ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์แห่งดินแดนชมพูทวีป(อินเดีย เนปาล ในปัจจุบัน)

พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ทำให้มีศาสนาพุทธในไทยและเป็นศาสนาประจำชาติ

พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีปครองราชย์ ณ ราชธานี คือ พระนครปาฏลีบุตร ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพินทุสารกับพระนางธรรมา แห่งราชวงศ์โมริยะ (สันสกฤตเรียกเมารยะ) ประสูติใน พ.ศ. ๑๘๔ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๗ พรรษา ทรงเป็นอุปราชของพระเจ้าพินทุสาร เสด็จไปครองแคว้นอวันตี ณ นครอุชเชนีทรงเสกสมรสกับพระนางเวทิสามหาเทวี ทรงมีพระโอรสองค์แรกเมื่อพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา คือ เจ้าชายมหินทะ และมีพระราชธิดาองค์แรก คือ พระนางสังฆมิตตา เมื่อพระชนมายุได้ ๒๒ พรรษา
พ.ศ. ๒๑๔ พระเจ้าพินทุสารเสด็จสวรรคต เจ้าชายอโศกมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา ได้เสด็จกลับพระนครปาฏลีบุตร ทำสงครามชิงราชสมบัติได้สำเร็จเสด็จเสวยราชสมบัติ และราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘ พร้อมกับทรงสถาปนาพระนางอสันธิมิตตาเป็นพระอัครมเหสี
เดิมพระเจ้าอโศกถวายทานแก่พวกอาชีวกตามอย่างพระราชบิดา ต่อมาไม่ทรงพอพระทัยปฏิปทาของพวกนักบวชเหล่านั้น จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๒๔ ทรงได้พบสามเณรชื่อนิโครธ กล่าวกันว่าเป็นพระราชภาคิไนยแท้ ๆ ของพระองค์เอง (คือ เป็นโอรสของเจ้าชายสุมนะ องค์รัชทายาท พระเชษฐาที่พระเจ้าอโศกทรงปลิดพระชนมชีพเพื่อแย่งราชสมบัติ)
ทรงอาราธนาสามเณรนิโครธให้เข้ามาในพระราชฐาน สามเณรนิโครธได้แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอโศก หลังได้ฟังธรรมแล้ว ทรงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ ทรงพระราชทานทรัพย์จำนวนมากเพื่อทำทานทุกวันและเมื่อทรงทราบจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่าเคยมีพระสถูปในพระพุทธศาสนาถึง ๘๔,๐๐๐ แห่ง จึงทรงโปรดให้สร้างวัดเท่ากับจำนวนนั้น โดยโปรดให้สร้างวัดอโศการามที่เมืองปาฏลีบุตรด้วย
เมื่อพระราชกุมาร คือ เจ้าชายมหินท์ และเจ้าหญิงสังฆมิตตา ทรงมีอายุ ๒๐ และ ๑๘ ตามลำดับ ทรงโปรดให้ผนวชในพระพุทธศาสนา โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระมหินท์ และพระธรรมปาลเป็นพระอุปัชฌาย์ของเจ้าหญิงสังฆมิตตา
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้รับพระราชูปถัมภ์ให้จัดทำตติยสังคายนาขึ้น เพื่อขจัดอลัชชีและพวกมิจฉาทิฏฐิที่ปลอมแปลงมาบวชในพระพุทธศาสนาจนกระทั่งกล่าวกันว่า พระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมปฏิเสธที่จะร่วมสังฆกรรมกับพวกอลัชชีกับเดียรถีย์นอกพระพุทธศาสนา
ตติยาสังคายนาสำเร็จในปีที่ ๑๗ แห่งรัชกาล พระเจ้าอโศกรับสั่งว่า “ บัดนี้คระสงฆ์บริสุทธิ์แล้ว ขอพระคุณเจ้าจงประกอบอุโบสถสังฆกรรมเถิด”
แต่นั้นจึงทรง ส่งพระสมณทูตไปประกาศศาสนา ๙ สาย คือ
๑. พระมัชฌันติกะ ไปกัษมีระและคันธาระ
๒. พระโยนธรรมรักขิต (เชื้อสายกรีก) ไปอปรันตกะ
๓. พระมัชฌิมะ ไปหิมวันตะประเทศ (แถบภูเขาหิมาลัย)
๔. พระมหารักขิตะ ไปแคว้นโยนะ (เข้าใจว่าจะเป็นราชอาณาจักรแบกเตรียทางทิศพายัพ)
๕. พระมหาธรรมรักขิตะไปแคว้นมหาราษฏร์
๖. พระรักขิตะไปแคว้นวนวาสี (กรรณาฏเหนือ)
๗. พระมหานามะ ไปมหิสมณมณฑล (ไมซอร์)
๘. พระโสณะและพระอุตตระไปสุวรรณภูมิ
๙. พระมหินท์ พร้อมด้วยศิษย์พระโมคคัลลีบุตรติสสะอีก ๔ รูป คือ พระอิฏฐิยะ พระอุตติยะ พระสมพละ และพระภัทรสาละ ไปประกาศศาสนาในลังกาต่อมาได้ทรงโปรดให้พระสังฆมิตตาเถรีนำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ จากพุทธคยาไปปลูก ณ เมืองอนุราธปุระ ที่ประเทศลักา พร้อมทั้งให้อุปสมบทแก่เหล่ากุลสตรีในลังกาที่ประสงค์จะเป็นภิกษุณี
พระเจ้าอโศก ทรงโปรดให้สร้างจารึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑ ปีที่ ๑๒ ในรัชกาล ทรงสร้างวัดครบ ๘๔,๐๐๐ แห่ง ในปี พ.ศ. ๒๓๕
พ.ศ. ๒๔๗ พระอัครมเหสี คือพระนางอสันธิมิตตาสวรรคต พ.ศ. ๒๕๐ ทรงสถาปนาพระนางติษยรักษิตาเป็นพระอัครมเหสี ในปี พ.ศ. ๒๕๒ พระนางติษยรักษิตา ไม่พอพระทัยที่พระเจ้าอโศกทรงให้ความสนพระทัย เอาพระทัยใส่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (ต้นโพธิ์ตรัสรู้ที่พุทธคยา) จึงได้พยายามทำลายล้างต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระเจ้าอโศก ทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ทรงใช้ความพยายามสุดกำลังความสามารถชุบชีวิต ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้สำเร็จ
พระเจ้าอโศกมหาราชเสวยราชย์รวมทั้งสิ้น ๓๗ ปี (พ.ศ. ๒๑๘ - พ.ศ. ๒๖๐) ในบั้นปลายแห่งพระชนมชีพ ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “ พระเจ้าธรรมาโศกราช” และคัมภีร์ทีปวงศ์ เรียกพระองค์ว่า “ปิยทัสสี” เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕ เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าอโศกแล้ว ราชวงศ์โมริยะ ก็ค่อยเสื่อมสูญหายไปในที่สุด


จารึกศิลา ๒๘ หลัก

จารึกถ้ำแห่งเขาบาราบาร์
ก. ถ้ำไทรนี้ อันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี พระราชทานแล้วแก่เหล่าอาชีวิกะทั้งหลาย เมื่อทรงอภิเษกแล้วได้ ๑๒ พรรษา
ข. ถ้ำแห่งนี้ (ซึ่งอยู่) ในเขาขลติกะ อันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี พระราชทานแล้วแก่เหล่าอาชีวิกะทั้งหลาย เมื่ออภิเษกแล้วได้ ๑๒ พรรษา
ค. (บัดนี้) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศีทรงอภิเษกแล้วได้ ๑๙ พรรษา “ถ้ำในเขตขลติกะแห่งนี้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานยิ่ง อันข้าฯ ประทานแล้ว เพื่อเป็นที่พักพิงแห่งเหล่าบรรพชิตทั้งหลาย ให้พ้นจากอุทกภัยในฤดูฝน”

จารึกหลักศิลา แห่งพระราชเทวี (อัลลาหะบัด)

มหาอำมาตย์ทั้งหลายทั่วทุกสถาน พึงได้รับแจ้งตามกระแสพระราชดำรัส แห่งพระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพว่า “สิ่งใดใดก็ตาม ที่เป็นของอันพระทุติยราชเทวี พระราชทานแล้ว ณ ที่นี้ จะเป็นป่ามะม่วงก็ดี เป็นสวนก็ดี เป็นโรงทานก็ดี หรือ แม้สิ่งอื่น ๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันพอจะนับได้ (ว่าเป็นของที่พระนางพระราชทาน) สิ่งนั้น ๆ ย่อมเป็นสมบัติของพระนางนั้นเอง” โดยอาการอย่างนี้ให้พึงถือว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นของ อันพระทุติยราชเทวี พระนามว่า การุวากีผู้เป็นชนนีของตีวระ พระราชทานแล้ว.

ศิลาจารึกแห่งไพรัต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศีแห่งมคธได้ทรงอภิวาทพระภิกษุสงฆ์แล้วตรัสปราศรัยกับพระภิกษุสงฆ์จำนงความไร้อาพาธ และความอยู่สำราญ
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายย่อมทราบว่าโจมมีความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์มากเพียงใด
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ สิ่งใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว สิ่งนั้น ๆ ทั้งปวงล้วนเป็นสุภาษิตทั้งสิ้น
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ก็ข้อที่โยมควรจะชี้แจงนั้นคือข้อที่ว่า “ พระสัทธรรมจักดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ” โยมสมควรจะกล่าวความข้อนั้น
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ มีธรรมบรรยายอยู่ดังต่อไปนี้คือ:-
๑. วินยสมุกฺกํส - หลักธรรมดีเด่นในพระวินัย
๒. อริยวาส – ความเป็นอยู่อย่างพระอริยะ
๓. อนาคตภย – ภัยอันจะมีในอนาคต
๔. มุนิคาถา – คาถาของพระจอมมุนี
๕. โมเนยฺยสุตฺต – พระสูตรว่าด้วยโมเนยฺยปฏิปทา
๖. อุปติสฺสปญฺหา – ปัญหาของอุปติสส และ
๗. ข้อความที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสไว้ในราหุโลวาท อันว่าด้วยเรื่องมุสาวาท

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ โยมมีความปรารถนาในส่วนที่เกี่ยวกับธรรมบรรยายเหล่านี้ว่า ขอพระภิกษุผู้เป็นที่เคารพ และพระภิกษุณีทั้งหลายเป็นอันมากพึงสดับ และพิจารณาใคร่ครวญในธรรมบรรยายเหล่านี้อยู่โดยสม่ำเสมอเป็นประจำ แม้อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายก็ (พึงสดับและนำมาพิจารณาใคร่ครวญอยู่เสมอ ๆ) เช่นกัน
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้แล โยมจึงให้เขียนจารึกนี้ขึ้นไว้ เพื่อประชาชนทั้งหลายจักได้รู้เข้าใจถึงความมุ่งหมายในใจของโยม.


ศิลาจารึก ฉบับน้อย

จารึกฉบับเหนือ

พระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ ได้ตรัสไว้ดังนี้ :-
นับเป็นเวลานานกว่าสองปีครึ่งแล้วที่ข้า ฯ ได้เป็นอุบาสก แต่กระนั้นข้าฯ ก็มิได้กระทำความพากเพียรจริงจังเลย และนับเป็นเวลาได้อีก ๑ ปีเศษแล้ว ที่ข้าฯ ได้เข้าสู่สงฆ์ และได้กระทำความพากเพียรอย่างจริงจัง
แต่ก่อนมาจนถึงบัดนี้ ทวยเทพทั้งหลายในชมพูทวีปยังไม่มีความสนิทสนมกลมกลืนกับมนุษย์ทั้งหลาย แต่บัดนี้ทวยเทพเหล่านี้ (อันข้าฯ) ได้กระทำให้มาสนิทสนมกลมกลืนกับมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ข้อนี้ย่อมเป็นผลแห่งความพากเพียร และผลนี้ อันบุคคลผู้เป็นใหญ่เท่านั้นจะพึงบรรลุถึง ก็หามิได้ แม้แต่บุคคลเล็กน้อยต่ำต้อยเมื่อพากเพียรอยู่ก็สามารถประสบสวรรค์อันไพบูลย์ได้เพื่อประโยชน์อันนี้ ข้าฯ จึงได้ทำประกาศนี้ขึ้นไว้ ขอชนทั้งหลาย ทั้งคนต่ำต้อยเล็กน้อย และคนผู้เป็นใหญ่จงพากันกระทำความพากเพียรเถิด แม้ชนชาวเขตแดนข้างเคียงทั้งหลายก็จงพากันทราบความข้อนี้ และขอความพากเพียรนี้จงดำรงอยู่ชั่วกาลนาน เพราะว่าประโยชน์ที่มุ่งหมาย จักเพิ่มพูนขึ้นอีกมากมายและจักเจริญไพบูลย์ขึ้นอย่างน้อยที่สุดถึงหนึ่งเท่าครึ่ง
อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงจารึกความข้อนี้ขึ้นไว้ตามภูผาโขดหินทั้งหลายในเมื่อมีโอกาส และ ณ ที่นี้ (ภายในแว่นแคว้นของข้าฯ) มีหลักศิลาอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม พึงให้เขียนจารึกไว้ที่หลักศิลานั้น พึงกระจายข้อความนี้ ให้แพร่หลายออกไปทั่วทุกหนทุกแห่งที่อำนาจปกครองของท่านทั้งหลายแผ่ไปถึงโดยให้เป็นไปตามข้อแนะนำอันนี้
ประกาศนี้ข้าฯ ได้กระทำแล้ว เมื่อเดินทางอยู่นอกพระนครหลวงการเดินทางนี้ข้าฯ ได้ดำเนินมาแล้ว ๒๕๖ ราตรี.

Tag:
ประเภท: อื่นๆ ชนิด: บทความ
บทวิจารณ์: 4 คนอ่าน: 42,171
โดย: คนรักชาติไทย
มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
11
ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์แห่งดินแดนชมพูทวีป(อินเดีย เนปาล ในปัจจุบัน)
เรื่องแนะนำ
กระทงร้อน