SNAP_MANเป็นกระทงร้อน มากกว่า 3 ปีที่แล้ว
555
หากเอ่ยถึงไอดอลคนดังรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อราชาเพลงร็อกแอนด์โรลล์ เอลวิส เพรสลีย์ แต่ถ้าเป็นเพลงลูกทุ่งไทย ก็ไม่มีใครทาบรัศมีราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ และหากนึกถึงพระ-นางคู่ขวัญที่เป็นดาวค้างฟ้าก็เห็นจะมีแต่ มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์
เครดิต http://www.charinshow.com/Board-Detail.asp?ID=00225
และ http://blog.eduzones.com/rangsit/34102
เครดิต http://www.charinshow.com/Board-Detail.asp?ID=00225
และ http://blog.eduzones.com/rangsit/34102
Tag:
ชนิด:
บทความ
ประเภท:
บันเทิง
คลับ: Group Thai people living outside Thailand แฟน คลับ เอริค See Dang chat room club ♂♀♥ ความรู้ เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจจากฟิสิกส์ราชมงคลและเว็ปต่างๆ เฮฮาพาไปเที่ยว
คะแนน: 91 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
จาก
http://www.charinshow.com/Board-Detail. ...
53 บทวิจารณ์ |
19,303 คนอ่าน
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
เพชรา เชาวราษฎร์นางเอกนัยตาหยาดน้ำผึ้ง เริ่มเข้าสู่วงการจากตำแหน่งนางงาม เมษาฮาวาย แสดงเรื่องแรก บันทึกรักพิมพฉวี 2504 โด่งดังเป็นดาราคู่ขวัญ มิตรชัย บัญชา มาตั้งแต่ปี 2505 จนกระทั่งมิตรเสียชีวิต เธอก็ยังมีงานแสดงในบทนางเอกคู่กับ พระเอกยอดนิยมอีกมากมาย
จนกระทั่งเกิดปัญหาทางสุขภาพ จึงเลิกการแสดงไป
หากเอ่ยถึงไอดอลคนดังรุ่นเก่าที่เป็นตำนาน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อราชาเพลงร็อกแอนด์โรลล์ "เอลวิส เพรสลีย์" แต่ถ้าเป็นเพลงลูกทุ่งไทย ก็ไม่มีใครทาบรัศมีราชินีลูกทุ่ง "พุ่มพวง ดวงจันทร์" และหากนึกถึงพระ-นางคู่ขวัญที่เป็นดาวค้างฟ้าก็เห็นจะมีแต่ "มิตร ชัยบัญชา" และ " เพชรา เชาวราษฎร์ "
.... ที่ชวนมานึกย้อนวันวานกันอย่างนี้ เพราะล่าสุดอดีตนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง เพชรา เชาวราษฎร์ ตัดสินใจหวนสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง หลังจาก เพชรา เชาวราษฎร์ เงียบหายไปจากวงการบันเทิงยาวนาวกว่า 30 ปี ด้วยการรับคำเชิญเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เครื่องสำอางชื่อดังยี่ห้อหนึ่ง โดยโฆษณาดังกล่าวออกอากาศแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจและเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาดที่จะพาไปเจาะลึกชีวิต เพชรา เชาวราษฎร์ เพชรน้ำเอกของวงการบันเทิงไทยคนนี้กันค่ะ
เพชรา เชาวราษฎร์ หรือ "คุณอี๊ด" มีชื่อจริงนามสกุลจริงว่า "เอก เชาวราษฎร์" เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2486 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวจังหวัดระยอง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดย เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นคนที่ 4 เพชรา เชาวราษฎร์ ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ หลังจากที่ชนะการประกวดธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปี พ.ศ.2504 จากการชักชวนของ ศิริ ศิริจินดา แห่งบริษัทจินดาวรรณภาพยนตร์ และดอกดิน กัญญามาลย์ ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2505 เพชรา เชาวราษฎร์ ได้ประเดิมภาพยนตร์เรื่องแรก "บันทึกรักของพิมพ์ฉวี" คู่กับ มิตร ชัยบัญชา ขณะอายุได้ 19 ปี จากนั้นทั้งคู่ก็กลายเป็นดาราคู่ขวัญ สัญลักษณ์ของภาพยนตร์ไทยมาตลอดจนกระทั่งหยุดการแสดงในปี พ.ศ.2521 หลังจากชีวิตต้องตกอยู่ในโลกมืด!!!
"ที่มีคนพูดกันว่า ดิฉันหยอดตาเพื่อให้ตาหวานตาสวย คิดดูสิว่า เล่นหนังมากี่เรื่องล่ะ คงจะหยอดตามาตลอด...ตาจึงมีปัญหาอย่างนี้ แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลยค่ะ สาเหตุเป็นเพราะดิฉันร้องไห้เยอะ ไม่ได้พักดวงตา และขับรถเองตลอด ประกอบกับสมัยนั้น ถ่ายหนังต้องใช้ไฟแรง หรือใช้รีเฟล็กซ์เยอะ ช่วงหลัง ๆ เมื่อปี 2513 ดิฉันเริ่มแสบตา ถูกแอร์รถยนต์ก็แสบ แต่ดิฉันก็ยังขับรถไปถ่ายหนังต่างจังหวัดเอง และอดทนแสดงภาพยนตร์จนถึงเรื่องสุดท้ายคือ "ไอ้ขุนทอง" เข้าฉายในปี 2520"
เมื่อดวงตาเริ่มมีปัญหา ใช่ว่า เพชรา เชาวราษฎร์ จะละเลยรักษาดูแล แต่ด้วยภาระงานที่ไม่อาจเลี่ยงได้จึงส่งผลให้การไปหาหมอของ เพชรา เชาวราษฎร์ ไม่สม่ำเสมอ เธอเล่าว่าพออาการเริ่มหนักขึ้น ถึงกับเคยขับรถปีนเกาะกลางถนนหลายครั้ง และเมื่อเข้าขั้นวิกฤต เพชรา เชาวราษฎร์ ก็พยายามรักษาทุกวิถีทาง กระทั่งแพ้ยาจนตัวบวม น้ำหนักเพิ่ม จาก 47-48 กิโลกรัม มาหนัก 60 กว่ากิโลกรัม
"ต้องซื้อเสื้อผ้าคนท้องมาใส่ ผมร่วงหมดศีรษะ ฝ้าขึ้นดำไปทั้งหน้าทั้งตัว จนคนที่รู้จัก เพชรา เชาวราษฎร์ จำไม่ได้ เมื่อตัวบวมมากๆ ก็หายใจไม่ออก กลืนน้ำก็ไม่ได้ ต้องเข้าไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล หมอบอกว่า ช่วงนั้นไตหยุดทำงาน พิษยาจึงคั่งค้างทำให้ตัวบวม ต้องรอให้พิษยาลดลง จากที่เคยสวมแว่นดำและนั่งแท็กซี่ไปไหนมาไหนได้เอง ตอนหลังก็มองไม่เห็น ออกไปไหนคนเดียวไม่ได้แล้ว!!"
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้รุนแรงต่อจิตใจของผู้หญิงสวยคนหนึ่ง จนยากเกินยอมรับและทำใจได้ เพชรา เชาวราษฎร์ ตัดสินใจตัดขาดจากวงการภาพยนตร์ เพื่อมุ่งรักษาดวงตาของตัวเองกว่า 16-17 ปี แต่นั่นก็ไม่ทำให้ เพชรา เชาวราษฎร์ กลับมามองเห็นโลกสีสวยใบนี้ได้อีก แม้กระทั่งการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดในรายการ วู้ดดี้เกิดมา เพชรา เชาวราษฎร์ ก็ยังคงไม่เปิดเผยหน้าตาออกสื่อให้ใครได้เห็น โดยบอกว่าไม่อยากให้คนอื่นเห็นเธอ ขณะที่เธอไม่สามารถมองเห็นคนอื่น
"ปัจจุบันดิฉันปิดบ้าน ไม่ออกไปไหน ไม่ให้ใครเห็น เพราะดิฉันทำใจไม่ได้ ยอมรับตัวเองไม่ได้ พอนึกถึงคำว่า " เพชราตาบอด " ขึ้นมาครั้งใด น้ำตาจะไหลพรากทุกครั้งใช้เวลาทำใจอยู่หลายปี แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังอยากกลับมามองเห็นเหมือนเดิม อยากดูเบอร์โทรศัพท์เอง อยากเห็นสีสัน อยากขับรถเอง อยากตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง" อดีตนางเอกขวัญใจผู้ชมชาวไทยเล่าถึงความทุกข์ที่ต้องผจญกับโลกมืด
ด้านชีวิตส่วนตัว เพชรา เชาวราษฎร์ สมรสกับ ชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2541 ที่ถึงแม้ตอนนี้นัยน์ตาเพชราจะบอดสนิท แต่ ชรินทร์ ก็ยังคงอยู่ดูแลเป็นคู่ชีวิตจนถึงทุกวันนี้
ด้านผลงานในวงการอาจเรียกได้ว่า เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นนางเอกต้นแบบของวงการหนังไทย เธอมีผลงานในฐานะเป็นนางเอกหรือผู้แสดงนำกว่า 300 เรื่อง ตลอดช่วงเวลาเกือบ 20 ปีในอาชีพนักแสดง
"สมัยนั้น แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกได้รับค่าตัว 3 พันบาท และเคยได้ค่าตัวสูงสุด 5 หมื่นบาท ช่วงที่เข้าวงการใหม่ ๆ ดิฉันอดนอนไม่เป็น พอถ่ายหนังไปถึงเที่ยงคืนก็ง่วง พูดไม่รู้เรื่องแล้ว...ช่วงที่มีงานเยอะ ดิฉันถ่ายหนังทุกวัน วันละ 2 เรื่อง ถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่เคยเล่นตัวเลยค่ะ แต่งานเยอะมากจนไม่มีเวลาจริง ๆ แม้แต่เวลาพักผ่อนยังไม่มี" เพชรา เชาวราษฎร์ เล่าถึงงานที่รักในอดีต
ส่วน การที่ เพชรา เชาวราษฎร์ ยอมกลับมารับงานในวงการบันเทิงอีกนั้น คุณชรินทร์ ผู้เป็นสามี เฉลยว่าแรงจูงใจสำคัญที่สุด เห็นจะเป็นการที่บริษัทเครื่องสำอางยี่ห้องหนึ่งที่ติดต่อ เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ บอกว่าจะนำรายได้ที่ได้ไปมอบให้แก่มูลนิธิคนตาบอด เธอจึงตอบตกลงอย่างไม่ยากเย็นนัก เนื่องจาก เพชรา เชาวราษฎร์ เคยมีความตั้งใจอยากตั้งมูลนิธิดวงตา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เลยค้างคาใจมาตลอด ประกอบกับหลายคนก็ถามถึงมูลนิธิดังกล่าว เมื่อบริษัทเครื่องสำอางมาเสนอ และโดนใจ เพชรา เชาวราษฎร์ จึงคิดว่าน่าจะออกมาทำอะไรบ้างในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
"คือถ้าถ่ายหนัง ถ่ายโฆษณาอี๊ดเขาโอเค เพราะว่าถ่ายซ่อมได้ อะไรได้ แต่ถ้าเป็นรายการสด อี๊ดจะกลัวมาก จะไม่มั่นใจ อีกอย่างที่อี๊ดกังวล คือ เขากลัวว่าจะเชย เพราะมีบ่น ๆ ว่า ออกไปแล้วคงจะเชยระเบิด พูดจาไม่ทันสมัย เพราะไม่ได้ไปไหนเลย กลัวหน้า - ทรงผม จะดูเชย ผมก็บอกไปว่า ไม่ต้องกลัว สมัยนี้มีช่างหน้า ช่างผมทำให้พร้อม ไม่เหมือนดาราสมัยก่อนที่ต้องทำกันเอง" ชรินทร์ กล่าว และว่า ทีมงานเตรียมการมาดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชรที่ เพชรา เชาวราษฎร์ ถ่ายมีมูลค่าสูงถึง 700 ล้านบาท เจ้าของร้านเพชรมานั่งเฝ้าด้วยตัวเอง รวมทั้งมีเสื้อผ้านำเข้าจากฝรั่งเศส 10 กว่าชุด ได้นำมาใช้ในการถ่ายโฆษณาชิ้นนี้
















































นางเอกยอดนิยม 2 ยุค โคจรมาพบกัน ในรายการทีวี "ไททรรศน์" คุณลมูล อติพยัคฆ์ ซึ่งเป็นเจ้านิตยสาร "โลกดารา" ด้วยครับ
นางเอกนัยตาหยาดน้ำผึ้ง เริ่มเข้าสู่วงการจากตำแหน่งนางงาม เมษาฮาวาย แสดงเรื่องแรก บันทึกรักพิมพฉวี 2504 โด่งดังเป็นดาราคู่ขวัญ มิตรชัย บัญชา มาตั้งแต่ปี 2505 จนกระทั่งมิตรเสียชีวิต เธอก็ยังมีงานแสดงในบทนางเอกคู่กับ พระเอกยอดนิยมอีกมากมาย
จนกระทั่งเกิดปัญหาทางสุขภาพ จึงเลิกการแสดงไป
เลาะเวทีขาอ่อน
เกียรติยศนางงามบนเส้นทางการเป็นนักแสดง
นางเอกตาน้ำผึ้งซึ่งเธอเป็นคนที่งามทั้งตัวไม่ว่ากริยามารยาทและใบหน้ารูปร่างเธอคือ “เพชรา เชาวราษฎร์” เธอเป็นสาวจังหวัดระยองมาประกวด เวทีแรกคือ นางงามเมษาฮาวาย ปี 2504 ตอนนั้นเธอเข้ามาหาพี่สาวที่ตรอกขี้เถ้า แถวยมราช แล้วพี่สาวก็ชวนประกวด เธอก็ชนะเลิศที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่สวนลุมพินี เธอใช้ชื่อในการประกวดครั้งนั้นคือ นางสาวปัทมา เชาวราษฎร์ พอประกวดได้ที่ 1 คุณศิริ ศิริจินดา ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชักชวนเธอมาแสดงเป็นนางเอกเรื่องแรก “บันทึกรักพิมพ์ฉวี” ก็คือเรื่อง นวลฉวี ในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยก่อนไม่สามารถใช้ชื่อนี้ได้ เพราะมีเหตุผลทางกฎหมาย เธอมาดังที่สุดก็มีเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง, นกน้อย ซึ่งเรื่องหลังนี้เธอได้รับตุ๊กตาทอง ปัจจุบันเธอก็มีคู่ชีวิตที่ดีรักเธอไม่ว่าจะเป็นอย่างไรคือ คุณชรินทร์ นันทนาคร
(จากหนังสือพิมพ์ ไฮไลท์บันเทิง ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 15 – 21 มกราคม 2547) ขอขอบคุณครับ
เธอคือราชินีจอเงินของหนังไทยในยุคเฟื่อง หรือยุคทองของหนังไทยที่ยากจะหาใครเทียบรัศมี แม้ ‘เพชรา เชาวราษฎร์’ ร้างลาวงการจอเงินไปกว่า ๒๐ ปี แต่เธอก็ยังคงเป็นนางเอกตลอดกาลในใจของคนไทยนับล้าน คนร่วมสมัยยังจดจำดวงหน้างามสมฉายา ‘ดารานัยน์ตาหยดน้ำผึ้ง’ ได้ดี ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยดวงตาไม่อาจมองเห็น จึงไม่เอื้อให้คุณเพชราปรากฏตัวต่อสาธารณชนเช่นอดีต หากเรายังมีโอกาสได้รับฟังข่าวคราวของเธอจากสื่อต่างๆ บ้างในบางครั้ง
คอลัมน์มงกุฎมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณอี๊ด – เพชรา ทางโทรศัพท์เพื่อให้เธอได้ย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต ในฐานะเจ้าของตำแหน่งเทพธิดาฮาวาย จากเวทีประกวดที่เป็นจุดเริ่มต้นสู่ชีวิตการแสดงจนโด่งดัง เป็นดาวจรัลแสง และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานมีชีวิตของวงการภาพยนตร์ไทย น้ำเสียงสดใสเรียกแทนตัวเธอเองว่า ‘เพชรา’ ย้อนถึงวันเวลาเก่าๆ ว่าจุดเปลี่ยนชีวิตของเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งเป็นความบังเอิญโดยแท้
“ประกวดเทพธิดาฮาวายปี พ.ศ.๒๕๐๔ ตอนนั้นอายุ ๑๙ นะคะ ไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะว่าเพชราอยู่ที่ระยอง แล้วพอดีไปหาพี่สาวที่กรุงเทพ ฯ ที่บ้านพี่เขยแถวตรอกขี้เถ้า ถนนดำรงรักษ์ ทีนี้น้องสาวของพี่เขยเปิดร้านทำผมอยู่ ชื่อร้านวรรณา เขาก็บอกว่ามีคนให้ช่วยหาคนเข้าประกวดเทพธิดาฮาวายหน่อย ก็นึกถึงเรา เลยเขียนจดหมายไปบอก ยังคิดว่าเรามาตามจดหมาย แต่จริงๆ ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ พอเขาชวน รบเร้า ก็เอ้า - ก็เอา ประกวดก็ประกวด ไม่มีอะไรเสียหาย ตอนประกวดใช้ชื่อ ปัทมา ชาวราษฎร์ เขาตั้งชื่อให้คล้องจองกับนามสกุลในการประกวด”
“เวทีประกวดนี้เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้น คือเขาจัดลีลาศขึ้นมา แล้วก็มีการประกวดเป็นสีสันของงาน สมัยนั้นคุณเกษม บุรินทรามาศ ซึ่งทำงานอยู่ที่กองสลากเป็นประธานจัดงาน ประกวดช่วงเดือนเมษายน บางทีเขาก็เรียกว่าธิดาเมษาฮาวาย นางงามเมษาฮาวาย ปีที่เพชราประกวด เรียกว่าเทพธิดาเมษาฮาวาย การประกวดก็มีใส่ชุดฮาวาย คือไม่ได้คิดว่าจะได้ตำแหน่งหรอกนะคะ แต่ก็มั่นใจว่ายังไงๆ หนึ่งในห้าคนนี่เราจะต้องติดแน่ เพราะมองจากตากล้องด้วย ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยประกวดมาก่อนเลย เป็นเวทีแรก แรกๆ ยังเฉย คิดว่าเดินๆ ไปน่าเดี๋ยวก็เสร็จ แต่ทีนี้พอคนเริ่มมองเรามากเข้าๆ ก็อาย เหงื่อนี้แตกเลย(หัวเราะ)
พอประกาศว่าได้เป็นเทพธิดาฮาวาย ก็ดีใจค่ะ ขาสั่น ไม่กล้าเดิน เขาต้องให้นางงามเดินโชว์คนเดียวบนเวที แต่ก็ยังดีว่ามีเด็กตัวเล็ก ๖-๗ ขวบเดินนำหน้า ก็รู้สึกอุ่นใจ รางวัลที่ได้ก็มีมงกุฎเป็นกำมะหยี่ปักดิ้น ถ้วยเงิน คทา สายสะพาย แล้วของรางวัลอื่นๆ มีเยอะเลยค่ะ กองพะเนินเทินทึก ทั้งเครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่บางอันต้องขอคืนเขาค่ะ เพราะเราไปรถคันเล็กไม่มีที่จะใส่(หัวเราะ) พอเป็นนางงามแล้วไม่ได้หยุดเลย ยุ่งมากเหนื่อยจริงๆ เพราะเดี๋ยวต้องไปโน่นไปนี่ ไปเปิดร้าน ไปร่วมงานต่างๆ ไปทานข้าวกับคณะกรรมการตัดสิน ไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะท่านก็เป็นผู้ใหญ่”
ไม่นานนักหลังจากผ่านเวทีที่มีมงกุฎเป็นเครื่องการันตีความงาม เธอก็ได้รับการทาบทามให้แสดงภาพยนตร์
“ประกวดต้นปี พอปลายปีก็เริ่มเข้าวงการบันเทิง ก็เพราะว่าช่วงประกวดมีถ่ายทอดทางทีวี. ด้วย คุณศิริ ศิริจินดา เป็นผู้สร้างหนังเห็นเราก็เลยชวนให้มาเล่นหนัง เขากำลังหานางเอกหน้าใหม่อยู่เพื่อมาเล่นเรื่อง ‘บันทึกรักพิมพ์ฉวี’ คู่กับคุณมิตร ชัยบัญชา คิดว่าดูแล้วหน้าเราขึ้นกล้องและน่าจะเล่นบทชีวิตได้ดี ตัดสินใจทีแรกคิดว่าลองสนุกมากกว่า แหม - ง่ายนะ ไปยืนๆ พูดเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ พอจริงๆ แล้วเหนื่อยมาก ต้องไปยืนกลางแดด แถมยังมีรีเฟล็กซ์ส่องอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็เล่นหนังมาตลอด ส่วนใหญ่จะเล่นคู่กับคุณมิตร เพชราเล่นหนังประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ เรื่องได้มั้งคะ เรื่องสุดท้ายปี พ.ศ.๒๕๒๑ ‘ลูกเจ้าพระยา – ไอ้ขุนทอง’ สร้างเองด้วย แต่ทับใจที่สุดในชีวิตการแสดง คือเรื่อง ‘นกน้อย’ เพราะเรามีบทเดินเยอะ แล้วก็เป็นหนังเศร้าด้วย”
บทบาทจากเรื่องนี้เองที่คุณเพชราได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง โดยเข้ารับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นความปลาบปลื้มในใจของเธอตลอดมา ในช่วงท้ายของชีวิตการแสดง คุณเพชราบอกว่าเธอรับงานแสดงน้อยลง
“เพราะช่วงนั้นตาเริ่มไม่ดี เพราะว่าโดนแสงมากไป คือค่อยๆ มองไม่เห็นทีละน้อย ที่สุดจนมองไม่เห็นเลย ช่วงแรกทรมานมากเลยนะคะ คิดมาก จิตใจทุกข์ระทมฟุ้งซ่านไปทุกอย่างร้อนรนไปหมด…แต่ตอนนี้เราทำใจได้แล้ว สุขภาพดีตามอัตภาพแล้วก็พยายามทำอะไรด้วยตัวเอง คือทำใจไม่ให้มีทุกข์ ทุกข์มากไปก็อยู่ที่ตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครมารู้มาเห็นด้วย คิดว่าไม่ควรอยู่อย่างไม่มีความสุข คิดว่าทำใจให้สบาย ดูแลตัวเองให้ดี ยังแอบมีความหวังเล็กๆ แม้ว่าจะไม่มีหวังแล้วก็ตามนะคะ”
เพราะคุณเพชราเชื่อว่าชีวิตคนเราย่อมอยู่ได้ด้วยความหวังนั่นเอง
(จากความคิดเห็นที่ 9 - 11 นำข้อมูลมาจากหนังสือ พลอยแกมเพชร ฉบับที่ ๒๓๕ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ )
**จาก "นิตยสารดาราฉบับหนึ่ง(ไม่แน่ใจว่าของ นิตยสารใด)"
แต่กระนั้นก็เคยชมที่นำมาฉายใหม่นานแล้วครับที่ "หอศิลป์" ถ. เจ้าฟ้าครับ
**แต่ไม่ทราบว่าจากภาพยนตร์เรื่องใดนะครับ..(หากใครทราบบอกทีครับผม)
ว้าวววววววววว
ยอดเยี่ยมค่ะ...
เยี่ยมเลย
............................................................
กระผม นายณัฐกริช โคสิลา ETE8 ว่าที่ศรม.17 ครับ