การเสียดินแดนของไทย14ครั้งถ้าซ้ำอภัยด้วยจ้า

เพื่อความรู้เบื้องต้นครับ การเสียดินแดน ๑๔ ครั้ง
๑. เกาะหมาก ปีนัง (๑๑ ส.ค. ๒๓๒๙)
๒. มะริด ทะวาย ตะนาวศรี (๑๖ ม.ค. ๒๓๓๖)
๓. เมืองบันทายมาศ (๓๒๕๓)
๔. แสนหวี เชียงตุง เมืองพง (พ.ค. ๒๓๖๘)
๕. รัฐเปรัก (๒๓๖๙)
๖. สิบสองพันนา (๑ พ.ค. ๒๓๙๓)
๗. แคว้นเขมร (๑๕ ก.ค. ๒๔๑๐)
๘. สิบสองจุไท (๒๒ ธ.ค. ๒๔๓๑)
๙. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน ๑๓ เมือง (๒๗ ต.ค. ๒๔๓๕)
๑๐. ดินแดนฝั่งซ้ายราชอาณาจักรลาว (๓ ต.ค. ๒๔๓๖)
๑๑. ดินแดนฝั่งขวาแคว้นหลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ (๑๒ พ.ค. ๒๔๔๖)
๑๒. มณฑลบูรพา เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ (๒๓ มี.ค. ๒๔๔๙)
๑๓. กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปลิส (๑๐ มี.ค. ๒๔๕๑)
๑๔. เขาพระวิหาร (๑๕ มิ.ย. ๒๕๐๕)
ดังบทกลอนที่ว่า
เสียครั้งแรก เกาะหมากจากแผนผัง เขาเปลี่ยนเป็นปีนังจำได้ไหม
นั่นแหละจากขวานทองเล่มของไทย หนึ่งร้อยกว่าตารางไมล์หลักฐานมี
ครั้งที่สอง เสียซ้ำยังจำได้ เสียมะริดและทวายตะนาวศรี
ปีสองพันสามร้อยสามสิบหกโชคไม่ดี เสียเนื้อที่กว่าสองหมื่นตารางไมล์
ครั้งที่สาม บันทายมาศถูกตัดเฉือน แล้วเปลี่ยนเป็นฮาเตียนตั้งชื่อใหม่
ปีสองพันสามร้อยหกสิบสามแสนช้ำใจ เสียเนื้อที่เท่าไรไม่ปรากฏในบทความ
ครั้งที่สี่ เจ็บแค้นเสียแสนหวี กินเนื้อที่ถึงเชียงตุงเหนือกรุงสยาม
ตั้งหกหมื่นตารางกิโลโถมันทำ ใครสร้างกรรมเดี๋ยวนี้เห็นดีกัน
ครั้งที่ห้า มาเสียรัฐเปรัค เขาหาญหักผลักล้มเชือดคมขวาน
ปีสองพันสามร้อยหกสิบเก้าแสนร้าวราน ต่างหยิบขวานขึ้นถือกู้ชื่อไทย
ครั้งที่หก อกตรมเดินก้มหน้า เสียสิบสองพันนาน้ำตาไหล
ตั้งเก้าหมื่นกิโลโถทำได้ แทบขาดใจต่อสู้ศัตรูมา

ครั้งที่เจ็ด เสียดินแดนแคว้นเขมร เกิดพิเรนเพราะฝรั่งกำลังบ้า
เที่ยวออกล่าเมืองขึ้นชื่นอุรา เสียอีกหนึ่งแสนกว่าตารางกิโล

ครั้งที่แปด เสียแคว้นดินแดนใหม่ ชื่อสิบสองจุไทยก็ใหญ่โข
เป็นเนื้อที่อีกแปดหมื่นตารางกิโล ต้องร้องโฮใจระเหี่ยเพราะเสียดาย

ครั้งที่เก้า เศร้าแสนแค้นไม่สิ้น เสียลุ่มน้ำสาละวินด้านฝั่งซ้าย
สิบสามหัวเมืองต้องจำเหมาให้เขาไป ใครที่ทำช้ำใจไทยต้องจำ

ครั้งที่สิบ เลียบลำแม่น้ำโขง ถูกเขาโกงฝั่งซ้ายเพราะไทยถลำ

ครั้งที่สิบเอ็ด เสียฝั่งขวานั่งหน้าดำ มันเจ็บช้ำฝังจำอยู่กลางใจ

ครั้งที่สิบสอง ใจรันทดเพราะหมดท่า เสียมณฑลบูรพาอีกจนได้
เขามาพรากจากแหลมทองถิ่นของไทย อีกสองหมื่นตารางไมล์โดยประมาณ

ครั้งที่สิบสาม เสียตรังกานูไทรบุรี ในแผนที่มองเห็นเป็นหลักฐาน
ไปถึงปะลิสติดรัฐกลันตัน อีกสามหมื่นโดยประมาณตารางไมล์

ครั้งที่สิบสี่ เสียเขาพระวิหาร ปัจจุบันเป็นของเขมรท่านเห็นไหม

จำไว้เถิดเนื้อเชื้อชาติไทย จงรวมใจเข้าร่วมรวมพลัง
เหมือนลงเรือลำเดียวน้ำเชี่ยวจัด ช่วยกันคัดช่วยกันพายให้ถึงฝั่ง
อย่าหันหลังหน้าพะว้าพะวัง คนนั่งกลางเท้าอย่าราลงวารี
เป็นแดนดินถิ่นสุดท้ายที่ไทยหวัง ทะเลล้อมรอบข้างหมดทางหนี
ครั้งที่สิบห้าต่อไปอย่าให้มี ใครย่ำยีข่มขู่จงสู้มัน
เราจะถอยต่อไปไม่ได้แล้ว ผืนแผ่นดินสิ้นแนวทะเลกั้น
ขวานเล่มนิดฤทธิ์ฉกาจเคยฟาดฟัน ระบือลั่นว่าไทยรักสามัคคี
เขมรยับเวียดนามเยินเกินจะยั้ง ลาวก็พังมาแล้วใช่ไหมนี่
หากคนไทยไม่กล้าสู้หมู่ไพรี เจอกันที่กลางสมุทรเพราะสุดดิน
เหล่าอมิตรที่คิดครองเมืองทองข้า จำสัตย์จาข้าลั่นลงอย่าสงสัย
แม้ผู้ใดหมายปองครอบครองไทย จงเอาไปหากแผ่นดินนี้สิ้นคน

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระราชอาณาจักรไทยนั่นเอง มีหัวเมืองขึ้นอยู่ ๔๗๔ หัวเมือง อันเป็นผลมาจากพระบรมบุรพกษัตริยาธิราช และบรรดาบรรพบุรุษของไทย ได้พลีเลือดเนื้อและชีวิต รวบรวมเอาไว้เป็นเวลาหลายชั่วชีวิตคน นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จนพระราชอาณาจักรไทย แผ่ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล เป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในสุวรรณภูมิและภูมิภาค อาเซียอาคเณย์ คู่เคียงกับชาติใหญ่อีกสองชาติ คือจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในเอเซียตะวันออก และเอเซียใต้ พระราชอาณาจักรไทยในครั้งนั้น มีความยิ่งใหญ่เจริญรุ่งเรืองสมดังบทเพลงที่ว่า
บ้านเมืองเรารุ่งเรืองพร้อมอยู่หมู่เหล่า พวกเราล้วนพงศ์เผ่าศิวิไลซ์
เพราะฉะนั้นควรจะยินดีเปรมปรีดิ์ดีใจ เรียกตนว่าไทยแดนดินผืนใหญ่มิใช่ทาษเขา
ก่อนนี้มีเขตแดนนับว่ากว้างใหญ่ ได้ไว้พลีเลือดเนื้อแลกเอา
รบ รบ รบ ไม่หวั่นใคร มอบความเป็นไทยให้พวกเรา แต่ครั้งนานกาลเก่าชาติเราเขาเรียกชาติไทย
บ้านเมืองควรประเทืองไว้ดั่งแต่ก่อน แน่นอนเนื้อและเลือดพลีไป
เพราะฉะนั้นเราควรเปรมปรีดิ์ มีความภูมิใจแดนดินถิ่นไทย รวบรวมไว้ได้แสนจะยากเข็ญ
ยากแค้นเคยกู้แดนไว้อย่างบากบั่น ก่อนนั้นเคยแตกฉานซ่านเซ็น
แม้กระนั้นยังร่วมใจ รวบรวมชาวไทยให้ร่มเย็น บัดนี้เราดีเด่นร่มเย็นผาสุขเรื่อยมา
อยู่กินบนแผ่นดินท้องถิ่นกว้างใหญ่ ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพา
ทุก ๆ เช้าเราดูธงไทย ใจจงปรีดาว่าไทยอยู่มา ด้วยความผาสุกถาวรสดใส
บัดนี้ไทยเจริญวิสุทธิ์ผุดผ่อง พี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทย
รักษาไว้ให้มั่นคง เทอดธงไตรรงค์ให้เด่นไกล ชาติเชื้อเรายิ่งใหญ่ชาติไทยบ้านเกิดเมืองนอน
หยดเลือด หยาดน้ำตาของคนไทยต้องหลั่งลงแผ่นดินมากเพียงใด วีรชนของไทยที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อรักษาแผ่นดินผืนนี้เอาไว้ให้ลูกหลาน ได้อยู่เย็นเป็นสุขตราบเท่าทุกวันนี้ ฉะนั้นเราทุกคนจึงเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ ขอจงทดแทนคุณของแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้
แล้วพวกเราลูกหลานของบรรพชนชาติไทยจะยอมให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งหรือครับ
โดย ฮูเด็ง http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=benjapol&topic=5519
การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส และอังกฤษ
การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส ๕ ครั้ง
ครั้งที่ ปี พ.ศ. เสียดินแดน ประมาณเนื้อที่
๑ ๒๔๑๐ เสียส่วนใหญ่ของประเทศเขมรและเกาะ ๖ เกาะ ๑๒๔,๐๐๐ ต.ร.ก.
๒ ๒๔๓๑ เสียแคว้นสิบสองจุไทย ๘๗,๐๐๐ ต.ร.ก.
๓ ๒๔๓๖ เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ๒๔๓,๐๐๐ ต.ร.ก.
๔ ๒๔๔๖ เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง ๖๒,๕๐๐ ต.ร.ก.
๕ ๒๔๔๙ เสียจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ๕๑,๐๐๐ ต.ร.ก.

การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส ๕ ครั้ง
การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ รวมห้าครั้งด้วยกันคือ
ครั้งที่ ๑
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ ไทยเสียเขมรส่วนนอกและเกาะอีก ๖ เกาะ ให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการเสียดินแดนครั้งแรกในรัชกาลของพระองค์
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เสียดินแดนทั้งหมด ๔ ครั้ง คือ
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๑
หลังจากที่ไทยได้ปราบพวกฮ่อเรียบร้อยแล้วใน พ.ศ. ๒๔๒๘ ในปีต่อมาฝรั่งเศสเข้ามาขอทำสัญญากับไทย ตั้งศาลกงสุลที่นครหลวงพระบาง และตั้งให้ ม. ปาวีร์ เป็นกงสุล ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ พวงฮ่อได้เข้ามาปล้นเมืองหลวงพระบางอีก แต่ไทยก็ปราบฮ่อได้อีก ซึ่งครั้งนี้ ม. ปาวีร์ ตกอยู่ในอันตราย ซึ่งไทยช่วยให้รอดชีวิตมาได้ การปราบฮ่อทุกครั้งฝรั่งเศสไม่เคยช่วยเลย
แต่เมื่อไทยปราบฮ่อเสร็จแล้วฝรั่งเศสกลับมายึดเอาแคว้นสิบสองจุไทยและหัวพันทั้งห้าทั้งหกไว้ โดยอ้างว่าเอาไว้เป็นกำลังปราบฮ่อ ไทยจะเจรจาอย่างไรฝรั่งเศสไม่ยอมถอยทัพกลับ ฉะนั้นใน พ.ศ. ๒๔๓๑ แคว้นสิบสองจุไทยจึงตกเป็นของฝรั่งเศส
ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒)
ฝรั่งเศสแต่งตั้ง ม. ปาวีร์ เป็นอัคราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ ในระหว่างนี้ฝรั่งเศสอ้างสิทธิว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเดิมเป็นของญวนและเขมร ดังนั้นฝรั่งเศสควรมีสิทธิครอบครองดินแดนนี้ด้วย และในการปักปันเขตแดนนี้ฝรั่งเศสได้ถือโอกาสเอาแม่น้ำโขงเป็นหลัก ไทยเราไม่ยอม ฝรั่งเศสส่งทหารญวนลุกล้ำเข้ามาจึงเกิดการปะทะกับทหารไทยที่รักษาดินแดนอยู่ และยังได้ส่งเรือนำร่องมาจากพนมเปญมาตามลำน้ำโขง เกิดปะทะกับฝ่ายไทยและต่อมาไม่นานก็ได้ส่งเรือรบ ๒ ลำ ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ เข้ามาในอ่าวไทยโดยอาศัยเรือสินค้าเป็นเรือนำร่อง เจ้าหน้าที่ไทยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ส่งสัญญาณห้ามให้หยุดไม่เป็นผล จึงยิงลูกหลอกขู่ ฝรั่งเศสได้ระดมยิงเรือไทย คือเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย ส่วนเรือนำร่องของฝรั่งเศสถูกยิงชำรุด แต่เรือรบ ๒ ลำ คือเรือแองคองสตังต์และเรือโคเมตได้แล่นสู่กรุงเทพ ฯ จอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ม. ปาวีร์ ได้ยื่นคำขาดให้ตอบภายใน ๔๘ ชั่วโมง ดังนี้คือ
ก. ให้ไทยยอมรับว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในลำน้ำโขงเป็นของฝรั่งเศสทั้งสิ้น และไทยถูกบังคับให้ถอนทหารชายแดนทั้งหมด
ข. เสียค่าปรับ ค่าทำขวัญแก่ฝรั่งเศส เป็นเงินไทยประมาณ ๓ ล้านบาท และเงินฝรั่งเศส ๒ ล้านฟรังก์
ไทยขอให้เสนอมหาประเทศพิจารณา ถ้าฝรั่งเศสมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่าดินแดนแถบนี้เป็นของญวนและเขมรก็จะยอมยกให้ ฝรั่งเศสไม่ยอมและพร้อมกันนี้ก็ประกาศปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ไทยต้องยอมทำตามคำขาดของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓ สิงาคม ๒๔๓๖
ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๔๖
ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันเป็นเวลา ๑๐ ปี แต่เมื่อไทยได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารจากจันทบุรี จันทบุรีเป็นดินแดนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ฉะนั้น ไทยต้อทำสัญญากับฝรั่งเศสอีก ๒ ฉบับ
ฉบับที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ ไทยยอมทำสัญญาแลกเปลี่ยนยอมยกเมืองจำปาศักดิ์ มโนไพร ให้แก่ฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสจะยอมยกออกจากเมืองจันทบุรี แต่แล้วฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารจากจันทบุรี
ฉบับที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๔๖ ไทยต้องทำสัญญาอีก กำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรโดยใช้ภูเขาบรรทัดเป็นหลัก และยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบางให้แก่ฝรั่งเศส และให้ฝรั่งเศสเช่าที่ทำท่าเรือที่หนองคาย มุกดาหาร และปากน้ำมูลได้
ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๔๙
ฝรั่งเศสถอนทหารจากเมืองจันทบุรีกลางปี พ.ศ. ๒๔๔๘ แล้วไปยึดเมืองตราดเพื่อที่จะให้ฝรั่งเศสออกจากตราดไทยยอมยกขมรส่วนใน คือเมืองเสียมราฐและเมืองพระตะบองให้แก่ฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ นอกจากจะได้เมืองตราดคืนแล้วฝรั่งเศสยังยอมให้ไทยมีสิทธิชำระคดีใด ๆ ที่ชาวฝรั่งเศสหรือคนในบังคับฝรั่งเศสเป็นโจทย์จำเลยจะต้องมาขึ้นกับศาลไทย แต่กงสุลฝรั่งเศสยังมีอำนาจเรียกคดีจากศาลไทยไปพิจารณาได้ด้วย
ไทยเสียดินแดนให้แก่อังกฤษ พ.ศ. ๒๔๕๑
ไทยยอมยกเมืองไทรบุรี ปลิศ กลันตัน ตรังกานูให้แก่อังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยสิทธิให้คนในบังคับอังกฤษมาขึ้นศาลไทย แต่ศาลกงสุลยังคงมีอำนาจเรียกคดีไปพิจารณาได้ถ้าไม่พอใจ และรัฐบาลอังกฤษได้ให้ไทยกู้เงินมาสร้างทางรถไฟสายใต้ต่อกับมลายูอีกด้วย
1 สิบสองพันนา
2 เชียงรุ้ง
3 จีน
4 สิบสองจุไท
5 แถง
6 ตังเกี๋ย
7 จีน
8 อ่าวตังเกี๋ย
9 เกาะไหหลำ
10 หัวพันทั้งห้าทั้งหก
11 วิญ
12 คำโล
13 เว้
14 เขมราฐ
15 จำปาศักดิ์
16 โขง (สีทันดร)
17 สตึงเตรง (เชียงแตง)
18 ไซ่ง่อน
19 เขมร
20 พนมเปญ
21 เสม็ดนอก
22 แนวปิดอ่าว
23 แนวปิดอ่าว
24 เวียงจันทน์
25 เชียงขวาง
26 หลวงพระบาง
ในระหว่างที่ไทยกำลังปราบฮ่ออยู่นั้นเป็นระยะเดียวกันกับที่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษกำลังแสวงหาอาณานิคมในแถบเอเชีย และฝรั่งเศสสามารถเข้ายึดครองลาวและเขมรไว้เป็นเมืองขึ้นได้ จึงได้พยายามรุกล้ำเข้ามายังประเทศไทย
ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ฝรั่งเศสได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด โดยใช้ทหารอาสาสมัครญวนและเขมรเป็นส่วนใหญ่ เช่นที่เมืองพ้องเมืองสองคอน ตลอดจนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้บังคับบัญชาให้ทหารญวนและเขมร เข้ายึดเมืองโขง (สีทันดร) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำโขงตอนล่างเป็นที่มั่น เพื่อสะดวกในการยึดครองเมืองอื่น ๆ ทางเหนือของลำน้ำโขงต่อไป
หลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองและตำบลต่าง ๆ หลายแห่ง ฝ่ายไทยมิได้ต่อสู้ต้านทานอย่างจริงจัง เพราะกำลังน้อยกว่า ยกเว้นเมืองพ้องได้ต่อต้านแข็งแรงกว่าที่อื่น ๆ ในที่สุดได้เผาหมู่บ้าน แล้วล่าถอยไปตามลำแม่น้ำโขงเตรียมการตั้งรับทางฝั่งขวา
ฝรั่งเศสได้บังคับให้ไทยถอนกำลังออกจากเมืองคำเกิด คำม่วน ตลอดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งมีค่ายทหารตั้งอยู่ พระยอดเมีองขวางซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ยินยอม จึงเกิดสูรบขึ้น ฝ่ายฝรั่งเศสได้จับตัวพระยอดไว้ ต่อมาเมื่อฝ่ายไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว ในอนุสัญญาข้อ ๓ ไทยจะต้องพิพากษาลงโทษพระยอดเมืองขวาง โดยศาลผสมระหว่างไทยและฝรั่งเศส พระยอดจึงถูกจำคุกอยู่ ๔ ปี คนไทยสมัยนั้นเทิดทูนยกย่องคุณความดีของพระยอดใ

Tag:
ประเภท: สังคม ชนิด: บทความ
บทวิจารณ์: 4 คนอ่าน: 65,411
โดย: tellmarine++
มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
9
การเสียดินแดนของไทย14ครั้งถ้าซ้ำอภัยด้วยจ้า
เรื่องแนะนำ
กระทงร้อน