SNAP_MANเป็นกระทงร้อน มากกว่า 3 ปีที่แล้ว
555
รวบรวมมาจากหลายๆเว็ปครับ
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบขึ้นมาจากพันธุกรรมหรือยีน ยีนเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งมีชีวิต จะเจริญเติบโต ขึ้นมา ในลักษณะอย่างไร การดัดแปลงพันธุกรรม เป็นการนำยีน จากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สอดใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบขึ้นมาจากพันธุกรรมหรือยีน ยีนเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งมีชีวิต จะเจริญเติบโต ขึ้นมา ในลักษณะอย่างไร การดัดแปลงพันธุกรรม เป็นการนำยีน จากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สอดใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่
Tag: พืช gmo
ชนิด:
บทความ
ประเภท:
เทคโนโลยี
คลับ: Group Thai people living outside Thailand ความรู้ เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจจากฟิสิกส์ราชมงคลและเว็ปต่างๆ
คะแนน: 78 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
ผู้โพสเขียนหรือทำขึ้นมาเอง
24 บทวิจารณ์ |
97,468 คนอ่าน
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
พืช gmo เป็นตัวย่อของคำว่า Genetically Modified Organisms มีความหมายว่า สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรมด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมเท่านั้น
พืช gmo
สารพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า DNA เป็นสารเคมีที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยพันธุกรรมหรือ ยีน (GENE) และสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาจจะเป็นสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์
จุลินทรีย์ GMO นั้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา และมีจุลินทรีย์ GMO ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกำจัดคราบน้ำมันได้ดี
พืช GMO เช่น ฝ้าย ข้าวโพด มันฝรั่ง มะละกอ เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าสัตว์ และสามารถศึกษาพืช GMO ได้หลายๆ ชั่วอายุของพืช (Generation) เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์ ซึ่งอายุของสัตว์แต่ละ Generation นั้นกินเวลานานหลายปี
สัตว์ GMO เช่น ปลาแซลมอน ซึ่ง Modified หมายความว่า ปลานี้ได้รับการปรุงแต่ง หรือดัดแปลงโดยมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะมนุษย์ล้นโลกได้เป็นอย่างดี จึงเป็นวิธีพัฒนาการทางด้านอาหารสำหรับบริโภคของมนุษย์
วิธีการทำ GMO
ปัจจุบันนักเทคโนโลยีชีวภาพได้ทำการศึกษาวิจัยด้าน GENE หรือ GENOME ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างในสิ่งที่มีชีวิตและยีน เพื่อปรับปรุงคุณลักษณะให้ดีกว่าเดิม คือ การทำ GMO นั่นเอง
GENETIC ENGINEERING หรือพันธุวิศวกรรมนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า Biotechnology หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการที่คัดเลือกสายพันธุ์โดยทำลงไปที่ยีนที่ต้องการโดยตรง แทนวิธีการผสมพันธุ์แบบเก่า แล้วคัดเลือกลูกสายพันธุ์ผสมที่มีลักษณะตามความต้องการ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม
วิธีการทำ GMO มี 2 ขั้นตอนดังนี้
1. เจาะจงโดยการค้นหายีนตัวใหม่หรือจะใช้ยีนที่เป็น TRAITS (มีคุณลักษณะแฝง) ก็ได้ ตามที่เราต้องการ ยีนตัวนี้อาจจะมาจากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ก็ได้
2. นำเอายีนจากข้อที่ 1. ถ่ายทอดเข้าไปอยู่ในโครโมโซมของเซลล์ใหม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี
พืช gmo วิธีหลักที่ใช้กันในปัจจุบัน มี 2 วิธีคือ
2.1 ใช้จุลินทรีย์ เรียกว่า Agro-Bacterium เป็นพาหะช่วยพายีนเข้าไป ซึ่งคล้ายกับการใช้รถลำเลียงสัมภาระเข้าไปไว้ในที่ที่ต้องการ
2.2 ใช้ปืนยีน (GENE GUN) ยิงยีนที่เกาะอยู่บนผิวอนุภาคของทอง ให้เข้าไปในโครโมโซมเซลล์พืช กระสุนที่ยิงเข้าไปเป็นทองและนำ DNA ติดกับผิวของกระสุนที่เป็นอนุภาคของทอง และยิงเข้าไปในโครโมโซมด้วยแรงเฉื่อย จะทำให้ DNA หลุดจากผิวของอนุภาคของทอง เข้าไปอยู่ในโครโมโซม ส่วนทองก็จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เมื่อเข้าไปที่ใหม่ จะโดยวิธี 2.1 หรือ 2.2 ก็ตาม ยีนจะแทรกตัวรวมอยู่กับโครโมโซมของพืช จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซมพืช การถ่ายทอดยีนเข้าสู่พืชนั้นมิได้เป็นการถ่ายทอดเฉพาะยีนที่ต้องการเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดชุดของยีนเรียกว่า GENE CASSETTE โดยนักวิทยาศาสตร์ที่นำเอายีนที่ต้องการนั้น ไปผ่านขบวนการเสริมแต่ง เพื่อเพิ่มตัวช่วย ได้แก่ ตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นและยุติ และตัวบ่งชี้ปรากฏการณ์ของยีน ซึ่งตัวช่วยทั้งสองเป็นสารพันธุกรรมหรือยีนเช่นกัน ทั้งหมดจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นชุดของยีนก่อนจะนำชุดของยีนนั้น ไปฝากไว้กับเชื้ออะโกรแบคทีเรียมหรือนำไปเคลือบลงบนผิวอนุภาคของทองอีกทีหนึ่ง
นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพ่วงตัวช่วยเหล่านั้นกับยีนที่ต้องการเพื่อใส่ยีนเข้าไปในเซลล์พืช ให้สามารถทำงานได้ หรือสามารถควบคุมให้มีการสร้างโปรตีนได้ เมื่อมีตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นหรือให้ยุติ ก็เปรียบเหมือนกับสวิตช์ที่เปิดปิดได้นั่นเอง
นอกจากนี้ยังต้องมีวิธีการติดตามหรือสะกดรอยชุดยีนที่ใส่เข้าไป พืช gmo โดยตรวจหาสัญญาณตัวบ่งชี้การปรากฏของยีน ซึ่งตัวบ่งชี้นี้ช่วยให้สามารถคัดแยกเซลล์พืชหรือต้นพืชที่ได้รับการใส่ชุดยีนได้
วิธีการตรวจหา GMO ในพืชหรือในอาหาร
วิธีการดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ว่าพืชชนิดใดเป็น GMO ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง ต้องมีแลบ มีเครื่องมือ มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญตรวจหาสาร GMO คือ ยีนที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิดคือ 35 S PROMOTER และส่วนที่เป็นสวิตซ์ปิดเรียกว่า NOS TERMINATOR หรือตรวจยีนตัวเลือก เรียกว่า MARKER GENE หรือ SELECTABLE MARKE GENE จะค่อนข้างยุ่งยากและลำบากในการตรวจพอสมควร
เรื่องแนะนำ




















































เคยมีข่าวว่า จะมีการนำยีนส์ของมนุษย์
มาทำการทดลอง เก็บรักษา
เพื่อรักษาเผ่าพันธ์มนุษย์ไว้
เป็นเรื่องที่ดี แต่ควรคำนึงถึง
ผลที่จะตามมาอีกด้วย
เรื่องน่าสนใจดี
สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมด้วยเทคนิคพันธุวิศวกรรม หรือการตัดแต่ง
ยีนนั้น เราเรียกกันว่า GMOs (Genetically Modified Organisms)
เทคนิคพันธุวิศวกรรมนับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มี ศักยภาพ คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเป้าหมายได้ในระยะเวลาอันสั้น อาจเพียงหนึ่งชั่วชีวิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติดีตามความต้องการ ซึ่งต่างจากการปรับปรุงพันธุ์ที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นเครื่องมือที่สามารถกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้ตามที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
อย่างไรก็ตามจะต้องตระหนักว่า เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และถูกวิธี เทคโนโลยีสามารถเอื้ออำนวยให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น เพิ่มผลผลิต เพิ่มประโยชน์ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตเพิ่มความหลากหลาย สนับสนุนการบำรุงรักษาทรัพยากรชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ในส่วนของการนำเทคนิคพันธุวิศวกรรมมาใช้ ยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงของนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มผู้อนุรักษ์ และผู้บริโภคทั่วโลก ในขณะนี้ก็คือ ประเด็นความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่อาจส่งผลกระทบกับสุขภาพของมนุษย์ พืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพราะความเสี่ยงหรือ อันตรายที่อาจเกิดจาก การใช้ GMOs ซึ่ง ณ. เวลานี้ได้กลายมาเป็นปัญหาทางการค้า ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกสินค้า GMOs รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ส่วนในสหภาพยุโรป ผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความกลัวและขาดความมั่นใจ ในระบบทดสอบความปลอดภัย หรืออีกกระแสกล่าวว่าการต่อต้านอาจเกิดขึ้นเพราะการมีจุดด้อยของเทคโนโลยีในสหภาพยุโรปที่ไม่สามารถจะไล่ตามสหรัฐอเมริกาได้
สำหรับในประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ เพื่อให้มรการทดสอบผลิตภัณฑ์พืช GMOs ก่อนการนำไปใช้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2537 เรื่องกำหนดพืช ศัตรูพืช หรือพาหนะจากแหล่งที่กำหยดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้นและเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. กักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 2 พ.ศ3 2537) แต่มาตรการที่เป็นรูปธรรมในเชิงกฎหมายที่จะมีการควบคุมการนำเข้าและการส่งออกหรือไม่อย่างไรนั้น กำลังอยู่ในขั้นพิจารณา ซึ่งจะต้องทำอย่างรอบคอบเพราะว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจะมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็นอย่างสูง ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว จากการที่มีผู้เรียกร้องจากคู่ค้าในต่างประเทศ ให้มีการรับรองสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกว่า มีองค์ประกอบที่เป็น GMOs อยู่ด้วยหรือไม่
เพื่อให้บริการต่อผู้บริการเหล่านี้ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการพิเศษ DNA TECHNOLOGY SERVICE LABORATORY ที่สามารถตรวจสอบตัวอย่างพืชผล หรืออาหารแปลรูปว่ามาจากการตัดแต่งยีนหรือไม่ นอกจากนี้ยังให้บริการตรวจสอบความตรงต่อสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลาทูน่า ข้าวโพด ถั่วเหลือง กุ้ง โค สุกร สัตว์ปีก
เทคนิคพันธุกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการพัฒนาการเกษตร การแพทย์ อุตสาหกรรม หรือแม้แต่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แต่การนำเทคนิคพันธุวิศวกรรมมาใช้ประโยชน์นั้น จำเป็นต้องให้แน่ใจว่าได้มีการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยฐานบนเหตุและผลตามขั้นตอนเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรียกว่าการพิจารณา “ความปลอดภัยทางชีวภาพ” (biosafety)แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการนำมาใช้ก็ควรมีการติดตามดูแลอีกระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดไปตากที่คิดไว้
ข้อมูลจาก : เวปไซด์บริษัทเทพวัฒนา
พืชที่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม หรือพืช GMOs ได้เริ่มจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้เพาะปลูกและส่งออกพืช GMOs มากที่สุดในโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา (ปัจจุบัน นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีประเทศแคนาดา บราซิล และอาร์เจนตินา ที่ปลูกพืช GMOs ในเชิงพาณิชย์) โดยพืช GMOs มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะประชากรโลกมีอัตราเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรเพื่อผลิตอาหารมีจำนวนเท่าเดิม
ทำให้รายรับของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากการใช้เมล็ดพันธุ์ GMOs เนื่องจากช่วยให้ได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูก จากความสามารถต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชของพืช GMOs ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของศักยภาพในการผลิต (Productivity) ช่วยลดการพึ่งพายาปราบศัตรูพืชและค่าใช้จ่ายในการซื้อยาปราบศัตรูพืช ตลอดจนช่วยลดผลกระทบของยาปราบศัตรูพืชที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยทำให้ผลผลิตอาหารมีเพียงพอกับความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ผลเสียที่อาจเกิดจากการใช้พืชที่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม
นำไปสู่การเสียเปรียบทางการค้าของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ต้นทุนในการผลิตอาหารของประเทศกำลังพัฒนาสูงขึ้น อาจนำไปสู่การทำลายรากฐานเกษตรกรรมแบบธรรมชาติ และอาจทำให้ พืชพันธุ์ดั้งเดิมสูญพันธุ์ไปในที่สุด อาจไม่ปลอดภัยต่อสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยผู้บริโภคเกรงว่าการบริโภคพืช GMOs ในระยะยาว อาจทำให้เกิดโรค เกิดอาการแพ้ หรือ มะเร็งลำไส้ หรืออาจนำไปสู่การผ่าเหล่าของมนุษย์ เป็นต้น 3. ผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย
แม้ว่าการพัฒนาพืชผลที่เกิดจากการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs) จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างมาก แต่ผลกระทบที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ยังคงสร้างความกังวลต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของประเทศไทย มีการห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืชที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งทางพันธุกรรมเข้ามาผลิตในเชิงพาณิชย์ ตามเงื่อนไขใน พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 2 พ.ศ.2537) ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวโพดและถั่วเหลือง กลับไม่มีการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากพืช GMOs และเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองที่นำเข้า โดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสที่จะเป็นผลผลิตที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ GMOs ซึ่งจากมาตรการที่มีความขัดแย้งดังกล่าว มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย ดังนี้
1. ผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองที่เกษตรกรไทยผลิตได้ภายในประเทศ ต้อง แข่งขันกับสินค้านำเข้าที่บางส่วนเป็นพืช GMOs ทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าพืช GMOs
2. การที่สหภาพยุโรป อ้างความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อกำหนดให้ผู้ส่งออกของไทยต้องระบุว่าสินค้าที่ส่งออกนั้น มีส่วนประกอบของพืช GMOs หรือไม่ จะเป็นการเพิ่ม ต้นทุนการส่งออกของไทย เนื่องจากต้องมีกรรมวิธีในการทดสอบที่ซับซ้อนและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
3. หากสินค้า GMOs มีผลเสียต่อผู้บริโภคในระยะยาวอย่างที่กังวลกัน ผู้บริโภคในประเทศเอง ก็มีความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารที่อาจมีพืช GMOs เป็นส่วนประกอบ เพราะทางการไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะบอกให้ผู้บริโภคทราบว่า สินค้าเหล่านั้น มีพืช GMOs ประกอบอยู่หรือไม่
4. นำมาซึ่งความขัดแย้งทางการค้า ซึ่งเกิดจากการที่แต่ละประเทศมีท่าทีที่ แตกต่างกันเกี่ยวกับการยอมรับในความปลอดภัยของพืช GMOs
ในระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากความตื่นกลัวในเรื่องอันตรายจากบริโภคสินค้า GMOs รัฐบาลควรกำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในประเทศ โดยการติดฉลากเพื่อแยกแยะสินค้าหรืออาหารที่วางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดว่ามีพืช GMOs เป็นส่วนประกอบหรือไม่ เพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค
ในระยะยาวรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข ควรเร่งทำการวิจัยให้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาสินค้า GMOs และผลกระทบที่จะเกิดจากการผลิตและการบริโภคสินค้า GMOs เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายในการผลิตและการค้าสินค้า GMOs ที่เหมาะสม ซึ่งหากการผลิตและการบริโภคสินค้า GMOs ไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคและ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสินค้า GMOs ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาทิ ไก่แปรรูป ปลาทูน่าในน้ำมันพืชบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของโลก
ในทางตรงกันข้าม หากกระแสการต่อต้านสินค้า GMOs มีความรุนแรงมากขึ้น หรือพบว่าการผลิตสินค้า GMOs มีอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมจริง ทางการควรเพิ่มมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคโดยห้ามนำเข้าสินค้า GMOs ดังกล่าว นอกเหนือจากการห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืช GMOs ที่ทำอยู่ และควรประกาศตัวเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารที่ปลอด GMOs เพื่อสร้างคุณค่าของสินค้าไทยในสายตาผู้บริโภค
ที่มา http://www.ryt9.com/s/ryt9/259450
การทำ GMO แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
พืช GMO เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าในสัตว์ เช่น ข้าวโพด ฝ้าย มะละกอ เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์
วิธีการทำ GMOจุลินทรีย์ GMO ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยาจุลินทรีย์ GMO บางตัวมีคุณสมบัติสามารถกำจัดคราบน้ำมันได้ดีอีกด้วย
สัตว์ GMO การทำสัตว์ GMO ขึ้น ก็เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก
- ใช้จุลินทรีย์ เป็นพาหะช่วยพายีนเข้าไป ซึ่งคล้ายกับการใช้รถลำเลียงสัมภาระเข้าไปไว้ในที่ที่ต้องการ
- ใช้ปืนยีน (GENE GUN) ยิงยีนที่เกาะอยู่บนผิวอนุภาคของทอง ให้เข้าไปในโครโมโซมเซลล์พืช ด้วยแรงเฉื่อยจะทำให้ DNA หลุดจากผิวของอนุภาคของทอง เข้าไปอยู่ในโครโมโซม ส่วนทองก็จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ที่มา http://www.ezyjob.com/content/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-GMO%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%20%20-13.html
ชีวิตไร้สารพิษ- ล้อเกวียน -
อันตรายของพืชGMOS
--------------------------------------------------------------------------------
* การดัดแปลงพันธุกรรมและสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
หรือ GMOs คืออะไร?
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบขึ้นมาจากพันธุกรรมหรือยีน ยีนเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งมีชีวิต จะเจริญเติบโต ขึ้นมา ในลักษณะอย่างไร การดัดแปลงพันธุกรรม เป็นการนำยีน จากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สอดใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ที่ไม่เคยมีในธรรมชาติมาก่อนเรียกว่า "สิ่งมีชีวิต ดัดแปลง พันธุกรรม" เช่น การนำยีนของปลา ใส่เข้าไปในมะเขือเทศ ซึ่งเมื่อดูภายนอก จะเหมือนต้นพืช ที่มีอยู่ดั้งเดิม ในธรรมชาติ หากทว่ามี คุณลักษณะภายใน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นั้นเป็นเพราะการดัดแปลงพันธุกรรม เป็นวิธีการ คัดแยก และตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิต ที่นักวิทยาศาสตร์เอง ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ผลกระทบระยะยาว ต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของมนุษย์จะเป็นอย่างไร หากปล่อย ให้สิ่งมีชีวิต แปลกปลอม ที่พวกเขา ประดิษฐ์ขึ้น ปนเปื้อนในอาหาร และสิ่งแวดล้อม ของพวกเรา
* อันตรายที่ มีต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ มีอะไรบ้าง
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ใส่ยีนแปลกปลอมเข้าไปในสิ่งมีชีวิตใครก็ตาม ยีนจะไปรบกวน กระบวนการทำงาน ที่ละเอียดอ่อน ในสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นและสร้างคุณลักษณะใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งอาจทำให้เกิด สภาพที่เป็นพิษ หรือเป็นต้นเหตุของอาการภูมิแพ้ได้ เช่น ในกรณีของประเทศสหรัฐ ต้องหาทางป้องกัน ไม่ให้เมล็ดถั่วเหลือง จีเอ็มโอ ที่มียีนบราซิลนัท ออกสู่ตลาดหลังจากพบว่าคนที่เคยแพ้บราซิลนัทแล้ว มาบริโภคถั่วเหลืองจีเอ็มโอ โดยไม่รู้ว่ามียีนบราซิลนัทอยู่ เกิดอาการแพ้ถั่วเหลืองนั้นทันที ที่บริโภคเข้าไป อีกตัวอย่าง คือ ข้าวโพด สตาร์ลิงค์ ที่แม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหารมนุษย์ เนื่องจากอาจก่อให้เกิด โรคภูมิแพ้ได้ ก็ยังพบว่า มีการปนเปื้อนอยู่ ในอาหารมนุษย์ในหลายๆ ประเทศ
สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอีกมากมาย ที่กระตุ้นให้ร่างกายดื้อยาปฏิชีวนะ สมาคมแพทย์และรัฐบาล ของหลายๆ ประเทศทั่วโลกร่วมกันประณามการใช้ยีนดังกล่าว เนื่องจากอาจทำให้ยารักษาโรคโดยทั่วไป ใช้ไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการทดสอบผลกระทบ ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ อย่างเหมาะสม
* อันตราย ที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มีอะไรบ้าง?
GMO เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสืบพันธ ุ์และแพร่พันธุ์ต่อไปได้ ดังนั้นหากปล่อยจีเอ็มโอออกสู่สิ่งแวดล้อม แล้วมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นจะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีกเลย
- พืช GMO อาจกลายเป็น "พืชพิเศษ" ที่สามารถต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตได้เหนือกว่าพืชธรรมชาติ และสามารถ ทำลาย พืชธรรมชาติและระบบนิเวศน์
- พืช GMO จะผลิตเมล็ดพันธุ์และละอองเกสร ไปปนเปื้อนกับเมล็ดพันธุ์อื่นๆ และปนเปื้อนอยู่ในดิน
- การวิจัยพบว่า พืช GMO บางชนิดสร้างขึ้นเพื่อผลิตยาฆ่าแมลงได้ด้วยตัวเองนั้น มีอันตราย ต่อตัวอ่อน ของผีเสื้อโมนาร์ค แมลงเต่าทอง ทั้งยังมีผลกระทบต่อแมลงที่มีประโยชน์อีกมากมาย นอกจากนี้เกสรของพืช GMO บางชนิดที่ผลิตสารฆ่าแมลงได้ด้วยตัวเอง ยังเป็นอันตรายกับผึ้ง ซึ่งเป็นสัตว์ ที่มีประโยชน์ ตามธรรมชาติ
- จนกระทั่งถึงตอนนี้ พบว่าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมส่วนมากที่เพาะปลูกกันอยู่ ต้องใช้ควบคู่ กับ ยากำจัดวัชพืช ที่มีพลังสูง ซึ่งมันหมายถึงว่า เมื่อไรที่เกษตรกรปลูกถั่วเหลือง GMO ที่ทนทานต่อยาฆ่าหญ้า ราวด์อัพเร็ดดี้ เกษตรกรก็ต้องฉีดยาฆ่าแมลงราวด์อัพเร็ดดี้ ถั่วเหลือง GMO นั้นจะทนทานและมีชีวิตอยู่ แต่ว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้นจะตาย เท่ากับว่า เป็นการทำลาย แหล่งอาหา รของแมลงและสัตว์ อีกมากมายที่อาศัยพืชเหล่านั้นในการดำรงชีวิต และเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่าเกษตรกรใช้ยาฆ่าหญ้าเพิ่มขึ้น ๒-๕ เท่า ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณสารเคมี ในสิ่งแวดล้อม และพืชอาหารมากยิ่งขึ้น
* อันตรายต่อเกษตรกรมีอะไรบ้าง
บรรดาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรอีกมากมายออกมาต่อต้านเมล็ดพันธุ์ GMO เนื่องจากมีการผูกมัดว่า เกษตรกรที่ใช้ เมล็ดพันธุ์ GMO ต้องใช้ยากำจัดแมลง ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตควบคู่กันไป เช่น กรณีของเกษตรกร ชาวอเมริกัน ที่ปลูกถั่วเหลือง GMO ของบริษัท มอนซานโต้ จำกัด ต้องเซ็นสัญญาซื้อยาฆ่าแมลง ของ มอนซานโต้ และยังต้องปฏิบัติ ตามกฎของ มอนซานโต้ รวมไปถึงต้องอนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ของ มอนซานโต ้เข้าออกไร่นาของพวกเขาด้วย อีกทั้งยังห้ามเกษตรกร เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เพื่อเพาะปลูกในฤดูต่อไป เท่ากับว่า บรรดาเกษตรกร อยู่ในกำมือของ กลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมเคมี ข้ามชาติเหล่านั้นแล้ว
นอกจากนี้พืชพันธุ์ GMO ยังสามารถปนเปื้อนกับพืชพันธุ์อื่นๆ ของเกษตรกรได้ด้วย ซึ่งมีแนวโน้มว่า เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น จะขายไม่ได้ อย่างกรณีการปนเปื้อน ของพืช GMO โดยไม่ได้ตั้งใจ ในไร่ของเกษตรกร ชาวคานาดา ผลปรากฏว่า มอนซานโต้ ฟ้องร้องให้เกษตรกรผู้นั้น จ่ายค่าสิทธิบัตรในการปลูกพืช GMO นั้น ถึงแม้ว่าเกษตรกรผู้นั้น จะไม่เคยเรียกร้อง หรือต้องการปลูกพืช GMO ในที่นาของตนเลย
[ข้อมูลจากวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ]
สรุป
ต่อจากยุคสงครามของการสื่อสารไร้พรมแดนก็จะเป็นสงครามเมล็ดพันธุ์โดยการ กว้านเก็บเมล็ดพันธุ์ ดั้งเดิม มาดัดแปลงใหม่แล้วเกษตรกร ก็จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ จากพวกยักษ์ใหญ่ เพราะเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ไม่สามารถ ปลูกต่อได้ เกษตรกรก็จะต้องตกเป็นทาสของนายทุน ต้องซื้อเมล็ดและปุ๋ยยา เพื่อทำ การเพาะปลูก ตลอดเวลา
ฉะนั้นเกษตรกรทุกท่านควรจะตื่นตัวและพยายามเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของเราเอาไว้ อย่า ให้สาบสูญไปได้ โดยการปลูก และเก็บเมล็ดไว้ให้ต่อเนื่อง เพราะขณะนี้ ในประเทศไทย เมล็ดพันธุ์ ของแตงโมไทย ดั้งเดิม หาไม่ได้แล้ว แตงโมที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ต้องซื้อเมล็ด และใช้ยา อย่างมากมาย ถึงจะปลูกได้ แม้แต่ฟักทอง ก็กำลังจะกลายพันธุ์แล้ว เพราะเราสามารถจะปลูกต่อเมล็ดได้แค่ ๑-๒ รุ่นเท่านั้นเอง
ที่มา http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k148/66.html
http://www2.oae.go.th/zone/zone4/board/index.php?topic=84.0
GENETIC ENGINEERING หรือพันธุวิศวกรรมนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า Biotechnology หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการที่คัดเลือกสายพันธุ์โดยทำลงไปที่ยีนที่ต้องการโดยตรง แทนวิธีการผสมพันธุ์แบบเก่า แล้วคัดเลือกลูกสายพันธุ์ผสมที่มีลักษณะตามความต้องการ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม
ดีเอ็นเอประกอบด้วยเบส (base) ต่างๆ เรียงรายอยู่ ซึ่งนักวิชาการสามารถวิเคราะห์หาลำดับได้ โดยวิธีทำ gene sequencing ดังนั้นยีนในสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ พืช สัตว์ และมนุษย์ก็ตาม นักวิชาการมีวิธีการศึกษาวิเคราะห์ดูโครงสร้างได้ นอกจากนั้นยังสามารถสังเคราะห์ชิ้นส่วนยีนได้ และถ่ายฝากให้สิ่งมีชีวิตอื่นได้อย่างกว้างขวาง ยีนจากจุลินทรีย์อาจได้รับการถ่ายฝากไปยังพืช สัตว์ก็ได้ เพื่อปรับปรุงให้มีคุณลักษณะดีกว่าเดิม
ตัวอย่างพืชและสัตว์ที่ได้รับการตัดต่อยีน
พืช GMO เช่น ฝ้าย ข้าวโพด มันฝรั่ง มะละกอ เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าสัตว์ และสามารถศึกษาพืช GMO ได้หลายๆ ชั่วอายุของพืช (Generation) เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์ ซึ่งอายุของสัตว์แต่ละ Generation นั้นกินเวลานานหลายปี
ประโยชน์จาก GMO
1). ปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านแมลง และโรค
1.1 พันธุ์พืชต้านทานแมลง เป็นที่ทราบกันดีว่า แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) สามารถผลิตสารชีวภาพที่เมื่อนำมาฉีดพ่นคล้ายกับสารเคมีอื่นๆ สามารถฆ่าแมลงกลุ่มหนึ่งอย่างได้ผล ดังนั้นเพื่อลดการใช้สารเคมี นักพันธุวิศวกรรมจึงได้นำยีนส์จาก Bt มาปลูก หรือถ่ายฝากให้แก่พืชเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ฝ้าย ข้าวโพด และถั่วเหลือง เป็นต้น ทำให้พืชสายพันธุ์ที่ได้รับการถ่ายฝากยีนส์นี้ มีความต้านทานแมลงได้เอง โดยไม่ต้องฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงจากภายนอก และใช้ได้ในเชิงการค้ามาแล้วในหลายประเทศ
1.2 พืชพันธุ์ต้านโรคไวรัส
1.3 การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพผลผลิตที่พึงประสงค์ เช่นเรื่องมะเขือเทศที่สุกงอมช้าลง
1.4 การพัฒนาพันธุ์พืชให้ผลิตสารพิเศษ มีวิตามินมากขึ้น ผลิตสารต่างๆที่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นพลาสติกย่อยสลายได้ โพลิเมอร์ต่างๆ
2. การพัฒนาพันธุ์สัตว์ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาอาหาร ผลจากประชากรของโลกที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ศักยภาพการเลี้ยงสัตว์ หรือพื้นที่ยังคงมีจำกัด หรือเท่าเดิม ด้วยเทคโนโลยี GMO ทำให้เรามีอาหารพอเพียงกับพลโลกที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยง (risk) ของ GMOs
พืช สัตว์และจุลินทรีย์ที่ได้รับการตัดแต่งตัดต่อยีนนั้น อาจเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์ และอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คน และสัตว์ แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. แหล่งยีน ถ้าเป็นยีนจากชนิดเดียวกัน เช่นยีนจากพืช ถ่ายให้พืช ย่อมมีปัญหาน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงเลย ยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ทราบกันดีว่าไม่มีพิษมีภัย ก็อาจจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงน้อยด้วย ถ้าเป็นยีนจากจุลินทรีย์ อาจก่อเกิดโรคได้ ย่อมมีความเสี่ยงสูงขึ้น และยิ่งเป็นยีน ที่ทราบแน่ชัดว่าสกัดมาจากเชื้อโรค ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมาก
2. ส่วนประกอบของยีน ยีนที่ควบคุมลักษณะหนึ่งนั้น ไม่สามารถแสดงออก หากปราศจากยีนช่วยแสดง (promoter) นอกจากนั้นยังต้องมียีนช่วยการเลือกคัด (selectable markers) อีกด้วย ยีนพวกนี้อาจเป็นยีนต้านทานปฏิชีวนะ หรือยีนต้านทานสารกำจัดวัชพืช ยีนเหล่านี้ต้องสร้างเป็นส่วนประกอบของดีเอ็นเอสายเดียวกัน แล้วจึงถ่ายฝากให้พืชตัวรับ ปัญหาที่ตามมาคือ ยีนช่วยเลือกคัด อาจมีพิษภัยต่อสิ่งมีชีวิตก็เป็นได้
สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์กรรมเหล่านี้ต่างจากพันธุ์ธรรมดา ตรงที่มียีนแปลกปลอมใหม่ ๆ (novel genes) เข้าไปอยู่ในพันธุ์นั้น ทำให้มีความกลัวและคำถามตามมาหลายข้อ เช่น
1. เสถียรภาพของยีน ว่าจะอยู่คงทนในพันธุ์นั้นนานแค่ใด กี่ชั่วอายุ หรือจะหายไปในชั่วลูกชั่วหลาน
2. ยีนที่มาจากจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อเกิดโรค มีโอกาสที่จะกลายพันธุ์ เป็นยีนก่อเกิดโรคได้หรือไม่
3. ยีนเหล่านี้มีโอกาสหลุดไปสู่พืชพันธุ์อื่น หรือจุลินทรีย์ได้หรือไม่
4. ผลผลิตจะมีพิษภัยต่อสุขภาพคน และสัตว์หรือไม่
ปัญหาราคาผลิตผล ทรัพย์สินทางปัญญาและอื่นๆ
ที่มา http://www.zheza.com/index.php?a=blog&b=entry&uid=757048&eid=14
จีเอ็มโอ (GMOs) มาจากภาษาอังกฤษ Genetically Modified Organisms
หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ( ยีน ) โดยการตัดแต่งเอายีนของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งมาใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อให้มีลักษณะที่ต้องการดีเด่นขึ้น เช่น มีความต้าน ทาน ต่อโรคและแมลง เน่าเสียช้าลง ให้ผลผลิตสูงขึ้น มีสารอาหารบางตัวเพิ่มขึ้น
กินอาหารจีเอ็มโอในระยะยาวมีผลกับร่างกายหรือไม่
ขณะนี้ยังไม่มีรายงานถึงผู้ที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบจีเอ็มโอเข้าไปแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในระยะยาว แต่มีความกังวลต่อความเสี่ยงของการใช้ GMOs เช่น กรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้
• สารอาหารจาก GMOs อาจมีสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น เคยมีข่าวว่ากรดอะมิโน
L-Tryptophan ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเกิดอาการป่วยและล้มตาย อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นนี้แท้จริงแล้วเป็นผลมาจากความบกพร่องในขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ ทำให้มีสิ่งปนเปื้อนหลงเหลืออยู่หลังจากกระบวนการทำให้บริสุทธิ์มิใช่ตัว GMOs ที่เป็นอันตราย
• สารอาหารจาก GMOs อาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เท่าอาหารปกติในธรรมชาติ เช่น
รายงานที่ว่าถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรมมี isoflavone มากกว่าถั่วเหลืองธรรมดาเล็กน้อย ซึ่งสารชนิดนี้เป็นกลุ่มของสารที่เป็น phytoestrogen ( ฮอร์โมนพืช ) ทำให้มีความกังวลว่า การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน เอสโตรเจน อาจทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กทารก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบของการเพิ่มปริมาณสาร isoflavone ต่อกลุ่มผู้บริโภค
• ความกังวลต่อการเกิดสารภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งอาจได้มาจากแหล่งเดิมของยีนที่นำมาใช้
ทำ GMOs นั้น ตัวอย่างที่เคยมี เช่น การใช้ยีนจากถั่ว Brazil nut มาทำ GMOs เพื่อเพิ่มคุณค่าโปรตีนในถั่วเหลืองสำหรับเป็นอาหารสัตว์
ประเทศไทยกับจีเอ็มโอ
ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่เป็นจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ นอกจากอนุญาตให้นำเข้ามาเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลอง
เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของพืช GMOs
ข้อดี ข้อเสีย
1. สามารถต้านทานโรคพืชชนิดรุนแรงได้ 1. เกิดสารก่อภูมิแพ้
2. สามารถต้านทานต่อยาปราบวัชพืช 2. การต้านยาปฏิชีวนะ
3. สามารถต้านทานอุณหภูมิต่ำๆ ได้ 3. เกิดไวรัสชนิดใหม่ หรือทนทานต่อความแห้งแล้ง ความร้อน
4. วัชพืชชนิดใหม่ 4. สามารถขยายอายุการเก็บได้
5. ศัตรูพืชที่มีความต้านทานสูงขึ้น 5. ทนต่อสภาพการขนส่งได้ดีขึ้น
6. สารพิษชนิดใหม่ 6. มีผลต่อการแปรรูป
7. เกิดการผูกขาดพันธุ์พืช 7. มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น เช่น การเพิ่ม
8. เป็นทาสความรู้ทางเทคโนโลยีปริมาณบีต้าแคโรทีน และธาตุเหล็กในข้าวเจ้า
9. ราคาสินค้าอาจแพงขึ้นหลังจากถูกลงในระยะแรก
การตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งปกติไม่มียีนชนิดนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตเดิม ซึ่งกว่าที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดขึ้นในโลกตามธรรมชาติได้ ต้องใช้ระยะเวลานับล้านๆ ปี แต่มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในพริบตาเดียว ถ้าไม่มีการควบคุมปริมาณ การบริหารจัดการที่ดี และจำกัดปริมาณเฉพาะเพื่อใช้ประโยชน์เท่าที่จำเป็น จนเกิดการแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม จึงเท่ากับเป็นการล้างเผ่าพันธุ์เดิม หรือสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจมีผลกระทบไปถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลย์มาเป็นเวลาช้านาน
นางพูนศรี เลิศลักขณวงศ์ กองโภชนาการ กรมอนามัย
ที่มา http://www.vcharkarn.com/vcafe/29124
ยิกอย่างเดียวน่อ....
เคยมีข่าวว่า จะมีการนำยีนส์ของมนุษย์
มาทำการทดลอง เก็บรักษา
เพื่อรักษาเผ่าพันธ์มนุษย์ไว้
เป็นเรื่องที่ดี แต่ควรคำนึงถึง
ผลที่จะตามมาอีกด้วย
เรื่องน่าสนใจดี