กระดาษทรายคือใจเธอ สากเสมอสำหรับฉัน เมื่อลองสัมผัสมัน แสบเจ็บคันอย่าบอกใคร“วัดพระแก้ว(เจดีย์กลางทุ่ง)” ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง (สมชื่อ) ริมคลองชลประทาน ฟากทิศตะวันออกของแม่น้ำน้อยประมาณ 2 – 3 กิโลเมตร และห่างลงมาทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ (หน้าพระธาตุ) - วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ประมาณ 4 – 5 กิโลเมตรครับ
.
Tag: ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วัด โบราณคดี
“วัดพระแก้ว(เจดีย์กลางทุ่ง)” ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
เป็นวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง (สมชื่อ) ริมคลองชลประทาน
ฟากทิศตะวันออกของแม่น้ำน้อยประมาณ 2 –
.
วัดนี้เดิมเป็นวัดร้าง บางทีก็เรียกกันว่า “วัดหัวเมือง” ดูโดยทั่วไปก็เหมือนไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับวัดร้างทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่มากมายในเมืองสิงห์บุรี ที่หลายวัด “ร้าง” จากสาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 การย้ายถิ่นฐานของชุมชนบ้านเรือนจากภัยธรรมชาติหรือโรคร้าย วัดร้างเหล่านี้ก็มักจะมีพระสงฆ์รุ่นใหม่ ๆ เข้าไปครอบครอง บ้างก็ขอพระราชทาน “วิสุงคามสีมา” บูรณะวัด สร้างเป็นวัดใหม่ขึ้นมา “ซ้อนทับ” อีกที
.
การ “ซ้อนทับ” ของวัดร้างกับวัดใหม่ บ้างก็เป็นผลดี บ้างก็เป็นผลเสีย เพราะหลายครั้งก็มีการทำลาย “หลักฐาน” ทาง ”โบราณคดี” ในพื้นที่โดยไม่ตั้งใจ ไปจนยากที่จะสืบสวนเรื่องราวที่ไม่มีการจดบันทึกไว้ เพราะมีแต่ซากของอาคาร และโบราณวัตถุที่แตกหักกระจัดกระจาย
.
บางวัด “ซ้อนทับ” ก็มีการ “สร้าง” ประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยประวัติศาสตร์กระแสหลักชาตินิยม (แบบนี้มักจะอ้างให้ไปเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์องค์สำคัญ หรือโยงไปเกี่ยวเหตุการณ์สำคัญตามหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์) หรือบางทีก็ไปเอาเรื่องราวของ “นิทานท้องถิ่น” ที่เล่าต่อกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) ซึ่งก็มักจะนำเรื่องราว “เหนือธรรมชาติ” ภูตผีปีศาจ อภินิหาร ปาฏิหาริย์ และเรื่องราวสยองขวัญมาใส่ไว้ให้ดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ !!!
.
หลายวัดก็ตีอายุสมัยของ “ซากวัด” ที่มาทับซ้อนว่า มีอายุเก่าแก่ ตามความเชื่อ อคติหรือประสบการณ์ของพระผู้บุกเบิก หรือ ญาติธรรมที่พอมีความรู้รวบรวมมาอธิบาย
.
วัดร้างหลายแห่ง จึงกลายมาเป็น “วัดใหม่” ที่ดูจะหา “ราก” ฐานที่แท้จริงได้ยาก นอกจากการ “คาดเดา” หรือ “จินตนาการ” เอาเอง
.
เช่นกันครับ ผมก็กำลังจะเล่าเรื่อง “จินตนาการ” ของวัดเจดีย์กลางทุ่งแห่งเมืองสิงห์บุรี ที่ก่อขึ้นมาจาก “อคติ ประสบการณ์” ของผมเองเช่นกัน
.
ไม่เชื่อผม ก็ไม่ว่า แต่ควรอ่าน “ข้อสันนิษฐาน” เรื่องนี้ของผมให้จบก่อนนะครับ หุ หุ !!!
.
.
.

.
.
.......... วันหนึ่งเมื่อปีกว่าที่แล้ว ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวชม “วัดเก่า วัดร้าง ซากวัด ” ในเขตเมืองสิงห์บุรี โดยมีท่าน “พระครูวิสิทธิ์ วรการ” เจ้าอาวาสวัดสน่ำ (วัดนี้ก็เป็นโบราณ “ทับซ้อน” ริมแม่น้ำน้อยอีกแห่งหนึ่ง ที่มีหลักฐานพระพุทธรูปในพุทธศิลป์แบบ “ปราสาททอง”) เป็น “เนวิเกเตอร์” ถือ “แผนที่” เก่าที่ท่านได้เคยศึกษาเอาไว้ พาผมบุกตะลุยท้องทุ่ง ฝ่าดงไปค้นหา “หลักฐาน” ในวัดร้างหลาย ๆ แห่ง
.

.
วัดหนึ่งที่ท่านพระครูพามา (ถ้ามาเองก็คงไม่รู้และคงมาไม่ถึง)
ก็คือวัดพระแก้วแห่งนี้ เมื่อผมมาถึงก็ให้ตกตะลึงกับเจดีย์องค์สูงกว่า
.
ที่ทำให้ขนอันรกรุงรังของผมต้องลุกซู่ ตั้งแถวเป็นจังหวะ ก็เพราะเมื่อผมเดินวนรอบและมอง “การวางผัง” มององค์ประกอบ เช่นการหันหน้าไปทางไหน มีอะไรแสดง “คติความเชื่อ” ที่สอดรับกับตัวเจดีย์ ที่บางทีอาจจะไม่ใช่คติของเถรวาทลังกาก็ได้ เพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยาเองก็มีคติแบบ “ลังกาวงศ์” ที่สร้างเจดีย์ทรงระฆังเช่นเดียวกันกับที่นี่เหมือนกัน
.

.
แผนผังคติ "จักรวาล" ของวัดพระแก้ว( เจดีย์กลางทุ่ง)
เมื่อมองจากดาวเทียม Google
.
ผมเก็บ "ความสงสัย" ไว้นานกว่าปี และเมื่อผมได้ใช้ภาพถ่ายจาก Google Earth ก็ได้เห็นรูปแบบของการวางผังในระบบความเชื่อ “จักรวาล” ที่มีคูน้ำแทนความหมาย “มหาสมุทรสีทันดร” ล้อมรอบ ถึงแม้ว่าคูน้ำทางด้านหน้าทิศตะวันออก จะกลายเป็นถนนไปแล้ว ผมก็เชื่อว่า มันได้ถูกถมโดยพระสงฆ์รุ่นบุกเบิก ที่เข้ามาจำพรรษาในวัดแห่งนี้เมื่อราวทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมาเพื่อความสะดวก
.

.

.
"อุทกุกฺเขปสีมา" (เกาะเล็ก ๆ ที่ยื่นมา ด้านล่างของภาพบน) ที่วัดสระศรี กรุงสุโขทัย
.
และเมื่อประกอบ “หลักฐาน” เข้ากับ “จินตนาการ” ของผม วัดแห่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น นั่นก็คือ “การเป็นวัดที่มีศาสนสถานตั้งอยู่กลางน้ำ” แบบเดียวกับวัดสระศรี วัดตระพังเงิน วัดตระพังทอง ในเขตกรุงสุโขทัย (เมืองเก่า) !!!
.

.
คูน้ำขนาดใหญ่ ของ วัดพระแก้ว เมืองสิงห์บุรี
.
วัดพระแก้วกลางทุ่งนี้ มีร่องรอยของ “คติ” จากการขุดสระขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้าและด้านหลัง ? มีร่องรอยของฐานอาคารอยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ทรงลังกา ซึ่งเป็นแผนผังและคติในแบบแผนของพุทธศาสนานิกาย “เถรวาทลังกา - สิงหลภิกขุ” ที่เป็น “คตินิยม” ในยุคกรุงสุโขทัย
.
นิกาย “เถรวาท - ลังกา - สิงหลภิกขุ ” คืออะไร ? นิกายเหล่านี้ก็คือ คตินิยมของกรุงสุโขทัยตั้งแต่สมัย “พระมหาธรรมราชาลิไท” (ราวปี พ.ศ. 1904) “มหาราชา” ที่ถูกบดบังจากประวัติศาสตร์ชาติ พระองค์ทรงต้องการฟื้นฟูนิกายเถรวาทลังกาขึ้นใหม่แทนนิกายวัชรยานในกรุงสุโขทัย จึงทรงอาราธนา “พระมหาสามีสังฆราช” จากพม่ามาอุปสมบทให้พระองค์ และในยุคต่อมาไม่นาน (พ.ศ. 1968) กรุงสุโขทัยก็ได้รับอิทธิพลทางศาสนาความเชื่อผ่านจากเกาะลังกาอีกครั้ง โดยผ่านมาทางพระเถระชาวสุโขทัย 33 รูป ที่ได้รับการอุปสมบทใหม่ริมแม่น้ำกัลยาณี ในเกาะลังกา
.

.
"อุทกสีมา" ของวัดตระพังทอง กรุงสุโขทัย
อาจจะเป็นเพียง "เรือนแพ" กลางสระน้ำ ไม่ได้สรางถาวร ?
.
คติความเชื่อในนิกายเถรวาทของลังกา เป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการสร้างเจดีย์รูปทรง “ระฆัง” เป็นประธานของวัดในยุคกรุงสุโขทัยครับ
.
รูปแบบเจดีย์ทรง “ระฆัง” ของวัดพระแก้ว มีความเหมือนกับ “เจดีย์ทรงลังกา” ในเขตวัฒนธรรมสุโขทัยมากกว่าจะเหมือนของกรุงศรีอยุธยาและสุพรรณภูมิ ประกอบกับการวางแผนผังที่มี “คูน้ำ” ขนาดใหญ่ล้อมรอบ ไม่มีกำแพงกั้น ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับ “อุทกุกฺเขปสีมา” หรือ “สีมากลางน้ำ” ในคติของนิกายลังกา “สิงหลภิกขุ”
.
“อุทกุกฺเขปสีมา” หรือ “อุทกสีมา” ก็คือ “เขตสมมุติ” ที่ตั้งอยู่กลางน้ำ มีระยะห่างจากฝั่ง ตามแบบแผนที่ว่า "ไม่น้อยกว่าการวักน้ำสาดไปโดยรอบแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง สาดไปไม่ถึงเขตของสีมา" ซึ่งเขตสมมุตินี้จะใช้เป็นเรือนแพ หรือเป็นเรือก็ได้แต่ห้ามเคลื่อนที่ในระหว่างการประกอบ “สังฆกรรม”
.

.

.
"อุทกุกฺเขปสีมา" (กลางสระน้ำ มุมขวาภาพบน) ที่วัดตระพังเงิน กรุงสุโขทัย
.
“อุทกสีมา” ที่กรุงสุโขทัย ทั้งที่วัดสระศรี วัดตระพังเงิน จะสร้างเป็น “เกาะดิน” และโบสถ์ถาวรอยู่ใน “สระน้ำ” หรือที่เรียกว่า “ตระพัง” ครับ
.
ในยามปกติ สามารถใช้สะพานหรือบันไดทอดไปยังโบสถ์น้ำ เดินทางข้ามฝั่งไปมาได้ แต่ในช่วงที่คณะสงฆ์กำลังลง “สวดสมมติสีมา” หรือกำลังปฏิบัติ “สังฆกรรม” จะต้องดึงบันไดออกไม่ให้สะพานนั้นไปพาดหรือสัมผัสกับส่วนหนึ่งส่วนใดของโบสถ์น้ำโดยเด็ดขาด
.
ในยุคโบราณ มีความเชื่อว่า การอุปสมบทหรือการทำสังฆกรรมใน
“สีมากลางน้ำ” จะมีความบริสุทธิ์และ
“เข้าถึง”
พระพุทธองค์ได้มากกว่า “พัทธสีมา” แบบทั่วไปที่อยู่บนบก
อีกทั้งยังมีความสะดวก เพราะเป็นโบสถ์หรือสีมาที่ถูก “สมมุติ” ขึ้น เมื่อสิ้นสุดพิธีกรรม พื้นที่
“อุทกสีมา”
ในสระน้ำนั้นก็คืนกลับสู่ธรรมชาติโดยอัตโนมัติ ในขณะที่ “พัทธสีมา”
จะมีความยุ่งยากในการจัดการทางพิธีกรรมมากกว่า
.

.
จากรูปสันนิษฐานของผม ด้านหน้าทางตะวันออกของวัดพระแก้วเมืองสิงห์นี้ มีร่องรอยของสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก แผนผังคล้ายกับของ “วัดสระศรี” ในเมืองเก่าสุโขทัย แต่ที่นี่ด้วยคงเพราะเป็นที่ราบลุ่ม ไม่จำเป็นต้องสร้างสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งเช่นที่กรุงสุโขทัย สระน้ำที่นี่จึงมีขนาดเล็ก และน่าจะเคยใช้ประโยชน์ในการเป็น “สีมาน้ำ” ตามคติแบบแผนของนิกายลังกา “สิงหลภิกขุ” เช่นเดียวกับที่กรุงสุโขทัยและหัวเมืองเขตล้านนาในอดีตที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา - พม่าเช่นเดียวกัน
.

.
กองอิฐที่ถูกทับถมนี้ อาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของฐานวิหารหรือโบสถ์ (พัทธสีมา) หน้าเจดีย์
.
วัดพระแก้ว หรือวัดเจดีย์กลางทุ่ง จึงควรเป็นศาสนสถานใน “ขนบ – ธรรมเนียม – แบบแผน” เดียวกับวัฒนธรรมสุโขทัย – ลังกา – สิงหลภิกขุ ในช่วงยุคพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 ที่มาตั้งอยู่ในภูมิภาคใต้สุด หรืออยู่ไกลสุดจากกรุงสุโขทัย ที่ถ้าถัดขึ้นเพียงอีกนิด (ไม่กี่กิโลเมตร) จะพบเจดีย์ทรงปราสาทยอดบัว (ดอกบัวตูม) ที่วัดโตนดหลาย จังหวัดชัยนาท ในยุคที่กรุงสุโขทัยยังมีอิทธิพลทางการเมืองลงมาถึง
.

.
เจดีย์วัดพระแก้ว จึงนับว่าเป็นเจดีย์ในยุควัฒนธรรมสุโขทัยที่มาอยู่ใกล้กรุงเทพ ฯ มากที่สุด แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ได้มีการ ”ทับซ้อน” ของวัดในยุคใหม่ มีการปรับพื้นไถหน้าดิน เกลี่ยและถมทำลานรอบเจดีย์ขึ้นใหม่ เมื่อปีที่แล้ว
.

.
เจดีย์ย่อมุม ย่อมุม 12 แคบ ทรงร่างแห
ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้กับสระน้ำ
.

.
วัดพระแก้ว กำลัง "ซ้อนทับ" กลายเป็น วัดยุคใหม่ที่อาจ "ไร้ราก" !!!
.
ซึ่งมันกำลังทำลาย “หลักฐาน” สำคัญแสดงความเป็น เจดีย์ระฆังลังกา และร่องรอยของ “อุทกุกฺเขปสีมา” จากวัฒนธรรมสุโขทัยลังกา – สิงหลภิกขุ ที่ห่างไกล ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในภาคกลาง ที่จังหวัดสิงห์บุรีแห่งนี้
.
ไปตลอดกาล ครับ
!!!

















































ก่อนจะไปให้ลองศึกษาสถานที่แห่งนั้นก่อน ศึกษาก่อนไปนะคับ
แล้วเวลาเราไป ณ สถานที่จริง เราจะได้อารมณ์ที่ต่างไปมาก
กับการไปแล้วมองๆๆ ถ่ายรูปๆๆ แล้วก็กลับ
โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เรามองสิ่งที่ถ่ายรูปกลับมาบ้าน มันคืออะไร
ลองดูคับ ไม่เสียหายอะไรแค่เสียเวลาศึกษานิดหน่อย
แต่มันจะทำให้การไปเที่ยวทริปนั้น สนุกและน่าจดจำขึ้นอีกมากมาย
และเห็นด้วยกับการที่เราหาความรู้เพิ่มเติม จากสถานที่นั้นๆที่เราไปเที่ยวชมค่ะ ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติม และรู้ประวัติความเป็นมาเก่าๆที่น่าสนใจ
และน่าจดจำจริงๆเลยค่ะ
อนุโมธนาสาธุค่ะ....อิ่มบุณอิ่มใจ