10
คะแนน
 

คลิป ปัจฉิมบทมหากาพย์เลิกเหล้า สู่ปฐมบทสยองเมาแล้วขับ ของ Dream Theater

โดย augrust เป็นกระทงร้อน 6 เดือนที่แล้ว
long live the king
จาก http://manager.co.th/Entertainment/View ...
  โดย อดิศร สุขสมอรรถ

ตารางการทำงานของ Dream Theater ที่ไม่เคยไขว่เขวไปจาก ออกอัลบั้ม-ทัวร์-เข้าห้องอัด-ออกอัลบั้ม ตั้งแต่ผลงานชุด Train of Thought เป็นต้นมา ทำให้แฟนเพลงไม่ต้องรอผลงงานชุดใหม่ของพวกเขาเกิน 2 ปีมาได้ 4 ชุดติดต่อกันแล้ว เช่นเดียวกับผลงานชุดใหม่เอี่ยมอย่าง Black Clouds & Silver Linings

แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้แล้ว การมาถึงของ Black Clouds & Silver Linings เปรียบเสมือการกลับมาของ DT ด้วยผลงานใหม่ถึง 2 ชุดพร้อมๆ กัน คือนอกจากจะเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 10 แล้ว ยังเป็นการปิดตำนานที่แฟนๆ ตั้งฉายากันว่า มหากาพย์เลิกเหล้า ของ Mike Portnoy ที่แบ่งออกเป็น 5 บทเพลง 12 ภาคที่จะจบลงในผลงานชุดนี้ ที่ยิ่งทำให้ผลงานชุดนี้เป็นที่จับตาของแฟนเพลงเป็นสองเท่า
คะแนน: 10 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

Tag: สยอง เมา เหล้า ของ dream เลิก theater แล้ว ขับ ปฐมบท สู่ มหากาพย์ บท ปัจฉิม

ชนิด: คลิป - ประเภท: บันเทิง
5 บทวิจารณ์  |  912 คนอ่าน
 
ปัจฉิมบทมหากาพย์เลิกเหล้า สู่ปฐมบทสยองเมาแล้วขับ ของ Dream Theater
คำสั่ง
Share
hi5  |  Exteen  |  เด็กดี  |  BlogGang
วีดีโอคลิป
 
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
     
      
   
       พูดถึงภาพรวม นี่เป็นผลงานชุดที่สองของวงแล้วที่ทำงานอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Roadrunner และยังคงใช้บริการของ Paul Northfield ในด้านการ Engineer และ Mixing เช่นเดิม
       
       ที่ต่างออกไปก็คือเครดิตในส่วนของผู้ประพันธ์ดนตรีนั้น ชุดนี้หันกลับไประบุเป็นรายชื่อของสมาชิกนักดนตรีทั้ง 4 ของวงเหมือนในสมัยทำอัลบั้มชุด Six Degrees of Inner Turbulence และ Train of Thought หลังจากใช้เครติดทีมแต่งดนตรีเป็น Dream Theater ในผลงาน 2 ชุดล่าสุดมาตลอด ขณะเดียวกัน James Labrie ก็ไม่มีโควต้าแต่งเนื้อเพลงในชุดนี้ด้วยเช่นกัน
       
       ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวในชุดนี้ตกเป็นของโปรดิวเซอร์ทั้งสองคนอย่าง Mike Portnoy และ John Petrucci แบบเต็มสตรีม ซึ่งทั้งสองคนก็ดูจะมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในชุดนี้มากมายเหลือเกิน ซึ่งทั้งหมดมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของทั้งคู่เกือบทั้งหมด
       
       เปิดตัวด้วยซิงเกิลอย่าง A Rite of Passage ที่เป็นร็อกมันๆ เน้นความกระชับเหมือนกับ Constant Motion ที่เป็นซิงเกิลเปิดตัวของชุดที่แล้ว ซึ่งเอ็มวีตัวนี้ทำออกมาได้ดูดีกว่าชุดก่อนที่ดูเหมือนไม่ค่อยตั้งใจถ่ายทำ เท่าไหร่
       
       แม้ Petrucci จะเป็นเจ้าของเนื้อเพลงนี้ แต่พระเอกตัวจริงที่แฟนเพลงน่าจะจับตาดูทุกครั้งในการแสดงคอนเสิร์ตสำหรับ เพลงนี้ก็คือมือคีบอร์ดของวงอย่าง Jordan Rudess
       
       แฟนๆ ที่เป็นสาวกของมือคีบอร์ดเคราแพะผู้นี้คงจะเห็นวิวัฒนาการเกี่ยวกับเครื่อง ไม้เครื่องมือของเทพแห่งคีย์ผู้นี้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การลบล้างภาพเก่าๆ ของพ่อมดประจำวงร็อกที่ต้องมีคีบอร์ดล้อมหน้าล้อมหลังในการเสกสรรพเสียง แต่สำหรับ Rudess เขาต้องการคีบอร์ดที่ทรงพลังเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในการร่ายมนตร์ในผลงาน ชุด Scenes from a Memory ที่สร้างความหลากหลายด้วยเทคนิกการ Split Keys ที่เก่งกาจ
       
       จากนั้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกของคีบอร์ดก็เข้ามาสู่ DT อย่างไม่ขาดสาย ทั้งขาตั้งที่หมุนได้อย่างอิสระที่เขานำมาใช้ใน Live at Budokan, เป็นมือคีบอร์ดชั้นนำคนแรกๆ ที่ใช้นำ Haken Continuum ซึ่งเป็น Fretless Fingerboard มานำเสนอในผลงานอัลบั้มและในคอนเสิร์ต จนถึงการชุบชีวิตให้กับ Keytar หรือคีบอร์ดแบบสะพายที่เคยตกยุคมาสิบกว่าปีให้กลับมาดูแจ่มบนเวทีคอนเสิร์ต ร็อกอีกครั้งด้วย Zen Riffer อันแสนเท่ที่เขาใช้ในการดวลท่อนโซโลกับ Petrucci ในคอนเสิร์ต
       
       แต่ในการกลับมาครั้งนี้ ใครจะเชื่อว่าของเล่นชิ้นใหม่ที่ Rudess นำมาใช้ทั้งในห้องอัดและบนคอนเสิร์ตจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่อย่าง iPhone นี่เอง
       
       iPhone นอกจากจะเป็นของเล่นสุดฮิตของคนในยุคนี้ application เกี่ยวกับดนตรีหลายๆ ตัวก็ทำออกมาได้น่าสนใจทีเดียว และคนที่มาสาธิตการทำงานของมันต่อชาวโลกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก Rudess นั่นเอง ทั้ง Ellatron ที่จะเปลี่ยนมือถือให้เป็น Mellotron ซินธีไซเซอร์รุ่นเก๋าจากยุค 60 ที่แฟนๆ ของสี่เต่าทองได้ยินก็ต้องร้องอ๋อ หรือ Wivi Band ที่สามารถเป่าลมเข้าไปในไมโครโฟนและแปรสภาพมือถือให้กลายเป็นเครื่องเป่าใน วงออร์เคสตราที่แตกต่างกันถึง 15 ชนิด (ใน Youtube จะได้เห็น Rudess เป่าประสานพร้อมๆ กัน 4 เสียง ซึ่งให้เสียงแบบวงออร์เคสตราอย่างเหลือเชื่อ)
       
       ส่วน application ที่เขาเห็นว่าเหมาะสมและเลือกเอามาใช้โซโลใน A Rite of Passage ก็คือตัวที่เรียกว่า Bebot Robot Synth ที่จะทำให้หน้าทัชสกรีน iPhone (และ iPod Touch) แปรสภาพเป็น Multi-Touch Synthesizer ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งเขาใช้มันโซโลในท่อนที่สองต่อจากท่อนโซโลกีตาร์ของ Petrucci (ที่ฟังเหมือนเสียงไก่กระต๊ากนั่นแหละครับ)

       ต่อมาคือเพลงที่ไม่หวือหวาแต่เน้นความละเลียดอย่าง Wither ที่เป็นเหมือนงานเดี่ยวของ Petrucci เพราะแต่งเนื้อร้องกับดนตรีคนเดียวเสร็จสรรพ เป็นผลงานที่ทำออกมาเพื่อหวังผลในการตัดเป็นซิงเกิลที่ 2 อย่างชัดเจน แต่ความหวานเจี๊ยบจนเจียนเลียนเพลงนี้ทำให้เพลงอย่าง The Answer Lies Within ที่แสนป็อปดูดีขึ้นมาทีเดียว
       
       จริงๆ ถ้า DT ยังต้องทำเพลงเพื่อเอาใจตลาดด้วยการหาเพลงโดนๆ มาตัดเป็นซิงเกิล สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างความดุดันของ A Rite of Passage และความอ่อนหวานของ Wither น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากกว่า อย่างที่พวกเขาเคยทำสำเร็จเอาไว้ในชุดที่แล้วกับเพลง Forsaken ที่เป็นเหมือน Bring Me To Life เวอร์ชั่น DT ที่ทั้งน่าฟังและทรงพลังไปพร้อมๆ กัน
       
       มาถึงเพลงที่แฟนๆ ตั้งตาคอยอย่าง The Shattered Fortress ภาคที่ 10-12 ของ Twelve-step Suite ผลงานการแต่งของ Mike Portnoy ที่อุทิศให้กับองค์กร Alcoholics Anonymous ที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากการเป็นทาสสุราได้สำเร็จ จนกลายเป็นมหากาพย์ 12 ภาคถ่ายทอดผ่าน 5 บทเพลงจากผลงาน 5 ชุดล่าสุดไล่ตั้งแต่ The Glass Prison, This Dying Soul, The Root of All Evil, Repentance จนถึง The Shattered Fortress
       
       หลังจากทำให้แฟนๆ แปลกใจกันไม่น้อยกับความดุดันที่หายไปจากภาคที่แล้วในเพลง Repentance หลังจากตะบี้ตะบันกันมากว่า 7 ภาคใน 3 เพลงก่อนนี้ ซึ่งเบื้องหลังนอกเหนือจากเหตุผลทางความหลากหลายของเพลงแล้ว ปัจจัยทางร่างกายของผู้แต่งที่ต้องลงมือตีกลองชุดเพลงที่มีความยาวเกือบ ชั่วโมงนี้ส่งผลให้ต้องแต่งเพลงเพลงช้ามาผ่อนคลายกล้ามเนื้อเอาไว้บ้าง ซึ่งน่าคิดว่าถ้า Portnoy เลิกเหล้าเร็วกว่านี้ในตอนที่หนุ่มและห้าวกว่านี้ ชุดเพลงบทนี้จะดุเดือดบ้าเลือดซักเพียงไหน
       
       สำหรับคนที่ตั้งตารอความเป็น Original Concept ในบทสรุปครั้งนี้ว่าจะเทียบกับภาคเปิดตำนานที่ทำได้อย่างไร้ที่ติอย่าง The Glass Prison หรือไม่อาจจะผิดหวัง เพราะในงานปิดตำนานเพลงนี้เน้นหนักไปที่การนำท่อน Motif จากภาคก่อนๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักของเพลงตลอดทั้ง 12.49 นาที จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอะไรใหม่เลย
       
       แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หน้าที่ที่แท้จริงของมันก็คือบทสรุปของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำเนินเรื่องมา ทั้งหมด เหมือนกับ Overture ของบทละครที่นำซาวด์ต่างๆ ในแต่ละส่วนมารวมกัน ซึ่งในเพลงนี้นอกจากจะนำท่อนที่แสนโดดเด่นของเพลงที่เป็น 'พระเอก' ของภาคอย่าง The Glass Prison และ This Dying Soul มาพัฒนาได้อย่างน่าสนใจแล้ว วัตถุดิบของ 'พระรอง' อย่าง The Root of All Evil และ Repentance ก็ถูกนำมาทำใหม่ให้น่าฟังขึ้นกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำ ถือเป็นการเล่นแร่แปรธาติที่น่าสนใจอีกครั้งของวงที่ได้ชื่อว่าหยิบเล็กผสม น้อยจากแรงบันดาลใจต่างๆ กัน มาเป็นผลงานของตนเองได้อย่างกลมกลืน แม้ส่วนตัวจะหวังลึกๆ ถึงบทสรุปของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ทั้งในส่วนเนื้อหาและดนตรี
       
       อีกเพลงของ Portnoy ผู้ที่เคยออกตัวเสมอว่าเขียนเพลงรักไม่เป็น (เขียนเป็นแต่ Hate Song) กลายเป็นงานที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของชุดนี้อย่าง The Best of Times เพลง ที่เขาแต่งให้พ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายได้ฟังก่อนเสียชีวิตเมื่อต้น ปีที่ผ่านมา ซึ่งเพลงที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ DT เคยแต่งออกมาให้ฟังกันแล้ว ทั้ง Take Away My Pain ที่ Petrucci แต่งให้การจากไปของพ่อของเขา และ A Change of Seasons ที่ Portnoy แต่งหลังจากที่เขาสูญเสียผู้เป็นแม่ไป
       
       จากอินโทรที่ใครๆ ก็ต้องเดาว่าเป็นเพลงแสนเศร้า แต่ทันใดเสียงปั่น appegio จากนรกของ Petrucci ก็ปลุกให้ตื่นจากภวังค์เข้าสู่ภาคที่เต็มไปด้วยพลัง เนื้อเพลงกล่าวถึงการผจญภัยในอดีตของ Portnoy และพ่อของเขา ดนตรีไม่ซับซ้อนเหมือนเพลงทั่วๆ ไปของ DT (ท่อน Verse ทำให้นึกถึง Blood On Blood ของ Bon Jovi ไม่น้อย ซึ่งเป็นเพลงที่กล่าวถึงเพื่อนและความผูกพันธ์ในอดีตเช่นกัน)
       
       แม้จะเป็นเพลงของ Portnoy ทั้งคู่ แต่ถือเป็นสองเพลงที่ท่อนโซโลของ Petrucci ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่าในเพลงที่เขาแต่งเนื้อร้องเองเสียอีก โซโลท้ายเพลง The Shattered Fortress ลีลาปั่นทำให้นึกไปถึงสมัยชุด Awake ทั้งในท้ายเพลง Lies หรือ Erotomania ขณะที่ท่อนโซโลในเพลง The Best of Times ที่ตีความตามเสียงเครื่องสายจากคีบอร์ดของ Rudess ซึ่งให้สำเนียงที่เศร้าแต่ทรงพลัง แสดงออกถึงความกล้าหาญของผู้ที่กำลังจากไป และการยืนหยัดของผู้ที่สูญเสีย (แนวเครื่องสายอยู่ในอารมณ์เดียวกับ Tears ของ X Japan ที่โยชิกิอุทิศต่อการจากไปของพ่อของเขาเช่นกัน)

       มาถึง 2 เพลงผลงานของนักแต่งมือหนึ่งของวงอย่าง John Petrucci ซึ่งงานนี้ยังคงจับเรื่องสยองๆ มาเป็นธีมของเนื้อหาอีกครั้งหนึ่ง และไม่ธรรมดาอีกเช่นเคย
       
       แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง A Nightmare to Remember กล่าวถึงประสบการณ์ในการไปงานเลี้ยงแต่งงานของเขาและสมาชิกในครอบครัวเมื่อ ยังเป็นเด็กน้อย แต่การไปเที่ยวที่แสนอบอุ่นในครอบครัวนั้นลงท้ายด้วยอุบัติเหตุที่เกือบจะ เป็นเรื่องเศร้าของครอบครัว เมื่อมีใครซักคนได้ฝ่าไฟแดงมาประสานงากับรถของครอบครัว Petrucci จนต้องหามส่งโรงพยาบาลกันไป (ผมอนุมานเอาว่าหมอนั่นเมาแล้วขับ เพื่อให้ชื่อบทความเข้ากับเพลงของ Portnoy แต่ในเนื้อเพลงไม่ได้ระบุเหตุจูงใจในการแหกสัญญาณไฟของเขา ท่านผู้อ่านจินตนาการอย่างไรก็สุดแท้แต่ และอย่างที่รู้ดี...เรื่องนี้จบในภาคครับ)
       
       โครงสร้างดนตรีแต่งออกมาเข้ากับการเดินทางของเนื้อเรื่องในแต่ละส่วน อย่างลงตัว เริ่มเพลงในสไตล์ฮาร์ดร็อกกับเสียงรำพึงรำพันถึงความหลังที่ไม่คาดคิดขณะที่ ครอบครัวกำลังออกเดินทางอย่างมีความสุข ทันใดซาวด์ดนตรีก็เปลี่ยนไปเพื่อตอบรับอารมณ์หวาดผวาของอุบัติเหตุบนถนนที่ ไร้คำเตือนใดๆ
       
       หลังจากท่อนคอรัสแล้ว ซาวด์ก็จะแผ่วลง เมื่อเด็กชาย Petrucci ถูกนำตัวมาถึงโรงพยาบาล อารมณ์ตอนนั้น มึนงงแต่ทำอะไรไม่ถูก แต่ทันทีที่หมอให้ยาเพื่อระงับความเจ็บปวดแก่เขา จังหวะนั้นเองที่เสียงคีบอร์ดของ Rudess ได้ทำหน้าที่แทรกซึมสำเนียงที่แสนไพเราะเข้าสู่โสตของผู้ฟัง ถ่ายทอดประสบการณ์เมามอร์ฟีนครั้งแรกของเด็กชาย Petrucci ได้อย่างวิเศษ ทั้งเสียงร้องของ Labrie และทำนองเพลง สอดประสานกันเป็นสำเนียงที่ไพเราะที่สุดของอัลบั้มนี้ เทียบเท่าท่อน Bridge ที่แสนไพเราะ ของ Yes ใน Close to the Edge หรือ Paranoid Android ของ Radiohead ทีเดียว
       
       หลังจากท่อนโซโลแล้ว จะเป็นท่อนสำรอกที่เปลี่ยนคนร้องเป็น Portnoy แทนเพื่อหวังถ่ายทอดอารมณ์เกรี้ยวกราดให้ดีกว่าเสียงของ Labrie ซึ่งก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่น่าจะดุดันกว่านี้ถ้าเขาจะร้องผ่าน Distortion อีกที หรือสองคนร้องประสานกันไปเลยก็น่าสนใจไปอีกแบบ
       
       สู่เพลงสุดท้ายซึ่งเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในชุดนี้อย่าง The Count of Tuscany เป็นเรื่องราวชวนสยองขวัญ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นมุมกลับของ Hotel California ของ The Eagles อยู่ในที
       
       หลังจากปูเสื่อโหมโรงในสไตล์ DT กันได้ 3 นาที เข้าสู่ดนตรีท่อน Verse ที่ผสมผสานซาวด์อันคลาสสิกของ Iron Maiden และ Metallica อย่างชัดเจนมาก ทั้งซาวด์กีตาร์ที่บรรยายภาพถึงการเดินทางแบบเต็มสปีด(ท่อนที่สองที่อยู่ใน ปราสาทแล้วกีตาร์จะลดความเร็วโน้ตลงครึ่งหนึ่ง) ส่วนท่อนส่งกลองและเบสทำให้นึกถึงงานในชุด And Justice for All เหลือเกิน (สังเกตว่าชุดนี้ท่อนโซโลของ Petrucci ใช้ Wah Wah เยอะเป็นพิเศษ อันถือเป็นไม้ตายของ Kirk Hammett อีกที)
       
       หลังผ่านความสยองที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องไปแล้ว ครึ่งหลังของเพลงจะเน้นที่ความละเมียดละไม กับซาวด์อันเวิ้งวางและโอ่อ่าจากเอฟเฟคเลียนเสียงเครื่องสายของ Petrucci ที่ให้บรรยากาศคล้ายตอนขึ้นต้นของ Octavarium (ฟังครั้งแรกนึกว่าเป็นการเล่น Steel Guitar ของ Rudess ซึ่งถ้าในคอนเสิร์ตลองมาแจมกับ Continuum ด้วยก็คงน่าสนใจไม่น้อย)
       
       หลังจากจบเพลงนี้ไปอย่างยิ่งใหญ่สมกับการปิดฉกาผลงานชุดที่ 10 ของพวกเขา แฟนเพลงที่ฟังจบทั้งอัลบั้มแล้วคงมีหลายเรื่องอยู่ใจแตกต่างกันไป
       
       ก่อนจะออกผลงานชุดนี้ Portnoy สัญญากับแฟนเพลงของเขาว่าผลงานชุดนี้จะเป็นเหมือนการรวมเพลงสไตล์ 'มหากาพย์' ที่เป็นตำนานในอดีตของพวกเขามาร่วมอยู่ในอัลบั้มเดียว ทำให้แฟนบางส่วนที่ยังคงรอคอยให้พวกเขากลับมาทำงานที่เน้นสัดส่วนความสวยงาม พอๆ กับความหนักหน่วงเหมือนในยุคแรกได้มีความหวังกันอีกครั้ง แต่ได้พิสูจน์แล้วว่าชุดนี้พวกเขายังคงมุ่งมั่นทำงานโปรเกรสซีฟ เมทัล ที่เน้นซาวด์เมทัลร่วมสมัยเป็นหลักต่อไป
       
       ซึ่งมองในมุมความเป็น Epic ถ้าวัดกันที่เวลาของแต่ละเพลงแล้ว แน่นอนทุกเพลงเป็นมหากาพย์จริง แต่ถ้าวัดความยิ่งใหญ่กับเพลงสไตล์เดียวกันนี้ในอดีตของพวกเขา เชื่อแน่ว่าแฟนเพลงหลายๆ คนคงต้องการอะไรที่ 'ศักดิ์สิทธิ์' มากกว่านี้
       
       ส่วนตัวที่รู้สึกแปลกใจในผลานชุดนี้ก็คือ ตั้งแต่ฟังงานของพวกเขามา งานแต่ละชุดที่ผ่านมาจะมีสำเนียงเป็นของตัวเองที่ไม่ซ้ำกัน ชนิดที่เรียกได้ว่าเปิดมาปุ๊ปก็รู้ทันทีว่ามาจากยุคไหนชุดอะไร แต่ผลงานชุดนี้สำเนียงหลายๆ อย่างยังไม่หนีความเป็น Systematic Chaos ซักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะธีมของอัลบั้มที่ยังวนเวียนกับเรื่องสยองขวัญคล้ายๆ กับชุดที่แล้ว ทีมงานที่เหมือนเดิมเกือบทั้งหมด ที่ส่งผลต่อซาวด์โดยรวมโดยตรง ทั้งเสียงกีตาร์ที่เน้นความสยองขวัญที่ออกมาคล้ายๆ กัน ตลอดจนน้ำเสียงคีบอร์ดในท่อนโซโลหลายๆ เพลงก็ยังให้อารมณ์แบบ Chaos ที่ไม่ต่างจากชุดที่แล้ว
       
       อย่างไรก็ดี ถ้าเทียบกันแล้ว Black Clouds & Silver Linings ถือเป็นผลงานที่พวกเขาเน้นมากกว่าหลายชุดที่ผ่านมา สังเกตที่แต่ละเพลงที่ถูกแต่งออกมามีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นคลาสสิกเซ็ตลิสต์ ของแฟนเพลงในอนาคตเกือบทุกเพลง แต่ละเพลงเกิดจากคอนเซ็ปท์ที่แข็งแกร่งและชัดเจน พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีเพลงประเภทแต่งขึ้นมาเพื่อขัดตาทัพเลย (ไม่นับ Wither) แต่ละเพลงพร้อมจะเป็นไฮไลท์ของคอนเสิร์ตได้ทุกเมื่อ
       
       การ รักษามาตรฐานที่ไม่เคยตกไปจากคำว่า 'ยอดเยี่ยม' (จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความคาดหวังของแฟนเพลงแต่ละคน) เชื่อแน่ว่าพวกเขาจะยังคงรักษาสถานะวงขวัญใจแฟนเพลงผู้พิศมัยความท้าทายอยู่ ต่อไป และคงจะทำให้ลุ้นกันได้ลึกๆ อีกครั้งว่าความเสมอต้นเสมอปลายตรงนี้จะทำให้พวกเขากลับมาเปิดการแสดงที่ เมืองไทยอีกครั้ง หลังจากมาทัวร์สนับสนุนผลงานล่าสุดกันที่นี่ 2 ชุดติดต่อกันแล้ว ซึ่งจากมาตรฐานของ Black Clouds & Silver Linings มั่นใจว่าผลตอบรับของแฟนเพลงก็คงจะยอดเยี่ยมอีกเช่นเดิม
       
เรื่องแนะนำ:
บทวิจารณ์ร้อน
  คำสั่ง โหวต
21 คะแนน โดย pjim99 เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
http://pjim99.atcloud.com/
ศิลปินเพลง ไม่ใช่โปรโมท
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
21 คะแนน โดย pjim99 เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
http://pjim99.atcloud.com/
ศิลปินเพลง ไม่ใช่โปรโมท
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย aod10 เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
เพื่อนๆลงกระทงกันเยอะมาก ถ้าไปเยี่ยมไม่ทั่วถึงต้องขออภัยด้วยครับ
...................
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย augrust เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
long live the king

ชอบครับแต่ไม่มีเวลาติดตามสักเท่าไหร่บังเอิญแวะไปอ่านข่าวแล้วเจอมาก็เลยเอามาฝาก
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย bassaholic เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
ไปดู Lamb of God กัน
เย้ๆ มีคนฟัง AA Suites ในเมืัองไทยด้วยเหรอ???
ดีใจจังที่มีคนฟังด้วยนึงว่าผมบ้าอยู่คนเดียว
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย CANNIBAL เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
สิ่งใดจะสำคัญกว่าความสุขที่เกิดจากใจ ฉันรู้และเข้าใจจึงทำให้ชีวิตของฉันนั้นง่ายดาย
โดย bassaholic เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
I'll do anything for a smile, holding you close 'til my time is gone.
เย้ๆ มีคนฟัง AA Suites ในเมืัองไทยด้วยเหรอ???
ดีใจจังที่มีคนฟังด้วยนึงว่าผมบ้าอยู่คนเดียว

_____________________________________________________________

-*- โทดนะคุณ
คนไทย มีอยู่ กี่ สิบล้านคนคับเนี้ย
แหม๋ พูดมาได้
"นึกว่ามีผมฟังอยู่คนเดียว"

เหอๆ
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้
เรื่องล่าสุด: บันเทิง
เรื่องเด็ดๆ