นอนฟังเสียงฝนตก อยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆชื่อของนกกระจาบ มักจะมากับนิทานเรื่องพ่อนกกระจาบที่ออกไปหาอาหารแล้วเพลียหลับอยู่ในดอกบัว ที่เมื่อยามพลบค่ำก็จะปิดกลีบลง ทำให้ติดอยู่ทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็พบว่าไฟไหม้รังและแม่นกกระจาบตายไป (บ้างก็ว่าแม่นกกระจาบกระโดดเข้ากองไฟ) และต้องตามมาพบกันใหม่ในชาติหน้า
Tag:
นกกระจาบทองแห่งท้องทุ่ง
ชื่อของนกกระจาบ มักจะมากับนิทานเรื่องพ่อนกกระจาบที่ออกไปหาอาหารแล้วเพลียหลับอยู่ในดอกบัว ที่เมื่อยามพลบค่ำก็จะปิดกลีบลง ทำให้ติดอยู่ทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็พบว่าไฟไหม้รังและแม่นกกระจาบตายไป (บ้างก็ว่าแม่นกกระจาบกระโดดเข้ากองไฟ) และต้องตามมาพบกันใหม่ในชาติหน้า
แต่นกกระจาบจริงๆแล้ว กลับไม่ยักมีนิสัยแบบในนิทาน
ในประเทศไทย มีนกกระจาบอยู่ 3 ชนิด คือ
1. นกกระจาบธรรมดา (baya weaver)
2. นกกระจาบอกลาย (streaked weaver)
3. นกกระจาบทอง (asian golden weaver)
โดย นกกระจาบธรรมดามีแหล่งกระจายมากที่สุด คือ ทุกภาคของประเทศไทย และเป็นนกที่คนไทยชอบเก็บรังมาขายเพื่อประดับตกแต่งบ้านมากที่สุด(ไม่เกี่ยวกับรังนกแอ่นกินรังนะ)
นกกระจาบอกลาย พบได้ที่ภาคกลางและภาคเหนือ
ส่วนนกกระจาบทอง มีแหล่งกระจายพันธุ์อยู่ที่ภาคกลางนี่เอง
นกกระจาบทั้งหลายเคยมีอยู่ทั่วไป เห็นกันดกดื่น แต่เนื่องจากเค้าเป็นนกทุ่ง ก็ต้องอยู่ตามทุ่ง แต่ท้องทุ่งของไทยก็ได้ลดลงไปตั้งมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อทุ่งลด นกก็ลดลงไปด้วย ทำให้นกกระจาบ กำลังกลายเป็นนกที่หายากขึ้นเรื่อยๆ




















































ตัวผู้จะมีสีเหลืองทองไปทั้งตัวในช่วงฤดูผสมพันธุ์ (ปลายฤดูร้อน ถึงกลางฤดูฝน) ทำให้แยกออกจากนกกระจาบธรรมดาได้อย่างชัดเจน เพราะในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์นกกระจาบทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีสีออกน้ำตาลคล้ายคลึงกัน
และคล้ายกับนกกระจาบธรรมดาด้วย
ในช่วงแห่งการสืบต่อเผ่าพันธุ์นี้ ตัวผู้ซึ่งมีสีสันสดใส จะหาวัสดุมาสร้างรังและเลือกสถานที่ทำรังด้วยตัวเอง โดยใช้กกธูปฤษีเป็นเสาหลัก เค้าจะมัดยอดกกธูปฤษีเข้าด้วยกันและสานรังด้วยใบหญ้าจนเป็นรังขึ้นมา โดยรังจะอยู่เหนือน้ำประมาณ1เมตร
สำหรับนกกระจาบทอง เมื่อตัวผู้สร้างรังจวนจะเสร็จ ก็จะไปชวนตัวเมียมาสำรวจรังว่าเรียบร้อยดีไหม พอใจไหม ถ้าพอใจ ตัวเมียก็จะตกลงปลงใจด้วย และต่อเติมเรือนหอจนเสร็จ วางไข่ และเลี้ยงลูกตามลำพัง
เจ้าสาวเตรียมสำรวจเรือนหอ
ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ถ้าเราจะพบว่าที่ที่เราพบรังนกกระจาบ จะมีรังมากมายหลายรัง แต่มีตัวผู้เพียงตัวเดียว
สำหรับที่ที่เค้าทำรังคราวนี้เห็นตัวผู้หลายตัว ตัวเมียหลายตัวมาก และมีรังทั้งที่เสร็จ กำลังจะเสร็จ และเพิ่งเริ่มสร้าง รวมเป็นสิบรังได้
สำหรับที่ที่เค้าทำรังคราวนี้เห็นตัวผู้หลายตัว ตัวเมียหลายตัวมาก และมีรังทั้งที่เสร็จ กำลังจะเสร็จ และเพิ่งเริ่มสร้าง รวมเป็นสิบรังได้
นกชนิดนี้โดยปรกติเป็นนกที่ชอบหลบซ่อนตัวและออกหากินในเวลากลางคืนตามชื่อสามัญ แต่ก็ออกหากินในช่วงกลางวันด้วย มักพบหากินโดดเดี่ยวตามลำห้วยในป่า เช่นเดียวกับนกยางอื่นๆ นกยางลายเสือหาอาหารโดยการเดินย่องหาอาหารตามข้างลำธาร หรือยืนนิ่งๆ เมื่อพบเหยื่ออันได้แก่ ปลา กบ เขียด แมลง ไส้เดือน เป็นต้น ก็จะจับกลืนเข้าไปทั้งตัว โดยปรกติจะพบนกชนิดนี้ตามลำห้วยเล็ก น้ำไหลเอื่อย มีกอไผ่ปกคลุมจนร่มครึ้ม ในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าชั้นรอง ที่ลุ่มน้ำขังในป่าดงดิบ จากพื้นราบถึงความสูงระดับไม่เกิน 1220 เมตรจากระดับน้ำทะเล
นกยางลายเสือมีแหล่งทำรังวางไข่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หมู่เกาะนิโคบาร์ ภาคใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หมู่เกาะฟิลิปปินส์ นกจะทำรังวางไข่ในช่วงฤดูฝนโดยการนำกิ่งไม้มาซ้อนกันหยาบๆพอวางไข่ได้ ซึ่งรังจะโปร่งมากจนสามารถมองเห็นไข่ได้จากทางด้านล่าง รังมักอยู่สูงจากพื้น 5-8 เมตร วางไข่ครอกละ3-5ฟอง เปลือกไข่ขาวมีแต้มสีออกฟ้า ขนาด37.2x46.2มม.
สำหรับประเทศไทยเป็นทั้งนกประจำถิ่น นกอพยพผ่าน และมีรายงานการทำรังในเมืองไทยบ้างเล็กน้อยบริเวณรอบๆอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยมีรายงานการพบนกทั่วทุกภาคยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปี2548มีรายงานการพบ5-6ตัวที่โรงเรียนนายร้อย จปร. และปี 2549นี้ก็มีรายงานการพบออกมาเดินหากินที่บริเวณเดิมอีกเมื่อประมาณวันที่25 มิถุนายนนี้เอง
เท่าที่สังเกต นกสองตัวนี้มีจุดที่แตกต่างกันคือตัวหนึ่งมีหนังเปลือยเปล่าที่หน้าและรอบตาสีฟ้า ในขณะที่อีกตัวหนึ่งมีหนังสีเขียวอมเหลือง จากหลักฐานภาพถ่ายและจากคำบอกเล่าผู้รู้บอกว่าตัวแรกเป็นตัวผู้และอีกตัวเป็นตัวเมีย
ภาพนกยางลายเสือที่ถ่ายมานี้ถ่ายได้ในระยะใกล้เนื่องจากนกเดินหากินเรื่อยๆเข้าหากล้องซึ่งตั้งอยู่หลังบังไพร
สวยดี
นกกาบบัว
นกกาบบัว / Painted Stork / Mycteria leucocephala
นกกาบบัว อยู่ในวงศ์นกกระสา Family Ciconliidae สกุลนกกาบบัว Genus Mycteria ชื่อสกุลมาจาก mukter เป็นรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่าจมูกหรือลำตัว ( mukterizo ) แปลว่ายกจมูกขึ้น และ ius เป็นรากศัพท์ภาษาละติน แปลว่าคล้ายหรือต่อเนื่อง ความหมายคือ " ปากยาวใหญ่ " นกในสกุลนี้มีปากยาว แบนข้างเล็กน้อย โคนปากกว้าง สันขากรรไกรบนมนและโค้ง ขากรรไกรล่างเว้า รูจมูกเป็นรูปไข่ ตั้งอยู่โคนขากรรไกร หัวและใต้คอไม่มีขนคลุม แต่ท้ายทอยและคอมีขนคลุม ขายาว น่องทางครึ่งบนมีขนคลุม นิ้วยาว , ขนคลุมโตน ขนหางด้านล่างยาวมาก และงอกยาวพ้นขนหาง ทั่วโลกมีนกในสกุลนี้ 4 ชนิด ประเทศไทยพบ 2 ชนิด คือ นกกระสาปากเหลือง ( Milky Stork ) และ นกกาบบัว ( Painted Stork )
ภาพชุดนี้ถ่ายมาจาก สวนสัตว์เปิดเขาเขียว บริเวณต้นไม้หน้ากรงนกใหญ่
นกกาบบัว เป็นนกขนาดใหญ่มาก ความยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 100 - 102 ซม. ปากยาวตอนปลายปากมักมนและโค้งลงเล็กน้อย หัวเล็ก คอค่อนข้างยาว ปีกกว้างและยาว หางสั้น ขายาว นกทั้งสองเพศสีสันคล้ายกัน นกที่เต็มวัย ปากสีเหลือง ลำตัวสีขาว บริเวณปีกมีแถบสีชาวสลับดำ อก และ ปลายปีกมีแถบสีดำ ขนโคนปีก ขนคลุมขนปีกแถวนอก และ ขนบริเวณตะโพก เป็นสีชมพู ขอบขนแต่ละเส้นเป็นสีขาว ขนชมพูอมขาวนี้ ยาว ออกไปจนถึงตะโพก และ หาง มองดูเผินๆ คล้ายกับ ว่าใครเอาสี ชมพูสดๆ มาแต่งแต้ม ไว้ เป็นที่มาของชื่อสามัญของนกชนิดนี้ ว่า Painted Stork ปากของนกกาบบัว สีเหลือง แกม ส้ม แต่ ตอนโคนปากสีเขียวปนเทา ม่านตาสีเหลือง บริเวณหัว เป็น หนังเปลือยเปล่า สีเหลืองแกมส้ม เช่นเดียวกับปาก ขา และ นิ้วเท้า สีน้ำตาลแกมแดงอ่อนๆ ขาและนิ้วเท้าสีน้ำตาลหรือสีแดง ในฤดูผสมพันธุ์ ผิวหนังบริเวณใบหน้าเป็นสีแดง
ปกติอาศัยหากินเป็นฝูงตามแหล่งน้ำ เช่น บึง หนองน้ำ ขนาดใหญ่ ทุ่งนา หรือชายทะเล ที่เป็นโคลนเลน ห่างไกลจากบ้านคน มันหาอาหาร โดยเดินลุยไปตามแหล่งน้ำ ที่ระดับน้ำไม่ลึกมากนัก อ้าปากเกือบตลอดเวลา ตาคอยจ้องหาเหยื่อในน้ำ เมื่อพบจะใช้ปากงับ แล้วคาบเอาไว้ สักพักหนึ่งจึงเงยหัวขึ้นเล็กน้อย อ้าปากกว้างขึ้นแล้วกลืนเหยื่อลงไปทั้งตัว บางครั้งมันจะ เดิน ไปตามทุ่งหญ้าเพื่อจิกแมลง ตัวหนอน เมื่ออิ่มแล้วมันมักยืนขาเดียว พักผ่อน ใช้ปากไซ้ขน หรือ กางปีกผึ่งแดด
อาหาร นกกาบบัว กินสัตว์น้ำเป็นส่วนใหญ่ชอบเดินหาอาหารพวกปลา กบ เขียด ลูกปู ปลา กุ้ง หอย นอกจากนี้ยังกิน แมลง และ ตัวอ่อนของแมลง
ตามปกติเรามักไม่ค่อยพบเห็นนกกาบบัวครั้งละหลายๆตัว นอกจากใน ฤดูผสมพันธุ์ ซึ่ง นกจะพากันมาทำรังวางไข่ บนต้นไม้ต้นเดียวกัน หรือ ต้นไม้ ใกล้ๆกัน นกกาบบัวผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน เป็นนกผัวเดียวเมียเดียว ตลอดฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งอาจ ตลอดชีวิตก็ได้ มักทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม บนยอดไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นใกล้แหล่งน้ำหรืออยู่ในแหล่งน้ำ เช่น ต้นยางนา ต้นเทียะ ต้นกระทุ่มน้ำ เป็นต้น ก่อสร้างรัง มันจะจับคู่และเกี้ยวพาราสีกันด้วยการหันหน้าเข้าหากัน ผงกหัวพร้อมกับ ขยับขากกรรไกรให้กระทบกันจนเกิดเสียงดัง บางครั้งก็ใช้ปากกระทบกัน จากนั้นมันจะผสมพันธุ์กัน แล้วนกทั้งสองเพศจะช่วยกันหาวัสดุ เลือกสถานที่ และ
นกสวยงามดี
นกกาบบัวมีแหล่งทำรังวางไข่ขนาดใหญ่ อยู่ทางตอนใต้ของปากีสถาน , อินเดีย ( ยกเว้นภาค ตะวันออก เฉียงเหนือ ) , ภาคใต้ของเนปาล , ศรีลังกา , บังคลาเทศ , อาจพบทาง ตอนใต้ของจีนด้วย , ประชากรในฤดูนอกผสมพันธุ์บางส่วนอพยพไปหากินที่ ส่วนอื่นของปากีสถาน , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย , บังคลาเทศ โดยสมทบกับนกประจำถิ่น ในประเทศนั้นๆ หรือหากินในส่วนอื่นของประเทศที่ปกติไม่พบนกกาบบัวชนิดที่อยู่ประจำถิ่นมาก่อน
ได้สาระ~~
ขอบคุณมากสำหรับความรู้ครับ
+
good
สวยค่ะพี่ชาย สีสันสวยงามมาก
แหล่มกั๊บ
ชอบเสียงร้องของนก
ฮ. นกฮูก หุหุ
...เคยเห้นแต่นกกระจาบธรรมดาค่ะ..
แต่นกกระจาบอกลายกับนกกระจาบทองไม่เคยเห้นค่ะพี่ ...
ออยว่ารังมันสวยดีนะคะ..
ว้าววววววววววววววววววววว