทำกรรมต่างๆ เพราะความไม่รู้ของโมหะ(ไม่รู้ในบุญและบาป) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
โมหะเจตสิกนี้เป็นรากเหง้าของอกุศลกรรมทั้งปวง
นี่เป็นเพียงการกล่าวพอสังเขปเพื่อให้รู้จักสภาวะที่แท้จริงเท่านั้นครับ ส่วนเจตสิกที่เหลือจะพยายามทำมาลงเรื่อยๆ ขอแค่มีคนสนใจแค่คนเดียวก็ถือว่าประสบผลแล้ว
มาลงใหม่เรื่อยๆนะครับผมชอบอ่านแนวนี้
เจริญพร
(คือผมจำรายละเอียดไม่ได้ครับ บางทีผมใช้คำถามและลายละเอียดผิดๆก็ต้องขออภัยครับ แต่เค้าโครงเนื้อหาก็ประมาณนี้ )
ถ้าทำสังฆทานแบบผิดๆกับพระองค์เดียวโดยที่พระองค์นั้นไม่ใช่พระอรหันต์ คนที่ทำบุญก็เป็นเปรต อันนี้ก้เป็นไปไม่ได้ เพราะสังฆทานนั้นหมายถึง ทานที่ไม่เจาะจงผู้รับ แม้ทำกับพระรูปเดียวก็เป็นสังฆทานได้ เพียงแต่ให้คิดว่าเราจะถวายทานเพื่อบูชาคุณของพระสงฆ์ มีพระอริยสงฆ์เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็เป็นสังทานแล้วครับ
หรือแม้ทานที่ทำไปจะไม่ใช่สังฆทาน แต่ก็ย่อมไม่ส่งผลให้ตกนรก เพราะการให้สิ่งของที่เป็นประโยชน์จะเจาะจงหรือไม่เจาะจงก็ตาม ย่อมชื่อว่าทาน
กินข้าวที่เหลือจากพระก้ไม่เป็นไรครับ หากสงฆ์ท่านอนุญาติแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ท่านสวดอะไรก้ได้ เพียงแต่ที่ท่านสวดก่อนที่จะฉัน หรือหลังฉันก็ตาม เป็นการสวดเพื่อบอกโยมให้รุ้ถึงอานิสงฆ์ของการให้ทานนั่นเอง และที่ท่านบอกอย่างนั้นเพราะต้องการให้โยมได้รู้ถึงอานิสงฆ์จะได้มีจิตใจที่เป็นสุข ยกเว้นสงฆ์ท่านยังไม่อนุญาติให้โยมกิน เพราะถือว่าพระเป็นเจ้าของอาหาร หากสงฆ์ไม่อนุญาติแล้วเราไปกินก่อน ย่อมถือว่าเป็นการขโมยของสงฆ์ครับ อันนี้ตกนรกแน่นอน
เจริญพร
อนุโมทนากับทุกท่านที่เข้ามาฟังเทศน์นะคะ
อะไรคือความสุขที่แท้จริงคะ.......ทุกวันนี้สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราได้
สิ่งที่เราครอบครอง เอรู้สึกว่ามันคือของปลอม มันเป็นความสุข
ที่ฉาบฉวย...บางครั้งสุขนั้น....ก้อเหมือนจะไม่ใช่ความสุข
แล้วก้อไม่เคยรู้สึกพอกับความสุขที่ได้รับเลยคะ....
ความสุขของปุถุชนทั้งหลายนั้นโดยมากเกิดจากโลภะ(โลภะเจตสิกจะกล่าวถึงในเรื่องเจตสิกอีกต่อไป)คือความโลภ ความยินดีในอารมณ์ ความยึดติดในอารมณ์ต่างๆ ยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยง และเมื่อสิ่งนั้นพลัดพลากเปลี่ยนแปลงไปก็เกิดความทุกข์ขึ้น อย่างนี้ท่านเรียกว่า ทุกข์ที่มีสุขเป็นปัจจัย
ส่วนบัณฑิตที่มีปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้อะไรที่จะพ้นไปจากรูปนามขันธ์5นั้น เป็นไม่มี และรูปนามนี่แหละที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะทั้งรูปและนามก็เกิดจากปัจจัยต่างๆทั้งสิ้น เมื่อปัจจัยต่างๆนั้นหมดลง รูปนามนั้นก็ย่อมแตกดับเปลี่ยนแปลงไปและบังเกิดใหม่ตามปัจจัยใหม่ๆที่ได้รับ ดังนั้นท่านจึงเห็นว่าสุขต่างๆในโลกย่อมเป็นทุกข์ เพราะถูกความเกิดดับบีบคั้น จึงได้หาทางที่จะพ้นไปจากรูปนามขันธ์5ทั้งหลาย เจริญภาวนาจนกระทั่งพบความสุขอันแท้จริงนั่นคือ พระนิพพาน
เพราะพระนิพพานนั้นไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เขาเกิด และพระนิพพานไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดความสงบจากขันธ์และกิเลสทั้งหลาย ดังนั้นสุขในพระนิพพานนั้นย่อมเป็นสุขอันไม่ทำให้เกิดทุข์
ส่วนใครจะต้องการสุขแบบไหนนั้นก็ต้องแสวงหากันตามแต่จะชอบครับ ถ้าต้องการแค่ความสุขทางโลก ก็ให้ทาน รักษาศีล เพื่อที่จะให้กุศลเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดต่อไป แต่โดยมากแล้วคนส่วนมากมักจะประมาทครับ เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย ตัดสินไปอย่างนั้นทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองพิสูทธ์(พูดง่ายๆว่าโดนโมหเจตสิกปิดบัง)
สิ่งที่โยมรู้สึกนั้นอาตมาถือว่าเป็นนิมิตรที่ดี เพราะโยมเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่แน่นอน และหากว่าโยมได้ยินได้ฟังมาอย่างถูกต้องแล้ว ก็ย่อมเห็นความจริงมากยิ่งขึ้นครับ แม้จะไม่บรรลุธรรมแต่ก็จะสั่งสมเป็นนิสัยให้เราต่อไปในกาลข้างหน้าได้ และหากไม่ละความเพียรก็ย่อมเข้าถึงสันติสุขของพระนิพพานได้เช่นกัน
เจริญพร
ผมเป้นกำลังใจให้ครับผมเองก้บวชเรียนมาบ้าง สมัยที่ผมบวชเรียน นั้นเคยนั่งใช้อินเตอร์เน็ตที่มีเผยแพร่ความรู้ในอินเตอร์เน็ตแต่ ญาติโยมที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับมักจะ เข้าใจว่าผมใช้ในทางที่ผิด ก้น้อยใจเหมือนกัน ครับ แต่นึกได้ว่า
นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกติ ไม่มีในโลก ก็เลยมุ่งหน้าทำตามเจตนาดีของเราต่อไป ตอนนี้ลาสิกขามานานแล้วเริ่มจะจาง ๆ ไป ว่าจะไปนั่งสมาธิใหม่ ฝึกใจให้สงบ จะได้คิดอะไรดี ๆ ทำอะไรดี ๆ ต่อไป
มาเกิดโดยที่ไม่เกี่ยวกับ กรรม บุญ วาสนา ใด ๆ ในการเกิด
เมื่อมาเกิดแล้ว ก็เพียงแค่บังเอิญเรียนรู้ซึมซับวิถิ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์
แต่ภายในจิตใต้สำนึกอนุภาคจิตดั้งเดิม ไม่ใคร่อยู่ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์เลย
แต่เมื่อซัมซับก็เกิดการยอมรับบ้าง ต่อต้านบ้าง เรียกง่าย ๆ ว่า สามารถจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ก็ได้
เหมือนกลุ่มดาวอุกกาบาตที่นาน ๆ ตกมาที ตกลงสู่โลกหลุดจากวงโคจรตกลงมา ก็มีกลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกันจำนวนนึง แต่ไม่มากน้อยมากจริง ๆ เป็นสิ่งที่แทบไม่เอื้อประโยชน์ต่อโลก แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็ทำให้มนุษย์ทั่วไปได้รับประโยชน์
แต่มันก็มีค่าเพราะหายากแค่นั้น
เพราะพ่อผมเป็นโหราจารย์ และพระหลายรูปบอก ผมอยู่ในกลุ่มคน
ที่มาจากดวงอาทิตย์ และดาวมฤตยู
เหมือนส่วนเกินของโลกนี้ มาและก็ไปเหมือนผ่านมาและผ่านไป
หากจะไม่ผ่านไปก็คือสมาชิกหน้าใหม่ของโลกนี้
ผมจึงคิดอะไรทำอะไรไม่เข้าร่องรอยกับคนอื่นบนโลก
จึงไม่คิดสะสม ความรัก โลภ โกรธ หลง งมงาย ค้นหาอะไรบนโลกนี้
ในสายตาผมมันตื้นเขิล มันเหมือนห้องแคบ ๆ กะลาใบเล็ก ๆ
ที่วนเวียน ๆ แต่ผมก็ทำไรไม่ได้ เหมือนจำต้องยอมรับเพราะถูกจับมาอยู่ในคุกใหญ่
จะเอาสิ่งที่เคยเป็นมาใช้ที่นี่ไม่ได้ เพราะเป็นแค่คนคุก ยิ่งทำตัวยิ่งใหญ่ใจคิด
ก็ยิ่งจะติดคุกนานไปใหญ่ ไม่ได้เลื่อนชั้นเสียที
แต่สิ่งที่ทำก็ดีนะในสายตาผู้หญิงแต่ผู้ชายมักจะมองว่าตลก
แต่เอาเข้าจริง ๆ ในที่สุด ผู้หญิงหรือผู้ชายพวกนั้นก็มีครอบครัว
เหลือแค่ผมที่หาจุดนั้นไม่ได้ และรู้สึกแปลกแยก
อยากทำลายล้างโลก เพราะผมรู้สึกว่าที่นี่คือคุก คือจุดสร้างปัญหา
ทุกอย่าง คำถามและปัญหาทุกอย่างเกิดที่นี่
โลกวัตถุแห่งนี้
หากไม่มีโลกวัตถุเป็นโลกแห่งพลัง
เราก็ไม่ต้องแย่งชิงหรืออิจฉาในวัตถุและเกิดแก่เจ็บตาย
ด้วยร่างกายวัตถุเหล่านี้
ผมหัวเราะเยาะครอบครัว และการมีครอบครัว
และบางครั้งผมก็ซึมซับความอ่อนโยนของการมีครอบครัว
แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมต่อต้านมันเพราะสิ่งเหล่านี้คือการชักนำให้เรา
กระจอกอยุ่บนโลกนี้ ที่นี่มีกฎ มีสังคมที่ไร้สาระ ที่ผมต้องทำตัวแบบไม่รู้ไม่ชี้เสมอ ๆ
แทบทุกวัน แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมอย่างสันติ
ผมอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผมคืออะไร ผมอาจรู้แต่ผมก็อยากถามหลวงพี่
เพื่อให้รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ แค่นี้ก่อนหละครับ
กราบนมัสการครับ
เนื่องจากคุณได้ถามหลวงพี่ฯ
"ผม" ไม่ได้ตอบ แต่ "ผม" ขอร่วมแสดงความคิดเห็นนะคับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่มนุษย์บางกลุ่มหรือบุคคล ที่มาเกิดบนโลกมนุษย์นี้
มาเกิดโดยที่ไม่เกี่ยวกับ กรรม บุญ วาสนา ใด ๆ ในการเกิด
เมื่อมาเกิดแล้ว ก็เพียงแค่บังเอิญเรียนรู้ซึมซับวิถิ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์
แต่ภายในจิตใต้สำนึกอนุภาคจิตดั้งเดิม ไม่ใคร่อยู่ รัก โลภ โกรธ หลง แบบมนุษย์เลย
แต่เมื่อซัมซับก็เกิดการยอมรับบ้าง ต่อต้านบ้าง เรียกง่าย ๆ ว่า สามารถจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ก็ได้
-เป็นไปได้ครับถ้า "คุณ" คิดว่า ข้าวเกิดมาจากฟ้า หรือปลา เกิดมาจากท้องน้ำโดยไม่มีพ่อแม่
ทุกสิ่งอย่้างล้วนมีเหตุจึงกลายเป็นผลที่จะส่งสืบทอดการกระทำ ไปสู่อนาคตที่กำลังจะถึง
และเหตุที่ได้กระทำนี้ย่อมส่งผลออกมา เมื่อผลเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้สภาพแวดล้่อมในขณะนั้นเปลีี่ยนไป และผู้กระทำจะได้เป็นคนเลือกว่าจะ "ยอมรับ" หรือ "หลีกเลี่ยง" ซึ่งการกระทำตามการเลือกนี้เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดการกระทำหลากหลายรูปแบบนับเป็นการกระทำที่เป็น "เหตุ" อีกอย่างหนึ่ง แล้วมันก็จะเกิดผล-เหตุ-เหตุ-ผล ฯลฯ ต่อไปไม่มีที่สีินสุด พระพุทธองค์จึงได้สอนให้เรารู้จักการดับที่เหตุ คือไม่ก่อกรรมอันป็นอกุศลให้เกิดผลที่จะทำให้เกิดการกระทำอื่นๆตามมา จึงขอตอบว่า เป็นไปไม่ได้ครับที่ "มนุษย์" จะเกิดมาเช่นนั้นได้
เหมือนกลุ่มดาวอุกกาบาตที่นาน ๆ ตกมาที ตกลงสู่โลกหลุดจากวงโคจรตกลงมา ก็มีกลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกันจำนวนนึง แต่ไม่มากน้อยมากจริง ๆ เป็นสิ่งที่แทบไม่เอื้อประโยชน์ต่อโลก แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็ทำให้มนุษย์ทั่วไปได้รับประโยชน์
แต่มันก็มีค่าเพราะหายากแค่นั้นเพราะพ่อผมเป็นโหราจารย์ และพระหลายรูปบอก ผมอยู่ในกลุ่มคน
ที่มาจากดวงอาทิตย์ และดาวมฤตยู
เหมือนส่วนเกินของโลกนี้ มาและก็ไปเหมือนผ่านมาและผ่านไป
หากจะไม่ผ่านไปก็คือสมาชิกหน้าใหม่ของโลกนี้
-อืมมม อุกาบาต เริ่มก่อตัวจากสสารที่มีแรงดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดระหว่าอนุภาคหลายๆอัน จนรวมตัวภายไต้แรงโน้มถ่วงที่แทบจะเป็นศูนย์และเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นภายไต้แรงดึงดูดของเอกภพนั้นๆ เนื่องด้วยแรงโน้มถ่วงที่น้อยของมันทำให้น้ำหนักของมันแทบจะไม่มี แรงอันมหาศาลของเอกภพที่หมุนรอบตัวเองตลอดเวลาจึงเหวี่ยงมันไปรอบๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะเจาะที่เส้นโคจรมันจะมาทับกับเส้นโคจรของระบบสุริยะฯของเรา มันจึงถูกเหวี่ยงเข้ามาภายในระบบสุริยะฯนี้ หากประเหมาะเคราะห์ดี(รึปล่าว) มันก็พุ่งเข้ามาเฉี่ยว(หรือชน) กับดวงดาวภายในระบบสุริยะฯ จนแตกออกบางส่วนเกิดสะเก็ดดาวขึ้นมาในวงโคจรฯ ระบบสุริยะที่โลกได้โคจรไปรอบๆนั้นมีบางช่วงที่จะผ่านกลุ่มดาวพวกนี้ และแรงดึงดูดของโลกที่มีมากกว่าแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ที่มันได้รับอยู่ก็ทำให้มันได้ร่วงหล่นลงมาสู่โลกกลายเป็น ดาวตก...
จากที่ว่ามา ก็จะเห็นว่าสะเก็ดดาว แทบจะไม่เกี่ยวกับโลกเลยแต่ก็ได้ผันผ่านเข้ามาเหมือนห้วงเวลาบางเสี้ยวของชีวิตมนุษย์ที่ได้พบเจอใครๆ แต่ก็ไม่นาน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนๆนั้นจะไม่ได้พบเจอกับใครคนอื่น เขาอาจจะมีความสำคัญต่อหลายๆคนก็ได้ เราอย่ามองเพียงแค่ตัวเรา จงมองให้กว้าง มองให้หลายมุมแล้วจะเห็นว่าบางสิ่งที่เคยคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ถุูกต้องเสมอไป ใช่ใหมครับ
ผมจึงคิดอะไรทำอะไรไม่เข้าร่องรอยกับคนอื่นบนโลก
จึงไม่คิดสะสม ความรัก โลภ โกรธ หลง งมงาย ค้นหาอะไรบนโลกนี้
ในสายตาผมมันตื้นเขิล มันเหมือนห้องแคบ ๆ กะลาใบเล็ก ๆ
ที่วนเวียน ๆ แต่ผมก็ทำไรไม่ได้ เหมือนจำต้องยอมรับเพราะถูกจับมาอยู่ในคุกใหญ่
จะเอาสิ่งที่เคยเป็นมาใช้ที่นี่ไม่ได้ เพราะเป็นแค่คนคุก ยิ่งทำตัวยิ่งใหญ่ใจคิด
ก็ยิ่งจะติดคุกนานไปใหญ่ ไม่ได้เลื่อนชั้นเสียที
แต่สิ่งที่ทำก็ดีนะในสายตาผู้หญิงแต่ผู้ชายมักจะมองว่าตลก
แต่เอาเข้าจริง ๆ ในที่สุด ผู้หญิงหรือผู้ชายพวกนั้นก็มีครอบครัว
เหลือแค่ผมที่หาจุดนั้นไม่ได้ และรู้สึกแปลกแยก
อยากทำลายล้างโลก เพราะผมรู้สึกว่าที่นี่คือคุก คือจุดสร้างปัญหา
ทุกอย่าง คำถามและปัญหาทุกอย่างเกิดที่นี่
โลกวัตถุแห่งนี้
หากไม่มีโลกวัตถุเป็นโลกแห่งพลัง
เราก็ไม่ต้องแย่งชิงหรืออิจฉาในวัตถุและเกิดแก่เจ็บตาย
ด้วยร่างกายวัตถุเหล่านี้
ผมหัวเราะเยาะครอบครัว และการมีครอบครัว
และบางครั้งผมก็ซึมซับความอ่อนโยนของการมีครอบครัว
แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมต่อต้านมันเพราะสิ่งเหล่านี้คือการชักนำให้เรา
กระจอกอยุ่บนโลกนี้ ที่นี่มีกฎ มีสังคมที่ไร้สาระ ที่ผมต้องทำตัวแบบไม่รู้ไม่ชี้เสมอ ๆ
แทบทุกวัน แต่ผมก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมอย่างสันติ
ผมอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผมคืออะไร
-คุณคิดว่าคุณเป็นแค่ส่วนเกิน ของโลกนี้?
ลองมองไปรอบๆตัวดูสิ
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องครอบครัว
คนที่เคยพบ คนที่เคยรู้จัก เราได้อะไรจากเขา เขาได้อะไรจากเรา
เราไม่จำเป็นต้องค้นหา ไม่จำเป็นต้องซึมซับอะไรหรอก หากเราเป็นได้อย่างนั้นจริงๆ
ถ้าคุณต้องการอยู่อย่างไร้ชีวิต ขอให้คุณจำไว้อย่างคือ คุณยังมีจิตใจอยู่
คุณไม่ได้ต้องการเพิ่ม ไม่ต้องการที่จะให้สิ่งใดลดลง คุณก็จงทำให้มันเป็นเช่นนั้น
ว่ากันตามจริง หากคุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คุณก็นับว่าเป็นพระอริยะบุคคลขั้นที่ 1 โสดาปัตติมรรค คืออยู่ระหว่างการกระทำความเป็นโสดาบรรให้แจ้ง หากทำได้แล้ว คุณจะไม่ได้เป็นผู้หลงทางอีกต่อไป ทางย่อมมีให้คุณเลือกอยู่ทางเดียวแต่คุณจะเป็นผู้กำหนดว่ามันจะสี้นสุดลงช้า-เร็วเพียงใด
สักวันคุณจะได้รับเทียนจากท่านผู้ที่รู้จริง ขอให้คุณจงเดินไปตามทางนั้นเถิดเพราะ "ผม" ก็ยังหาเทียนสำหรับตัวเองไม่พบ จึงไม่สามารถจะมอบแก่คุณได้
อตฺตนา โจทยตฺตานํ.
จงเตือนตนด้วยตนเอง.
ขออวยพรให้คุณได้พบกับเทียนเล่มนั้นเร็วนะคับ
หลวงพี่คะ...ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนลืมหลักธรรม คำสอนของพุทธองค์
กันเยอะ บางคนไม่ลืม แต่เลือกวิธีที่จะละเลย...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบางสิ่งที่
กระทำ คือ บาป คือ ผิด แต่ยังเลือกกระทำ ตรงนั้นเอเชื่อว่าเกิดจาก
กิเลสและความโลภ ความอยาก...ตรงนั้นเอเข้าใจว่าพื้นฐานแต่ละคน
ไม่เหมือนกัน...แต่มีวิธีไหมคะที่จะ ลด ละ ให้ตรงนั้นเหลือน้อยที่สุด
แบบวิธีที่ปุถุชนคนธรรมดาปฏิบัติได้...อาจจะดูเป็นคำถามที่โง่ ๆ นะคะ
แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแนวทางหรือวิธีที่จะจัดการความโลภ ความโกรธ
ความหลงของคนเราได้ง่าย...เอเชื่อว่าเหตุการณ์เลวร้ายหลาย ๆ อย่าง
คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน.....
ขอบคุณคะ.....ญดา
ขอบคุณคุณโยมครรชิตที่ช่วยตอบครับ (เสริมนิดนึงนะ)
เหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดอยู่นั้นคือ โมหและโลภ เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะโมหนั้นปิดบังไม่ให้เห็นโทษของการเกิดครับ และโลภก็ทำให้เกิดความยินดียึดติดในภพชาติและในอัตตภาพที่ได้มาในตอนเกิด(ภวตัญหา) และภวตัญหานี่แหละที่ทำให้เรายึดติดในภพชาติมาตลอด ถ้าหากว่าไม่มีธรรมทั้งสองอย่างนี้การเกิดก็ย่อมไม่มี เมื่อไม่มีการเกิดขึ้นมาแล้วเราก็ไม่สามารถสร้างกรรมต่างๆขึ้นมาได้
ตรงกันข้ามครับ หากการเกิดมีอยู่ ก็ย่อมมีการทำกรรมต่างๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างนิดหน่อยนะครับ (ยกมากไม่ได้เพราะยังไม่ได้เรียนมหาปัฏฐาน)
อวิชชา(โมห)ปิดบังไว้ไม่ให้เห็นโทษของการเกิดว่า เกิดมาแล้วย่อมมีแต่ทุกข์(ทุกข์เพราะการเกิด ทุกข์เพราะการรักษารูปนาม ทุกข์เพราะความเจ็บไข้ ทุกข์เพราะความพลัดพลากจากสิ่งที่รัก ทุกข์เพราะความชรา ทุกข์เพราะความตาย ฯลฯ) และเมื่อเกิดมาแล้วก็ยอ่มมีตัญหาตามมา ซึ่งตัญหานี่แหละนำเราไปทำกรรมต่างๆ และเมื่อตัญหามันไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็ย่อมเกิดโทสะ โทสะก็จะนำเราไปทำกรรมที่หยาบช้าขึ้น เช่นการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียน ฯลฯ
และเมื่อสิ่งเหล่านี้สั่งสมกันมาแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก(ผลของกรรม) และวิบากนี้ก็ย่อมสร้างภพชาติและนามรูปให้เกิดต่อไปไม่สิ้นสุดครับ และด้วยการหมุนวนกันไปอย่างนี้จึงกล่าวว่า " สังสารวัฏนี้ เบื้องต้นและเบื้องปลายหาไม่พบ "
ส่วนการที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งหลายนั้น ก็ต้องเข้าไปตัดปัจจัยของการเกิดครับ และต้องไปตัดที่กิเลสต่างๆเท่านั้น เพราะวิบากนั้นเราจะไปห้ามไม่ให้เขาส่งผลไม่ได้ เพราะวิบากเกิดจากกรรมที่สำเร็จแล้ว เพียงแต่รอโอกาสเท่านั้นเอง จึงจำเป็นต้องรื้อถอนกิเลสให้หมดไป เมื่อกิเลสหมดไปแล้ว การกระทำต่างๆก็จะไม่เป็นบุญและบาป(อัพพยากต) เมื่อไม่มีบุญและบาปแล้ว วิบากก็ไม่เกิดขึ้นครับ ภพชาติที่เป็นผลของวิบากจึงมีไม่ได้
จิตมันไร้ขอบเขตไปในทางทิศต่าง ๆ มากมายไปน่ะครับ
ทั้งที่ความจริงเราก็แค่มนุษย์ที่พลาดเกิด
ด้วยอวิชชาไม่รู้
แต่ว่า ก่อนเป็นมนุษย์หละครับเราเป็นอะไร มาก่อน
เอาจุดเริ่มต้นของเรา เราก็เป็นอนุภาคที่มีมีอิสระไม่สามารถคาดเดาได้ จากฝันสู่การมีชีวิต ที่วิวัฒนาการได้ และเรียนรู้ แบบนั้นหรือเปล่า เรากำลังจะกลับไป
สู่สภาวะเดิมที่เป็นอนุภาคแต่ต่างจากเดิมเพราะเรากลับไปพร้อมความรู้
ไม่เหมือนตอนแรก ๆ เราไม่รู้ เราหลง แบบนั้นใช่ไหมครับ แล้วอนุภาคของแต่ละดวงจิตไม่เท่ากัน
ก็คงต้องยอมรับว่าพื้นฐานสิ่งมีชีวิตล้วนมีอิทธิพลกับดวงดาว
เพราะโลกก็คือดวงดาว ดวงดาวต่าง ๆ ก็มีอิทธิพลต่อระบบสุริยะทั้งสิ้น
แบบนั้นถูกไหมครับ หรือจริง ๆ เราก็ระดับเดียวกัน
สิ่งเหล่านี้มีอยู่มากในสังคมทุกวันนี้จนยากจะแก้ใขแล้วครับ
พระพุทธเจ้าได้บอกเอาไว้ว่า การที่ศาสนาจะเสื่อมลงนั้นไม่ได้มาจากการเบียดเบียนของศาสนาอื่น หรือไม่ได้มาจากการทำลายของบุคคลอื่นเลย แต่พุทธษัทสี่นี่แหละจะทำให้เสื่อมลง ซึ่งก็เป็นจริงทุกประการ (เห็นได้จากทุกวันนี้)
ส่วนการจะละกิเลสต่างๆนั้นก้ทำได้โดยการให้ทานรักษาศีลและเจริญภาวนาครับ
แต่การจะออกจากวัฏฏะทุกข์ได้นั้น ต้องเจริญสิ่งเหล่านี้ให้เป็นบารมี คือไม่ได้ปรารถนาสมบัติใดๆ แต่ปรารถนามุ่งตรงต่อพระนิพพานครับ วึ่งอาจจะไม่หลุดพ้นได้ในชาตินี้ แต่ก็จะเป็นปัจจัยสั่งสมต่อไปจนเมื่อเราพร้อมครับ แต่ก็ต้องทำอยู่เสมอ หมั่นเจริยสติปัฏฐานสี่ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนจะไปปฏิบัติครับ เพราะเหล่านี้มีสอนกันแบบผิดๆเยอะมาก ส่วนมากจะเอาไปปนกับการทำสมาธิครับ เช่นการท่องพุทโธ ยุบหนอพองหนอ หรือการเดินจงกรมแบบเดินช้าๆเป็นจังหวะ เหล่านี้ล้วนผิดทั้งสิ้น เพราะเป็นการบังคับรูปและนามจึงไม่เป็นไปตามธรรมชาติครับ
บ่นมาเยอะละ ต้องขออภัยหากว่าไปขัดกับความเชื่อของใครเข้า แต่ก็ขอให้โยมพิจารณาถึงเหตุและผลให้ดีก่อนว่าจริงหรือไม่ ควบคู่ไปกับการได้ยินได้ฟังที่ถูกครับ
เอาไว้อาตมาจะลงเรื่องของการเจริยวิปัสสนาให้นะครับ แต่คงต้องรอให้เรื่องเจตสิกจบก่อน(เหลืออีกตั้ง49ตัว) เจริญพร
เคยทีเทวดาถามพระพุทธเจ้าในปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน แต่ท่านก้กล่าวว่าเปล่าประโยชน์ที่จะรุ้ เพราะรู้ไปเราก็นำไปแก้ใขทุกข์ไม่ได้ อาตมาคิดว่าเหมือนเราเอามือไปลูปหนังยางเพื่อจะหาจุดเริ่มแรก ลูปไปเท่าไหร่ก็จะวนอยู่อย่างนั้นนั่นแหละและไม่สามารถรู้เลยว่าอันไหนเป้นจุดเริ่ม (ที่อุปปมาหนังยางเพราะกำลังมัดของพอดี เหอๆๆ เจริญพร
แต่มันติดอยู่นิดนึงตรงที่เจ้าของหนังสือเค้าอ้างอิงพระไตรปิฎก ในหนังสือบอกประมาณว่า ที่ผ่านมาสาเหตุที่คนทำบุญแบบผิดๆ จากที่จะได้บุญกลายเป็นได้บาป ส่วนนึงเป็นเพราะความไม่รู้ ความเข้าใจผิดได้รับคำสอนมาผิดๆ ซึ่งแม่กระทั้งพระเองบางครั้งก็ยังไม่รู้
ถ้าหลวงพี่มีโอกาส ผมอยากให้หลวงพี่ลองอ่านหนังสือเล่นนั้นดูครับ เพราะทุกคำพูดในหนังสือผู้เขียนยืนยันว่าอ้างอิงพระไตรปิฏกทั้งสิ้น ไม่ได้อ้างอิงเพราะคิดเอาเอง ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ แต่เค้าเขียนแบบฟันธงเลย ว่าตกนรกเป็นเปรตแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น
ผมไม่ได้มีเจตนาจะลองภูมิหลวงพี่นะครับ แต่อยากทราบมากกว่า ว่าหนังสือเล่มนั้นที่เขียนมา ตกลงมันเชื่อถือได้หรือไม่
ถ้าหลวงพี่สนใจ ในร้านซีเอ็ดบุ๊คหรือร้านหนังสือทั่งไป คงจะพอมีเหลืออยู่บ้าง ผมอยากให้อ่านจริงๆครับ เพราะเป็นธรรมะที่แหวกแนวจากที่ผมเคยได้ยินมา บาปคือบาปบุญคือบุญ ไม่สามารถนำมาล้างกันได้ จนทำให้ผมไม่กล้าบวช ถ้าตราบใตที่ผมยังไม่พร้อม (ถ้าไม่ใช่เพราะคิดถึงหนังสือเล่มนี้ ผมคงบวชไปแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา )
ขอบคุณหลวงพี่มากครับ
อีกอย่างหนึ่งคนที่ได้ฌานนั้น ย่อมไม่สนใจที่จะอยู่คลุกคลีในหมู่คณะ เพราะการคลุกคลีนี้เป็นปฏืปักษ์ต่อฌาน คือเมื่อคลุกคลีแล้วกามฉันทะย่อมเกิดได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้ฌานเสื่อมครับ เหมือนสามเณรที่ได้ฌานแล้วเหอะไปในป่า ระหว่างทางก็เจอกับผู้หญิงสาวสวยกำลังร้องเพลงอยู่ ก็นึกชอบใจ เพียงเท่านั้นฌานเสื่อมเลยนะครับ แล้วก็ค่อยๆตกลงมาเหาะไม่ได้อีกเลย เพราะเกิดกามฉันทะขึ้น
ศรัทธาเหรือความเชื่อของคนเรานั้นหากไม่วางใจให้ดีแล้ว โดยมากจะเป็นศรัทธาที่เกิดจากอกุศล เช่น ศรัทธาเพราะชื่อเสียง ศรัทธาเพราะเครื่องแต่งกาย ศรัทธาเพราะน้ำเสียงไพเราะ ศรัทธาเพราะกิริยาเรียบร้อย แต่ศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมเป็นศรัทธาในธรรมครับ
บุยล้างบาปไม่ได้ก็จริงครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีบาปอยู่แล้วจะทำบุญไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีพระพุทธเจ้าสิครับ เพราะก่อนที่ท่านจะตรัสรู้นั้นท่านยังมีอกุศลอยู่นะครับ(กิเลสสิบกอง) และพระองคุลีมาลก็ต้องตกนรกสิ แต่นี่ท่านได้ฆ่าคนมาตั้ง999คน ท่านก็ยังบวชและปฏิบัติธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์เช่นกัน ข้อนี้ย่อมแสดงว่าบาปกับบุญหักล้างกันไม่ได้หมายถึง ขณะที่ทำบาปจิตก็เป็นบาป ขณะที่ทำบุญจิตก็เป็นบุญครับ
เจริญพร
เรื่องสภาพสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณธรรมจริยธรรมภายในจิตใจ
ของคนเราเสื่อมถอยลงไปเยอะ เอว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมาก
แต่ถ้าสมมติว่า...เราแก้ปัญหาตรงนี้ได้ รับรองได้คะปัญหาทุกอย่าง
ก้อคงหมดลงทันที...ผู้คนหันมาทำความดี หันมายึดมั่นในศาสนา
ที่ตนนับถือ แต่ความเป็นได้คงยาก...เอสอนในโรงเรียนพยายาม
สอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมลงไปตามกำลังความสามารถ
ของครูคนหนึ่งจะทำได้ แต่ต้องยอมรับกระแสของสังคม
ว่าเราต้านไม่ไหวจริง ๆ คะ (วันนี้เข้ามาบ่นนะคะ....เหอๆๆๆ)
กระทรวงศึกษาก้อมีโครงการพระสอนพุทธศาสนา ให้เข้ามาสอน
นักเรียนทุกสัปดาห์ ในระดับแนวคิด ทฤษฎี ยอมรับว่าแนวคิดที่ดี
มาก ๆ เลยคะ...เพราะตรงกับหลักการสอนที่ว่า ถ้าเด็กได้เรียนรู้
จากสื่อหรือแหล่งเรียนรู้จริง ๆ จะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจและเรียน
รู้ได้มากยิ่งขึ้น....
แต่...นั่นคือ หลักการ ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้ามเลยคะ
เราต้องยอมรับในอย่างหนึ่งว่า เมื่อใดที่มีปัจจัยเรื่องเงินเข้ามา
เกี่ยวข้อง ทุกอย่างมักจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ไม่รู้ว่าเอคิดแล้วจะบาปหรือเปล่า...แต่เอกำลังคิดว่าโครงการนี้
สูญเปล่า อาจจะมาจากนักเรียนไม่สนใจ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ
หรือมาจากปัจจัยด้านตัวผู้สอน...(แหะๆๆ...อันนี้พบเห็นที่ตัวเองได้เจอ
แล้วก้อคุยกับเพื่อน ๆ ครูหลายท่านนะคะ...) ผู้สอนขาดเทคนิค
การสอนที่เร้าใจ เด็กเกิดความเบื่อหน่ายที่จะเรียนรู้ อันนี้ก้อคงเป็น
อีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน....
สรุปเอว่าถ้าเราจะพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดในจิตใจคน ๆ หนึ่ง
การเริ่มตั้งแต่เค้าเป็นเด็ก ดูจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ก้อต้องได้รับ
ความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งครอบครัว ผู้คนรอบข้าง สังคม
และครูก้อคือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ...วันนี้ต้องกราบขอโทษนะคะ
ที่ค่อนข้างจะบ่นหน่อย...แต่รู้สึกจริง ๆ คะว่าเป็นเรื่องที่ขัดความรู้สึก
ของเอจริง ๆ....(อันนี้เอบาปหรือเปล่าคะ....)
*** เรื่องที่บ่นเป็นเรื่องที่เอพบเห็นเอง โดยส่วนตัวนะคะ
ไม่ทราบว่าที่อื่นเค้าเป็นแบบนี้หรือเปล่า
ต้องขออภัยที่เอใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม...
องค์ประกอบของผรุสวาจามีดังนี้
1. ผู้กล่าววาจามีความโกรธ
2. มีผู้ถูกด่า
3. กล่าวคำออกไปโดยเจตนาให้ผู้ที่กล่าวถึงโกรธหรือเจ็บใจ
4. ผู้ถูกกล่าวรู้ความนั้นและได้รับความเสียหาย หรือเกิดโทสะขึ้น
หากไม่ครบองค์กรรมบทนี้ก็ไม่ส่งผลที่ร้ายแรงครับ คือไม่ส่งผลนำเกิดในอบายภูมิได้ แต่ก็อาจส่งผลในขณะที่เกิดมาแล้วแทน เช่น มีคนเอาเรื่องต่างๆมาบ่นให้ฟัง
ปัญหาเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับศาสนานั้นมีมานานแล้วครับ พยายามแก้กันมาหลายรุ่นแล้ว แต่ก็ขาดการเอาใจใส่อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งก็มาจากพระ เพราะที่เห็นส่วนมากจะนิมินต์แต่พระที่มีชื่อเสียง หรือมีตำแหน่งต่างๆ โดยไม่สนใจว่าท่านเข้าใจธรรมแค่ไหน บางครั้งท่านก็พูดไปโดยไม่ได้ยึดหลักความจริงเพราะอาจจะไม่ได้เรียนมาในธรรมที่ลึกซึ้ง เมื่อเด็กสงสัยก็อธิบายไม่ได้ เด็กก็จะเสื่อมศรัทธาลงไป ปล่อยไปนานๆอาจจะกลายเป็นคนที่หมิ่นศาสนาก็ได้ครับ
ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม หากมีเรื่องของความโลภของคนมาเกี่ยวด้วยแล้วมักจะเสื่อมอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่วัด หลายๆที่ที่มีกรรมการวัดมาทำงานให้เป็นระบบ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำฟรี คือพยายามเรียกเงินจากพระ พระเองก็ไม่รู้จะหาที่ไหนก็เลยหาสิ่งต่างๆเช่น เครื่องราง ของขลัง น้ำมนต์ ยันต์ฯลฯ เหล่านี้มาหลอกขายโยมที่ศรัทธา โยมเองก็กลายเป็นว่านับถือเอาเพราะความขลัง เพราะได้ยินเรื่องปาฏิหารย์ เพราะได้ยินว่าจะทำให้มีลาภมาก โดยไม่สนใจคำสอนเลยแม้แต่น้อย เมื่อโยมไม่สนใจคำสอนแล้ว พระที่บวชใหม่ก็ไม่เห็นว่าศึกษาพระธรรมแล้วจะได้ประโยชน์อะไรนอกจากเอาไปเทศให้โยมฟัง พอไปอ่านในคัมภีร์สูงๆก็ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็เอามาสอนกันต่อๆไป วงจรนี้มันก้เลยไม่จบซักที
นั่นไง กรรมตามทันแล้ว บ่นให้อาตมาฟังอาตมาเลยบ่นกลับบ้าง แต่ก็อยู่ในเนื้อหาของธรรมครับ ไม่เป็นโทษ อิอิ
เจริญพร
เอเห็นด้วยกับคะหลวงพี่ว่า ทุกวันนี้เวลานิมนต์พระ จะนิมนต์พระดัง ๆ
มุ่งเน้นที่ชื่อเสียงของพระที่นิมนต์มา จนบางทีไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
แก่นแท้หรือวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่ออะไร....เหมือนคนเราที่
นิยมไปวัดใหญ่ ๆ วัดดัง ๆ จนลืมหันกลับไปมองวัดใกล้ ๆ บ้าน ที่มีเพียง
ศาลาหลังเล็ก ๆ กับกุฏิเพียงหลังหรือสองหลัง....หรือเพราะว่าคน
ยึดติดที่วัตถุมาก...จนลืมอะไรบางอย่างไว้
หลวงพี่คงทราบเกี่ยวกับโครงการวิถีพุทธ เอยอมรับในโครงการนี้มาก
เลยคะ แนวคิดและหลักการเยี่ยมมาก ๆ สอนให้เด็กดำรงชีวิต
ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีสติ ทุกอย่างไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องเร่ง
แต่ขอให้เป็นไปด้วย "สติ" ของตัวเราเอง...แต่พอโครงการออกมา
ทางกระทรวงก้อเหมือนเดิมคะ ต้องการแค่ปริมาณ
ตัวเลขให้ส่งรายงานไม่ได้ดูที่คุณภาพของโครงการเลยว่าออกมา
เป็นแบบไหน ผลสุดท้ายก้อไฟไหม้ฟาง เหมือนเดิม...
ช่วงที่เอไปเรียนต่อ ป.โท เอไปเจอโรงเรียนหนึ่งคะ ที่ยอมรับเลยว่า
เค้านำหลักศาสนามาสอน มาฝึกเด็ก จนเด็กที่นี่เป็น "คนดี" พร้อมที่
จะออกไปอยู่ในสังคมได้อย่างสมบูรณ์ คือ โรงเรียนสัตยาไส
อยู่ที่จังหวัดลพบุรี แนวคิดของเค้า คือ ให้เด็กเรียนรู้อยู่กับชีวิต
ของตนเองอย่างมีสติ...นี่คือ พื้นฐานที่คิดว่าน่าจะดีสำหรับคนเรา
ถ้าเราทำอะไร โดยใช้สติไตร่ตรอง ก่อนจะกระทำ ย่อมจะทำให้
การดำเนินชีวิต ถูกทำนองคลองธรรม...แต่อย่างว่าคะ โรงเรียน
ที่จะดำเนินการได้แบบนี้ต้องมีความพร้อมด้านปัจจัยทุกด้าน...
เพราะฉะนั้นก้อคงเป็นแค่โรงเรียนในฝันของเอต่อไป...เหอะๆๆๆ
ทฤษฏีความไม่เชื่อ 10 อย่างของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมในพระไตรปิฏกในหมวดกาลามสูตร
เรื่องอย่าให้เชื่อใครหรือสิ่งต่างๆใน 10 อย่างนี้
เพื่อที่จะให้พุทธศาสนิกชนได้คิดเป็นไม่เชื่อใครง่ายๆ
1. มา อนุสสเวนะ : อย่าเชื่อด้วยการฟังตามกันมา
2. มา ปรัมปรายะ : อย่าเชื่อด้วยการถือสืบทอดกันมา
3. มา อิติกิรายะ : อย่าเชื่อด้วยการเล่าลือ
4. มา ปิฎิกสัมปทาเนนะ : อย่าเชื่อด้วยการอ้างตำรา
5. มา ตักกเหตุ : อย่าเชื่อด้วยเพราะเป็นตรรกะ(ข้อเท็จจริง)
6. มา นยเหตุ : อย่าเชื่อด้วยการอนุมาน
7. มา อาการปริวิตักเกนะ : อย่าเชื่อด้วยการตรองเอา
ตามเหตุแนวเหตุผล
8. มา ทิฎฐินิชฌานักขันติยา : อย่าเชื่อด้วยเพราะเข้าได้
กับทฤษฎีของตน
9. มา ภัพพรูปตายะ : อย่าเชื่อด้วยเพราะเห็นรูปลักษณ์
ที่น่าเชื่อถือ
10. มา สมโณโน ครูติ : อย่าเชื่อด้วยเพราะสมณะนี้
เป็นครูของเรา
ผู้ที่ได้อ่านแล้วเกิดตาเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า
สามารถเห็นแจ้งในหลักธรรมทั้งสิบข้อได้
จะขออนุโมทนาบุญด้วย
คัดลอกจาก...http://www.oknation.net/blog/print.php?id=1426
ในความรู้สึกของเอ ถ้าตำรานั้นเป็นพระไตรปิฎก
เราก้อไม่ควรจะเชื่ออย่างนั้นหรือ...หลาย ๆ ข้อ ที่อ่านแล้ว
ยอมรับคะว่าไม่เข้าใจ...พระองค์อาจจะสอนไว้
สอดแทรกหลักธรรมไว้ แต่เอยอมรับว่าไม่เข้าใจจริง ๆ
ไม่ให้เชื่อครู ไม่ให้เชื่อตำรา...แล้วอะไร คือ จะชี้หรือจะบอกว่าเรา
ควรจะเชื่อ...
ขอกล่าวท้าวความในสูตรที่โยมกล่าวถึงสักเล็กน้อยนะครับ สูตรนี้ท่านแสดงเอาไว้ที่เมืองหนึ่ง(อาตมาเองจำชื่อเมืองไม่ได้) เมืองๆนี้มีลัทธิต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย แต่ละลัทธิก็อ้างว่ามีพระอรหันต์ หรืออ้างว่าข้อปฏิบัติของตนนี่แหละทำให้พ้นจากทุกข์ได้ ชาวเมืองเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งไหนกันแน่ที่ควรถือเอา ลัทธิไหนกันแน่ที่ถูกต้อง พอเห็นพระพุทธเจ้าก็เลยไปสอบถามว่าข้อปฏิบัติของ่ทนเป็นจริงหรือเปล่า และจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่ ท่านก็กล่าวถึงสูตรที่โยมยกขึ้นมาน่ะแหละ แล้วก็ยังบอกว่า การที่จะเชื่อนั้น ต้องลองมาปฏิบัติเอง จนรู้แจ้งเห็นจริง
เมื่อแสดงจบแล้วหลายคนก็ได้บรรลุธรรม หลายคนที่ยังไม่บรรลุก็ลองมาปฏิบัติดู ก็ได้รู้แจ้งพระนิพพานตามกันไป เพราะฉะนั้นท่านยกสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้บริษัททั้งหลายหลงเชื่อสิ่งใดโดยไม่ได้ลองปฏิบัติตามครับ
แม้แต่พระสารีบุตรเองท่านก็ยังกล่าวว่าท่านไม่เชื่อในครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอเชื่อในธรรมของเราหรือไม่ พระสารีบุตรท่านได้กล่าวตอบว่าไม่เชื่อ เพราะท่านเองยังไม่ได้บรรลุถึงธรรมนั้น (ในตอนนั้นท่านยังเป็นเพียงพระโสดาบัน) พระพุทธองค์ก็ได้กล่าวต่อไปว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก สารีบุตรกล่าวถูกแล้ว เหตุที่พระสารีบุตรกล่าวว่าไม่เชื่อนั้นไม่ใช่เพราะท่านไม่เชื่อในคำพูดของพระพุทธเจ้า เพียงแต่ท่านยังไม่ได้รู้แจ้งในข้อนั้นว่าเป็นจริงหรือไม่ คือยังไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นแก่ตัวเองนั่นเองครับ
เพราะฉะนั้นควรเชื่อในสิ่งที่สามารถเป็นจริงได้โดยการพิจารณาและการปฏิบัติเท่านั้นครับ แต่ส่วนมากทุกวันนี้จะเชื่อถือเพราะไปยึดที่ตัวอาจารย์ เพราะชื่อเสียง เพราะกิริยาท่าทางน่าเลื่อมใส เพราะการแต่งกาย เหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อที่วางใจไว้ไม่ถูกต้องครับ แต่พระไตรปิฏกนั้นเป็นการทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งในสมัยที่ร่างพระไตรปิฏกครั้งแรกๆควรถือเอาครับ เพราะสมัยนั้นผู้ที่จะรับเลือกให้เข้าไปร่วมสังคายนานั้นล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น แล้วสมัยต่อมาก็ได้มีการตีความหมายต่อกันมาจากพระไตรปิฏกนั่นแหละ เรียกว่าอรรถกถา ส่วนใหญ่พระไตรปิฏกที่อยู่ในวัดต่างๆนั้นล้วนเป็นอรรถกถาที่แปลจากอรรกถาอีกทีครับ
เจริญพร
ถ้าในความคิดของเอ สรุปได้ว่า ก่อนที่จะเชื่ออะไร ปักใจในสิ่งไหน
ต้องไตร่ตรองและทดลองปฏิบัติดูว่าสิ่งที่เราเห็น เราดู เราอ่านนั้น
เป็นจริงหรือไม่ ซึ่งตรงกับหลักวิทยาศาสตร์...จะเชื่อได้ต้องผ่าน
การพิจารณาและไตร่ตรอง รวมทั้งทดลองให้เห็นจริงก่อน
เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งคะ "ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น"
ของทันตแพทย์สม สุจีรา ซึ่งพิมพ์มากกว่า 40 ครั้ง.....
เนื้อหาในหนังสือมีผิดพลาดบ้าง...แต่เค้าเชื่อมโยงหลักการทาง
พระพุทธศาสนาเข้ากับหลักทางวิทยาศาสตร์ได้....โดยเฉพาะบทที่ 5
พุทธกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เน้นการค้นพบด้านวัตถุ
แต่พุทธสอนให้คนค้นพบทางจิตใจ...แต่ที่ชอบมากที่สุด
น่าจะเป็นบทสุดท้าย บทที่ 10 คะ ความสุขและความจริงแท้
บอกไว้ว่าเนื้อหาของพระพุทธศาสนาครอบคลุมมากกว่า
วิทยาศาสตร์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย....
แหะ ๆ...วันนี้ตั้งใจจะเข้ามาอ่านทำความเข้าใจที่หลวงพี่ตอบอีกรอบ
แต่กลายเป็นพูดเรื่องหนังสือไปนั่น อยากจะแนะนำ เผื่อเพื่อน ๆ
ท่านใดสนใจอ่านหนังสือเล่มนี้นะคะ...(ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ...)
ขอบคุณคะ...ที่คอยตอบคำถามและแนะนำแนวคิดดี ๆ
ญดา...
ลืมบอกไปว่าหากไม่สะดวกที่จะไปซื้อหนังสือที่โยมเอกล่าวถึงนั้น ลองถามคุณกูดูนะ(google) อาตมาเองก็โหลดมาอ่านเอา