catyเป็นกระทงร้อน มากกว่า 3 ปีที่แล้ว
กระดาษทรายคือใจเธอ สากเสมอสำหรับฉัน เมื่อลองสัมผัสมัน แสบเจ็บคันอย่าบอกใครโค้ชเงาะ อดีตเด็กแว้นกลับใจ มาสร้างคนบนวิถีจักรยาน
ชายหนุ่มวัย 37 ปี รูปร่างกำยำ ไว้ผม หนวด เครายาวรกรุงรัง หรือที่เพื่อน ๆ เรียกเขาว่า เงาะ ในอดีตเคยเป็นนักซิ่งมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบด์อย่างหาตัวจับยาก เวลานั้นเงาะไม่รู้จักความตาย อย่างเดียวในชีวิตที่เขารู้จักคือความมันส์สุดขีดบนหลังอานมอเตอร์ไซด์ ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด จนวันหนึ่งเขาได้ไปเจอเหตุการณ์ที่ทำให้จุดประกายความคิดว่าต้องทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง
Tag: สังคม อดีต คนดี ปัจจุบัน เด็กแว้น กลับตัว ซิ่งมอร์เตอร์ไซค์
ชนิด:
บทความ
ประเภท:
สังคมศาสนา
คะแนน: 74 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
จาก
http://www.thairath.co.th/content/ent/3 ...
29 บทวิจารณ์ |
5,636 คนอ่าน
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ชายหนุ่มวัย 37 ปี รูปร่างกำยำ ไว้ผม หนวด เครายาวรกรุงรัง หรือที่เพื่อน ๆ
เรียกเขาว่า เงาะ ในอดีตเคยเป็นนักซิ่งมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบด์อย่างหาตัวจับยาก
เวลานั้นเงาะไม่รู้จักความตาย
อย่างเดียวในชีวิตที่เขารู้จักคือความมันส์สุดขีดบนหลังอานมอเตอร์ไซด์
ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
จนวันหนึ่งเขาได้ไปเจอเหตุการณ์ที่ทำให้จุดประกายความคิดว่าต้องทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง
และวันนี้อดีตนักซิ่งมอเตอร์ไซด์สายเลือดชาวนาแห่ง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
ผู้ที่ไม่ร่ำรวยด้วยเงินทองแต่ร่ำรวยด้วยจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม
ได้ผันตัวเองกลายมาเป็นผู้ฝึกสอนและผู้ก่อตั้งทีมจักรยานเล็ก ๆ ของจังหวัดราชบุรี
และเปลี่ยนวิถีชีวิตของเด็กแว้นให้กลายมาเป็นนักกีฬาได้อย่างเต็มภาคภูมิ
อะไรทำให้เข้าสามารถเปลี่ยนเด็กวัยรุ่นที่กำลังเดินหลงทาง
กลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีต่อสังคม ตามไปหาคำตอบเรื่องราวของชายหนุ่มคนนี้ไปพร้อม ๆ
กันเลยค่ะเงาะ หรือ อนันต์ ศรีเมือง มีชีวิตในวันวานเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป แต่ติดตรงที่เด็กชายเงาะเรียนหนังสือไม่เอาถ่าน กว่าจะเรียนจบชั้น ม.3 ได้เลือดตาแทบกระเด็น และไม่คิดจะเรียนหนังสืออีกต่อไป และจากการเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ทำให้กลายเป็นปมชีวิตของเงาะ จนเขาต้องออกแสวงหาการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ด้วยการหันมาเป็นนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ เพื่อหวังให้คนยอมรับในฝืมือการซ่อมมอเตอร์ไซด์ของเขา จนนักบิดระดับพระกาฬ ไม่มีใครกล้าทาบรัศมี แต่สุดท้ายเขาก็มาถึงจุดอิ่มตัว ด้วยวัยที่เติบโตขึ้นทำให้เขาคิดได้ว่าชีวิตนักซิ่งมอเตอร์ไซด์นั้นสุ่มเสี่ยงต่อชีวิต เงาะจึงบ่ายหน้าสู่การปั่นจักรยานบนท้องถนนแทน จนในที่สุดเขาก็ติดใจกับกีฬาการปั่นจักรยาน เลยชักชวนเพื่อนชาวเยอรมันตระเวนปั่นจักรยานไปทั่วประเทศ
แต่แล้ววันหนึ่ง เงาะ ก็เริ่มรู้สึกหดหู่ที่เห็นเด็กวัยรุ่นแถวบ้านมั่วสุมเสพยาเสพติด ซิ่งมอเตอร์ไซด์ ยกพวกตีกัน หรือไม่ก็ลักขโมย เขาจึงเริ่มต้นชักชวนเด็กแถวบ้านท้าแข่งจักรยาน จนเริ่มมีเด็กในชุมชนทยอยสมัครเข้าทีมปั่นจักรยาน เด็กที่เขายินดีรับส่วนใหญ่จะมีปัญหาครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ทะเลาะกัน ติดเกมส์ ลักขโมย เกเร ฯลฯ ปัจจุบันเด็กเหล่านี้ก็อาศัยอยู่กับเขาในบ้านที่ดัดแปลงเป็นอู่ซ่อมรถ เด็กหลายคนที่เขานำมาอมรมเลี้ยงดูราวกับลูกนั้น ต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ชนิดที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งเป้าหมายของการฝึกเด็ก ๆ ของเงาะนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเลิศด้านกีฬาจักรยาน หากแต่จักรยานเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความเป็นคนให้กับเด็ก เขาต้องการให้เด็กคิดเป็นและสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ โดยหวังเพื่อให้เด็กเหล่านี้เติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพในสังคมต่อไป
เริ่มแรกของการสร้างทีมจักรยาน ความรู้ของเงาะเริ่มมาจากศูนย์ และจักรยานคันเก่า ๆ ที่ไม่ต่างอะไรจากเศษเหล็ก จนทำให้ใครต่อใครก็มองว่าเขาเป็น "คนบ้า" พร้อมกับคำถามที่ตามมาว่า "ทำแล้วได้อะไร" แต่นั่นก็ไม่ทำให้เงาะย่อท้อ เขากลับเอามันมาเป็นแรงบัลดาลใจในการสร้างทีมจักรยานแห่งนี้
"ที่คิดว่าจักรยานจะสามารถเปลี่ยนคนได้เพราะจักรยานมันเป็นกีฬาที่ชักเท้าไม่ได้ ไม่เหมือนกีฬาอื่น ๆ ทำให้เหนื่อยมาก ๆ และพอเหนื่อยมาก ๆ เราก็สามารถมองเห็นว่าเด็กแต่ละคนเป็นเป็นอย่างไร แล้วเราก็ค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขา บอกให้เขาคิดว่าอะไรถูก อะไรผิด คือทำคนให้เป็นคน ควรไม่ควรต้องรู้เอง ต้องคิดเองเป็น จริง ๆ การทำให้ผู้อื่นมีความสุข นั้นคือการเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่ผมคิด" เงาะ กล่าว
ทุก ๆ วันเขาสอนเด็ก7-8 คน ปั่นจักรยานอย่างจริงจัง ไม่นานเด็ก ๆ ก็มีโอกาสได้ทดลองฝีมือเพื่อคัดเลือกเป็นนักกีฬาเยาวชน ตัวแทนของจังหวัดราชบุรี โดยมีเงาะเป็นโค้ชหรือผู้ฝึกสอนของทีม ระหว่างเส้นทางการแข่งขันพวกเขาถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลนมาตลอด ตั้งแต่รถจักรยานคันเก่า ชุดนักกีฬาซ่อมซ่อ หน้าตาและผมเผ้ารุงรังของเงาะที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่โค้ชแน่นอน แต่ทีมของเงาะใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถชนะการแข่งขันคัดเลือก เป็นนักกีฬาตัวแทนจังหวัด ก้าวขึ้นสู่ตัวแทนระดับภาคและกลายเป็นแชมป์จักรยานเยาวชนของประเทศ ได้เหรียญทองมานับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดในการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ก็เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 และความสำเร็จที่ผ่านมาส่งผลให้ในปี 2551 เงาะได้รับยกย่องให้เป็น “ผู้ฝึกสอนจักรยานถนนยอดเยี่ยมของประเทศ”
"เวลาเด็กชนะหรือแพ้ ผมก็ไม่เคยชมหรือด่า แค่พูดคุยกันแบบธรรมดา จะพูดหรือแซวออกแนวขำ ๆ มากกว่า ให้เค้ามองเองว่าพลาดตรงไหน เพราะถ้าชมมากก็ทำให้เขาดีใจจนเหลิงไป กลายเป็นความทะเยอทะยานไป แต่ถ้าด่าเขามาก ๆ ก็ทำให้เสียใจอีก ผมว่าเราอยู่ตรงกลางดีที่สุด ไม่ต้องชมหรือด่า แค่สอนให้เขาคิดเองเป็นก็พอ อย่างที่เราเอาเขามาดูแล มาเลี้ยงดูเพราะตอนเด็ก ๆ เราก็เคยมีชีวิตเหมือน ๆ กับพวกเขา เราเลยอยากจะให้โอกาสพวกเขาบ้าง ให้เขารู้จักใช้เหตุผลในการเลี้ยงดู ก็ทำให้เขาเชื่อฟังเรา ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่อยากให้เขาเป็นอะไรที่ใหญ่โต ขอแค่มีจิตสำนึกในความเป็นคน ไม่เบียดเบือนใคร และเป็นคนดีของสังคม" เงาะ กล่าว
แม้ทีมจักรยานของเขาจะคว้ารางวัลใหญ่ ๆ ระดับประเทศ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าท่ามกลางความสำเร็จที่ได้มานั้น เขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ทั้งในเรื่องของความไม่พร้อมในอุปกรณ์การแข่งขัน ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเกือบทุกบาททุกสตางค์มาจากน้ำพักน้ำแรงของเงาะกับแม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทีมจักรยานของเขาไม่ด้อยไปกว่าทีมอื่น ๆ คือความมุ่งมั่น ตั้งใจ ซึ่งการแข่งขันแต่ละครั้ง เป้าหมายที่สูงสุดของโค้ชเงาะไม่ใช่เหรียญหรือถ้วยรางวัล แต่คือการสร้างคนให้สามารถก้าวเข้าไปยืนอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ รวมไปถึงการเอาชนะใจตัวเองของเด็ก ๆ ได้นั่นต่างหากคือสิ่งที่เขาคาดหวัง
"จักรยานเปลี่ยนชีวิตให้พวกผมให้เป็นคนดีขึ้น และทำให้เป็นคนอย่างทุกวันนี้ ทำให้ไม่ติดยา ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ น้าเงาะผ่านทุกอย่างมาก่อนเรา เขาสอนสิ่งดี ๆ ให้กับเราทั้งนั้น เป็นตัวอย่างที่ดี เราเลยมองเห็นว่าเขาทำจริง เราเลยเชื่อเขา ที่สำคัญเขาเหมือนพ่อของพวกเรา มีแต่ให้กับให้ ไม่เคยหวังผลตอบแทน ยังไงชาตินี้ก็ตอบแทนกันไม่หมด" นี่คือคำพูดจากใจเด็ก ๆ ที่ฝากบอกถึงน้าเงาะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ
เรื่องแนะนำ





















































ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้...แต่เลือกที่จะทำดีได้
ถ้าสังคมให้โอกาสกับคนที่เคยผิด...
ทุกคนคงจะมีกำลังใจที่จะทำดีคะ...สู้ ๆๆๆ เอาใจช่วยคะ
สังคมให้อภัยเสมอครับ บวกไป
ดูดีกว่าคนเลวที่เคยดีครับ
ส่วนมากคนที่เลวมาก่อน..พอดีแล้ว ดีใจหายครับ..
กลับกัน..ถ้าดีแล้วไปชั่วเนี่ย..สุดๆ
ผมจำพวกแรกครับ...ฮิๆๆ (จิงเป่าฟ๊ะ)
อย่าง นี้ สิแน่จริง....