augrustเป็นกระทงร้อน มากกว่า 3 ปีที่แล้ว
long live the king
เจ้าพ่อหลวง ของชาวเขา
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการเสด็จเยี่ยมราษฎรตามภาคต่างๆ เช่น หมู่บ้านชาวมุสลิมทางภาคใต้ และชาวนาในภาคกลาง หรืออย่างวันนี้ ได้เสด็จขึ้นไปไกลถึงดอยอ่างขาง ติดพรมแดนพม่า
ดอยอ่างขางนี้ เป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าลาฮู เผ่าเย้า และพวกฮ่อ ซึ่งทำมาหากินด้วยการค้าหยก และฝิ่นมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการเสด็จเยี่ยมราษฎรตามภาคต่างๆ เช่น หมู่บ้านชาวมุสลิมทางภาคใต้ และชาวนาในภาคกลาง หรืออย่างวันนี้ ได้เสด็จขึ้นไปไกลถึงดอยอ่างขาง ติดพรมแดนพม่า
ดอยอ่างขางนี้ เป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าลาฮู เผ่าเย้า และพวกฮ่อ ซึ่งทำมาหากินด้วยการค้าหยก และฝิ่นมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย
Tag: บทความ ในหลวง เรื่อง 1 ตอน หลัง ที่ เล่า ลือ วัง ราว
ชนิด:
บทความ
ประเภท:
ไม่ธรรมดา
คะแนน: 23 ชอบ, 1 ไม่ชอบ
จาก
www.thaimonarchy.com
18 บทวิจารณ์ |
11,027 คนอ่าน
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
ที่มา : พระราชอารมณ์ขัน - วิลาศ มณีวัต
เรื่องแนะนำ



















































ที่มา : พระราชอารมณ์ขัน - วิลาศ มณีวัต
นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
.....ขณะที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่บนพลับพลา ณ สนามโรงพิธีช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และกำลังพระราชทานรางวัลแก่โต๊ะครู การพระราชทานต้องหยุดชะงักลงทันที เพราะมีเสียงระเบิดเกิดขึ้น ๒ ครั้งในหมู่ราษฎรที่นั่งรอเฝ้าฯ....
.....ราษฎรที่นั่งรอเฝ้าอย่างมีระเบียบต่างก็ลุกขึ้นเป็นอลหม่าน บ้างก็นอนคว่ำอยู่กับพื้น บ้างก็ออกวิ่งให้ห่างจากจุดที่มีเสียงระเบิด พากันวิ่งตัดสนามผ่านหน้าพลับพลา ถ้ามีใครหกล้มกับพื้นข้าพเจ้าคิดว่าคงมีการเหยียบกันตายให้เห็นต่อหน้าเป็น แน่...
... ทุกคนที่อยู่บนพลับพลาต่างก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เห็นราษฎรที่ต่างก็วิ่งรุดไปข้างหน้าจนไกลด้วยความตกใจสุดขีด และสักครู่เขาก็วิ่งกลับมาที่เดิมใหม่ เมื่อไม่มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นอีก เหตุการณ์สงบ สักครู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานรางวัลแก่โต๊ะครูจนเสร็จพิธี ต่อจากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่กลับมารอเฝ้าฯ ด้วยพระอิริยาบถและพระราชจริยวัตรเป็นปกติ....
.....มีเด็กสาววิ่งเข้ามาเขย่าพระกรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ร้องไห้พลางปากก็ร้องว่า "เขาจะฆ่าท่านทำไม ท่านก็รักราษฎรแล้วท่านก็ดีกับพวกหนู" ผู้หญิงแก่คนหนึ่งก็เข้ามากราบบังคมทูลว่า "ท่านอย่าโกรธฉันนะจ๊ะ เสียงมันดังปังขึ้นมา ฉันก็ตกใจวิ่งหนี แต่พอวิ่งไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ท่านยังอยู่ที่นั่นก็ เลยต้องวิ่งกลับมาหา คิดว่าถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็มาตายด้วยกัน"
ที่มา : -
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อดีตเลขาธิการสำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหารระดับ 11)
.....วันนี้ ลุงวาเด็งพาแววตาที่เป็นประกายมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยชุดเต็ม ยศครึ่งท่อน คือ สวมกางเกงตัวเดียวแต่ไม่สวมเสื้อ ไม่มีที่ไหน ในโลกนี้อีกแล้วที่สามัญชนคนชาวบ้านธรรมดาไม่ว่าจะอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์ ได้สนทนาปราศรัย บอกเล่าความทุกข์สุขกับพระเจ้าแผ่นดินของเขาได้อย่างเสมอภาคกันถ้วนหน้าเช่น นี้
.....ลุงวาเด็งดีใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาจนถึง หน้าบ้าน จึงเหลียวซ้ายแลขวาหลายครั้งผิดปกติ ในที่สุดก็ได้กราบบังคมทูลอย่างฉะฉานว่า "พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเยี่ยมทั้งที ไม่มีอะไรจะถวายเลย ผลไม้ในสวนเพิ่งเก็บขายไปได้เงินมา สองหมื่นบาท ก็นำไปซื้อเครื่องปั๊มน้ำมาได้ 1 เครื่อง .... ถอดเอาขึ้นรถและขนไปเลย ขอถวายพระเจ้าอยู่หัว"
ที่มา : บทความ "ประทีปเหนือฟ้ามืด ที่บ้านลุงวาเด็ง" โดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ หนังสือ "ประทีปแห่งแผ่นดิน"
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อดีตเลขาธิการสำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหารระดับ 11)
.....มีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาพัฒนาหรือนำมาจัดสรรแบ่งแปลงให้กับผู้ยากไร้ไว้เพื่อทำกิน ด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง
.....เป็นการบังเอิญที่ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งซึ่งปลอมตัวเป็น "เสี่ย" นักจัดสรรที่ดินเข้าไปเจรจาซื้อที่ดินในรายนี้ด้วย จึงจำได้แน่ชัดถึงบรรยากาศของเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า มีชาวบ้านเป็นกลุ่มๆ ออกมายืนมองและซุบซิบกันทำนองแปลกประหลาดใจว่า เหตุใดจึงมีผู้สนใจจะซื้อที่ที่ไม่น่าสนใจแถวนี้ .....หรือว่าพวกเสี่ยที่มาถามซื้อที่ที่นี่เป็นพวกหลอกลวงสิบแปดมงกุฎ เพราะดูไปจริงๆ แล้วราศีของเสี่ยหรือเศรษฐีก็ไม่ได้จับอยู่ที่ใครเลย มิหนำซ้ำยังหน้าตาแปลกๆ บางคนสูงเกินไป บางคนคล้ำเกินไป บางคนใส่แว่นตาหนาเตอะ
.....ประโยคแรกๆ ที่ลุงเจ้าของบ้านและเจ้าของที่ถามไถ่ก็คือ "ใครคือคนที่จะมาซื้อที่" .....ก็ต้องตอบไปว่า "ผู้ใหญ่ ท่านจะมาซื้อที่" ครั้นลุงถามว่า "เอาที่แบบนี้ไปทำอะไรกัน" ก็ต้องตอบว่า "เอาไปทำประโยชน์" ประโยชน์อะไร จัดสรรหรือ? ทำคอนโดหรือ? ลุงก็ได้รับคำตอบให้งุนงงต่อไปว่า "ไม่ใช่ทั้งนั้น" ท้ายที่สุด ลุงและคณะชักตาเขียวและสีหน้าไม่ดี เหล่าบรรดากองเชียร์ชักพูดแซมขึ้นมาบ้างว่า "อีแบบนี้ ถ้าจะเสียเวลาเปล่า! เจ้าของเขาไม่รีบร้อนขายหรอก เพราะเงินทองก็พอมีไม่เดือดร้อน" คณะเสี่ยปลอมรู้สึกสถานการณ์จะคับขัน ก็เลยบอกว่าผู้ใหญ่จะเอาไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนแถวนี้เอง ทำประโยชน์กับชุมชนนี้ไม่ได้เอาไปขายต่อ หรือจัดสรรเอากำไรเข้าพกเข้าห่อแต่อย่างใด
ลุงถามว่า "มีด้วยหรือ ผู้ใหญ่แบบนี้...หรือจะเป็นนายก" พวกเรารีบแทรกว่า "ใช่แล้ว...นายกให้มาซื้อ" ลุงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีกลับไปกลับมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปฏิทินที่แขวนไว้ข้างฝาเป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวกำลังทรงงานอยู่ในถิ่นทุรกันดารและเสี่ยปลอมทั้งหลายครบทุกคนยืนอยู่ ข้างหลังพระองค์ ลุงมองหน้าทุกคนอย่างตกใจเล็กน้อย
"เอ๊ะ คนนี้ก็ใช่ คนนั้นก็ใช่...หรือว่าผู้ใหญ่ที่จะมาซื้อที่นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เมื่อความแตก ลุงและชาวบ้านวัดมงคลก็ปีติตื่นเต้นเป็นล้นพ้น...ในท้ายที่สุด ลุงเจ้าของที่โดยการสนับสนุนของสมาชิกละแวกวัดมงคลและญาติพี่น้องทั้งปวงก็ ตกลงขายที่จำนวน 15 ไร่ ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาทดลองแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" ทางด้านเกษตรกรรม
.....ก่อนลาจากกัน ลุงเจ้าของที่ต่อว่าคณะเสี่ยปลอม "ไหนแต่แรกว่านายกมาซื้อที่ไง.." เสี่ยปลอมทั้งหลายไม่ตอบคำถามนี้ แต่ในใจทุกคนคิดว่า ก็ใช่น่ะสิ นายกแท้ๆ เลย แต่เป็น "นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา"
ที่มา : บทความ "ใครมาซื้อที" โดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ หนังสือ "ประทีปแห่งแผ่นดิน"
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อดีตเลขาธิการสำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหารระดับ 11)
.....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท เข้าไปในป่ายางท่ามกลางฝนตกหนัก โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตามรอยพระยุคลบาทไปไม่ห่าง เป็นระยะทางถึง ๒ กิโลเมตรเศษ
.....นี่คือสิ่งที่มิใช่สามัญธรรมดาในความรู้สึกของผู้คน และความไม่สามัญธรรมดานี้ก็ยิ่งไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องเพราะบริเวณนี้คือ "ดงทาก" หรือ "รังทาก" อันมีทากชุกชุมที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
.....กว่าจะถึงจุดหมาย คือบริเวณพื้นที่ที่จะพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ สำหรับพื้นที่ ๕,๐๐๐ ไร่ ใน ๓ เขตตำบล คือ เชิงคีรี มะยูง และรือเสาะ เกือบทุกคนก็โชกฝนและโชกเลือด แม้ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ก็มิได้รับการยกเว้น
.....ค่ำวันนั้น ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อากาศปลายฤดูฝนกำลังสบาย ดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มจะปรายแสง ขบวนรถยนต์พระที่นั่งได้หยุดลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุบนทางหลวงที่ มืดสงัด เป็นเวลาหลายนาที ถามไถ่ได้ความภายหลังว่า ยังมีทากหลงเหลือกัดติดพระวรกายอยู่อีก เมื่อรู้สึกพระองค์จึงได้ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่ง และรับสั่งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ช่วยจับทากที่ตัวเป่งด้วยพระโลหิตออกจากพระวรกาย ทรงเรียกการทรงงานวิบากที่เชิงคีรีครั้งนี้ในภายหลังว่า "สงครามกับตัวยึกยือ ที่เชิงคีรี"
ที่มา : บทความ "ในหลวงในดงทาก" โดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ หนังสือ "ประทีปแห่งแผ่นดิน"
มหาดเล็กและช่างภาพส่วนพระองค์
....ครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นทรงมีฐานะเป็นสมเด็จพระอนุชา ได้นำภาพถ่ายรูปเรือรบลำหนึ่งให้ข้าราชบริพารใกล้ชิดดู แล้วตรัสถามว่า มีผู้ใดทราบบ้างว่าเป็นเรืออะไรและถ่ายที่ไหน ทุกคนในที่นั้นนิ่งอึ้งเว้นแต่นายทหารผู้หนึ่งหนึ่งทูลตอบได้ทันทีว่า เป็นเรือรบหลวงศรีอยุธยา
ซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งว่าถูก แต่สถานที่ที่พระองค์ทรงฉายภาพนี้มีแต่น้ำกับฟ้าซึ่งมีเมฆสีขาวงดงามเท่า นั้น ภูมิประเทศในภาพนั้นทำให้เป็นที่ฉงนสนเท่ห์แก่ทุกคนในที่นั้นว่า พระองค์ทรงฉายภาพนั้นได้อย่างไร จากภูมิประเทศในภาพนั้นคาดกันว่า ทรงถ่ายขณะเรืออยู่ในทะเล แต่พระองค์ก็ไม่เคยเสด็จฯ ทางเรือครั้งใดที่มีเรือศรีอยุธยาโดยเสด็จด้วยในที่สุดทุกคนยอมจำนน พระองค์ท่านจึงตรัสว่า “ถ่ายในห้องนี่เอง”
พร้อมกับชี้พระหัตถ์ไปยังห้องเครื่องเล่น ทุกคนในที่นั้นยังมีสีหน้าสนเท่ห์ พระองค์จึงเสด็จฯ นำไปดู ความจริงจึงประจักษ์แก่สายตาทุกคน บนโต๊ะขัดมันปลาบตัวหนึ่งในห้องนั้น มีหุ่นจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยาวางอยู่ ถัดไปเป็นภาพถ่ายเมฆงดงาม ความมันบนพื้นโต๊ะทำให้เกิดเงาเรือรบจำลอง ทำให้ดูเหมือนเรือจอดอยู่ในน้ำ ทุกคนจึงเข้าใจและพากันยอมรับนับถือพระปรีชาสามารถในการฉายภาพทำนอง Top Table นี้ขอพระองค์เป็นอย่างยิ่ง....
ที่มา : -
อดีตนายอำเภอปทุมวัน
นายทะเบียนในวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงจดทะเบียนสมรสเฉกเช่นคู่สมรสทั่วไป
...สมุดทะเบียนสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นพิเศษ ปกสมุดหุ้มด้วยหนังแกะอ่อนสีเหลืองเข้ม กลางปกเป็นหนังสีน้ำตาล มีอักษรตัวทองบอกว่าเป็นสมุดทะเบียนสมรส ข้อความในสมุดทะเบียนทุกอย่างคงเป็นเหมือนสมุดทะเบียนสมรสทั่วไป.... ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยแท้ เกี่ยวกับการจดทะเบียนนี้ พระองค์ท่านทรงทำตามระเบียบทุกอย่าง ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท ตามระเบียบถูกต้อง...
ที่มา : -
ที่มา : หนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” เดือนตุลาคม พ.ศ. 2499
....เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเดชพระคุณของ “ทูลหม่อม” ของเรา พวกแพทย์จึงจัดงานที่เราเรียกกันแต่ก่อนมาว่า “วันมหิดล” ในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ทางโรงพยาบาลศิริราชจัดการถวายบังคมพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินนีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรง เป็นผู้นำในการถวายบังคมทุกปี ถ้าเสด็จอยู่พวกหมอที่เป็นนักดนตรีก็ตั้งวงกันขึ้นบรรเลงเพลงสดุดี เทิดพระเกียรติและถวายความไว้อาลัยแด่ทูลกระหม่อมทุกปีมีเมื่อพวกเราจะได้มี โอกาสเข้าเฝ้าใกล้ชิดพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงกับจะเสด็จฯมาร่วมวงดนตรีด้วยนั้น ความจงรักภักดี ความปลาบปลื้ม ภาคภูมิใจก็ล้นพ้นหัวใจพวกเรา ความตื่นเต้นนั้นออกมาในรูปต่างๆกัน
เพื่อนหมอคนหนึ่งเล่นขิม คืนที่วันรุ่งขึ้นจะได้เข้าเฝ้าฯ นั้น ท่านมานอนตรึกตรองว่าเพียงรูปเซียนแปดตัวที่เขียนไว้หน้าขิมนั้น จะพาเข้าเฝ้าถวายตัวจะยังไม่เป็นการถวายพระเกียรติได้เพียงพอสมใจ เมื่อจะรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งที ควรจะใช้ธงชาติรับจึงจะเหมาะ ท่านจึงซื้อสีพ่นมาพ่นเป็นธงชาติทับลงไปบนเซียนทั้งแปดนั้น กว่าจะพ่นเสร็จก็ดึกมากแล้ว แต่เมื่อลองเสียงดูก็เกิดความตกใจเป็นล้นพ้นว่า เสียงขิมนั้นกลับอับทึบไปหมด เพราะสีที่พ่นไปเกิดความชื้นให้เส้นลวด ท่านจึงต้องเปลี่ยนแผนใช้น้ำยาเช็ดสีออกจนหมด กว่าจะเสร็จก็สว่างพอดี เมื่อเพื่อนฝูงรู้ข่าวก็ตกใจไปตามๆ กัน
เพราะท่านผู้นี้จะต้องเป็นผู้รวบรวมเครื่องดนตรีทั้งหมดบรรทุกรถเข้าไปที่ สถานีวิทยุ อ.ส. ในพระราชวังจิตรลดา ทุกคนหวั่นใจว่าท่านอาจลืมเครื่องอะไรสักอย่างเป็นแน่ เพราะไม่ได้นอนทั้งคืนแต่เมื่อไปถึงพร้อมหน้ากัน ก็ได้ทราบด้วยความขบขันเป็นอันมากว่า สิ่งที่ท่านลืมนั้นคือ ฟันปลอมทั้งชุดของท่าน ด้วยความตื่นเต้นไม่ทราบว่าไปวางลืมไว้ที่ไหน....
ที่มา : บทความ “ล้นเกล้าฯ กับดนตรีไทย” โดย ทมนี มหานนท์
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ
^_________________^