หลักธรรมเรื่องวิปัสสนากรรมฐานและสมถะกรรมฐานที่ทำให้เกิดอภิญญา6

นี่คือหลักธรรมเรื่องวิปัสสนากรรมฐานและสมถะกรรมฐานที่ทำให้เกิดอภิญญา6วึ่งทำให้สามารถละกิเลศและบรรลุมรรคผลเป็นอรหันตผลหรือพระอรหันต์ได้ครับโดยเนื้อหาจะมีดังนี้ครับ
1.เรื่องวิปัสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา, กรรมฐานทำให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริง หมายถึงการปฏิบัติธรรมที่ใช้ปัญญาพิจารณาเป็นหลัก

วิปัสสนากรรมฐาน บำเพ็ญได้ โดยการพิจารณาสภาวธรรมหรือนามรูป คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะอินทรีย์ให้เห็นตามความเป็นจริง คือ เห็นด้วยปัญญาว่าสภาวธรรมเหล่านี้ ตกอยู่ในสามัญลักษณะหรือไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มุ่งอบรมปัญญาเป็นหลักคู่กับ สมถกรรมฐาน ซึ่งมุ่งบริหารจิตเป็นหลัก ในคัมภีรทางพระศาสนาทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั่ว ๆ ไปมักจัดเอาวิปัสสนาเป็นแค่ สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา เพราะในวิภังคปกรณ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างนั้น ทั้งนี้ก็ยังพอจะอนุโลมเอาวิปัสสนาว่าเป็นภาวนามยปัญญาได้อีกด้วย เพราะในฏีกาหลายที่ท่านก็อนุญาตไว้ให้ ซึ่งท่านคงอนุโลมเอาตามนัยยะพระสูตรอีกทีหนึ่ง และในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคท่านก็อนุโลมให้เพราะจัดเข้าได้ในภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุข้อ 10.

รายละเอียดวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือการเจริญปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ การปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4 ดังบรรยายไว้โดยละเอียดในมหาสติปัฏฐานสูตร ในพระไตรปิฎก

ระหว่างปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อผู้ปฏิบัติกำลังมนสิการขันธ์ 5 อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่โดยไตรลักษณ์ ผู้ปฏิบัติอาจเกิดวิปัสสนูปกิเลส (คือ อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา 10 อย่าง) ชวนผู้ปฏิบัติให้เข้าใจผิด คิดว่าตนได้มรรคผลแล้ว คลาดออกนอกวิปัสสนาวิถีได้
ตามหลักการที่พระพุทธเจ้าและพระอรรถกถาจารย์ได้วางไว้ เราสามารถทราบอารมณ์ของวิปัสสนาได้ด้วยการไล่ตามวิถีจิตไปตามกฏเกณฑ์และตามหลักฐาน ซึ่งจะพบว่ามีทั้งปรมัตถ์และบัญญัตติเป็นอารมณ์ กล่าวคือ เมื่อคิดถึงวิปัสสนาภูมิ เช่น ธรรมะ 201 เป็นต้นตอนที่ทำวิปัสสนาอยู่ ก็มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์, แต่เมื่อนึกถึงพระพุทธพจน์ เช่น ชื่อของธรรมะ 201 หรือ อาการของขันธ์เช่น ไตรลักษณ์ หรือ อิริยาบถต่างๆ เป็นต้น เป็นเครื่องกำหนด วิปัสสนาก็จะมีบัญญัติเป็นอารมณ์.

วิปัสสนาภูมิ ตามที่แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคนั้น ได้แก่ ธรรมมะ 201 เป็นต้น เช่น

ขันธ์ 5
อายตนะ 12
ธาตุ 18
อินทรีย์ 22
อริยสัจ 4
ปฏิจจสมุปบาท 12
วิปัสสนาภูมิที่ยกมานี้ ท่านเอามาจากพระไตรปิก เช่นจาก สติปัฏฐานสูตร (ม.มู.) สังยุตตนิกาย (สุตฺต.สํ.) วิภังคปกรณ์ (อภิ.วิ.) เป็นต้น. ที่ทราบได้ว่า วิสุทธิมรรคยกมาพอเป็นตัวอย่าง เพราะท้ายของวิปัสสนาภูมิทั้ง 6 นี้ มี อาทิ ศัพท์ (แปลว่า เป็นต้น) อยู่ด้วย. ฉนั้น ในปรมัตถมัญชุสา วิสุทธิมรรคมหาฏีกา จึงอธิบายอาทิศัพท์ ว่า หมายถึงอาหาร 4 เป็นต้นด้วย และกล่าวต่อไปอีกว่า ให้ท่านผู้อ่านเทียบเคียงธรรมะหมวดอื่นๆ ตามนัยนี้ได้อีก.
ในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฏีกานั้น จะไม่มีการจำกัดให้วิปัสสนามีแต่ปรมัตถ์เป็นอารมณ์ เพราะในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาก็มีทั้งจุดที่ท่านแสดงให้วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์และเป็นบัญญัติก็มี ส่วนมติว่า วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์เท่านั้น เป็นมติของอาจารย์ชาวพม่ารุ่นหลังซึ่งเชิญเข้ามาในสมัยของพระอาจารย์ อาจ อาสภมหาเถระ มีอาจารย์เตชิน และอาจารย์สัทธัมมโชติกะ เป็นต้น. ในฝ่ายไทยเมื่อตรวจสอบตามสายวัดป่า ก็พบว่า ไม่มีข้อบัญญัติว่า วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์เท่านั้น มาแต่เดิม
2.สมถะกรรมฐาน
สมถกรรมฐาน คือกรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ ได้แก่การปฏิบัติธรรมด้วยการบริกรรม เป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิตโดยใช้สติเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับการใช้ปัญญา มุ่งให้จิตสงบ ระงับจากนิวรณ์ซึ่งเป็นตัวขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีเป็นสำคัญ

สมถกรรมฐาน เป็นอุบายวิธีที่หยุดความฟุ้งซ่านแห่งจิตซึ่งมักจะฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ กล่าวคือ หยุดความคิดของจิตไว้ โดยใช้สติยึดดึงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาบริกรรมจนกระทั่งจิตแนบแน่นในอารมณ์นั้น และสงบระงับไม่ฟ้งซ่านต่อไป
สมถกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มุ่งบริหารจิตเป็นหลัก คู่กับ วิปัสสนากรรมฐาน ที่มุ่งการอบรมปัญญาเป็นหลัก
และเจริญกรรมฐานทั้งสองจะได้อภิญญา6โดยข้อ1-5จะได้จากสมถะกรรมฐานและข้อสุดท้ายเป็นอานิสงค์ที่ได้จากวิปัสสนากรรมฐาน
1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ได้
2. ทิพพโสตญาณ มีหูทิพย์ได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน
3. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
5. ทิพจักขุญาณ ตาทิพย์
6. อาสวักขยญาณ ทำกิเลสอาสวะให้สิ้น
โดยกิเลศอาสวะหมายถึงหรืออาวะกิเลสคือ
อาสวะกิเลส และ สัญญา
อาสวะกิเลส หมายถึง กิเลสสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวหรือรับคุณธรรมได้ยาก ที่แอบซ่อนนอนเนื่องซึมซาบย้อมจิต เพียงรอสิ่งที่มากวน มากระตุ้นเร้าให้กิเลสที่นอนเนื่องตกตะกอนนอนก้น คืออยู่ในลักษณาการที่ดับลงไปอย่างชั่วคราวที่อยู่ในจิตให้ขุ่นมัวคุกรุ่นขึ้นมาเป็นกิเลสหรือองค์ธรรมสังขารกิเลสต่อไปนั่นเอง กล่าวคือ ไปเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันร่วมกับอวิชชา จึงยังให้เกิดองค์ธรรมสังขารความคิดหรือการกระทำตามที่ได้สั่งสมไว้หรือสังขารกิเลส และกำเริบเสิบสานดำเนินต่อไปให้เป็นอุปาทานทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ต่อไป

หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ดังนี้ก็ได้ว่า อาสวะกิเลส คือ ความจำ แต่แตกต่างจากสัญญาหรือความจำโดยทั่วไปหรือความจำในขันธ์ ๕ กล่าวคือ ประกอบด้วยสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมอง ที่นอนเนื่องอยู่ในจิต กล่าวคือ มีความจำได้อยู่ในจิต อันอาศัยหทัยวัตถุหรือสมอง แต่ยังไม่ได้เกิดการผุดระลึกขึ้นมา และประกอบไปด้วยสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวหรือเศร้าหมองเนื่องจากแฝงด้วยกิเลสต่างๆอันสั่งสมมาแต่อดีต ดังเช่น กิเลสตัณหาอุปาทานต่างๆในอดีตทั้งหลายนั่นเอง
ที่เราเอามาให้ทุกคนดูก็เพราะเพื่อให้ทุกคนมีสมาธิและเห็นเกี่ยวกับตัวเราและใช้ปัญญาพิจารณาอย่างฉลาดซึ่งการนี้นำมาซึ่งการบรรลุนิพพานเผาผลาญกิเลสครับและโปรดใช้วิจารณญาณในการวิจารณ์ครับผมและผมเอาภาพท่านพระอาจารย์ให้ดูให้รำลึกถึงคุณของท่านครับที่เป็นผู้รักษาพระพุทธศาสนาแล้วกล่าวถึงพระคุณของท่านสอนให้ลูกศิษย์ซึ่งพระภืกษุด้วยกันบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานครับ
และผมขอระลึกถึงคุณท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระครับ








Tag:
ประเภท: อื่นๆ ชนิด: บทความ
บทวิจารณ์: 11 คนอ่าน: 18,383
โดย: คนรักชาติไทย
มากกว่า 4 ปีที่แล้ว
19
หลักธรรมเรื่องวิปัสสนากรรมฐานและสมถะกรรมฐานที่ทำให้เกิดอภิญญา6
เรื่องแนะนำ
กระทงร้อน