Tag: บทความ การเมือง สงคราม ข่าว ศาสนา มุสลิม นักรบ ความรุนแรง ตะวันออก
ชนิด:
บทความ
-
ประเภท:
สังคมศาสนา
12 บทวิจารณ์ |
3,816 คนอ่าน
|
|
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
นรกรอบใหม่ในตะวันออกกลาง (อันเนื่องมาจาก 9,600 : 3) ด้วยความแข็งแกร่งทางทหาร ด้วยเครื่องบิน F-16, F-15 และอาวุธสงครามประสิทธิภาพเหนือชั้นจากอเมริกา อิสราเอลได้สร้าง ‘นรกรอบใหม่ในตะวันออกกลาง’ ขึ้นแล้ว โดยปราศจาก ‘การขัดจังหวะ’ ของใครทั้งสิ้น ท่ามกลางอาการตายด้าน-ไร้น้ำยาของประชาคมโลก ตลอดจนอคติ (สุดขั้ว) ที่แพร่หลายในสื่อตะวันตก อิสราเอลได้กลายเป็นชาติที่มี ‘สิทธิพิเศษ’ ในการ ‘เหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศ’ มายาวนานตลอดหลายทศวรรษ จนถึงวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา อิสราเอลยังคงปิดล้อม กระหน่ำยิงและบอมบ์เลบานอนทั้งทางอากาศ ทางบก และทางเรือ เป็นวันที่สิบสาม นอกจากข่าวปล่อยที่ว่า-อิสราเอลได้รับ ‘ไฟเขียว’ จากวอชิงตันอีกหนึ่งสัปดาห์ ยังไม่มีใครบอกได้จริงๆ ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อต่อไปถึงเมื่อไหร่? หรือจะลุกลามบานปลายไปถึงไหนต่อไหนหรือไม่? อิสราเอล ให้ข่าว (ลวงโลก) ว่าเพื่อ ‘โจมตีฐานที่มั่นของ เฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah)’ แต่ความจริงมีอยู่ว่า อิสราเอลโจมตีเป้าหมายแบบ ‘เหมารวม’ ไม่เลือกหน้า ราวกับจะสร้างความพินาศหายนะให้กับเลบานอนมากที่สุด ตั้งแต่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยไปจนถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทุกอย่าง ผู้บาดเจ็บล้มตายในเลบานอนแทบทั้งหมดจึงเป็น ‘พลเรือน’ ขณะนี้เฉพาะยอดคนตายพุ่งขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 400 คน บาดเจ็บกว่า 1,000 คน ส่วนยอดผู้อพยพลี้ภัยประเมินกันว่าอยู่ในระดับ 900,000 คน และกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ (เลบานอนทั้งประเทศมีแค่ 3.8 ล้านคน) นอกจากจะบอมบ์สนามบิน ท่าเรือ คลังเชื้อเพลิง ปั๊มน้ำมัน ยานพาหนะขนาดใหญ่ทุกชนิด สะพานกว่า 55 สะพาน ถนนสายหลักกว่า 38 สาย จนระบบขนส่งเป็นอัมพาตไปทั่ว-หลายพื้นที่ถูกตัดขาดเข้าไม่ถึงแล้ว อิสราเอลยังเจตนาทำลายสถานีโทรทัศน์ โรงปั่นไฟฟ้า โรงงานและคลังสินค้าอีกมากมาย โดยเฉพาะ ‘โรงงานผลิตนมสำหรับทารกที่ใหญ่ที่สุด’ และคลังสินค้าอาหารสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติแห่งหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงพยาบาล รถพยาบาล ขบวนรถขนส่งยาและอุปกรณ์เวชภัณฑ์ - - อิสราเอลจงใจล้างผลาญแม้กระทั่งชีวิตคนเจ็บ คนป่วย และเด็กทารกแรกเกิด ไม่ว่า สนธิสัญญาเจนีวา หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนฉบับไหน...ล้วนไม่มีความหมายกับผู้นำอิสราเอล เอฮุด โอลเมิร์ต (Ehud Olmert) และชาวคณะ ‘อาชญากรสงคราม’ ของเขา มีรายงานล่าสุดถึงสภาพของเลบานอนว่า “โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ล้มเหลวเกือบจะสิ้นเชิง รถพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ ศพถูกปล่อยให้เน่าอยู่ตามใต้ซากบ้านเรือนที่พังทลายลงมา อาหารและน้ำดื่มก็กำลังจะหมดไป” เลบานอนกำลังเผชิญหน้ากับ ‘วิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่’ อีกครั้ง และนี่ก็คือ ‘สงครามที่อิสราเอลทำขึ้นฝ่ายเดียว’ เพียงแต่ที่ผ่านมา กองทัพของอิสราเอลยังไม่ได้ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้ามายึดเลบานอนเต็มรูปแบบเท่านั้น ระหว่างนี้ กองทัพของเลบานอนยังอยู่เฉย ไม่มีบทบาท รัฐบาลที่นำโดยนาย ฟูอัด ซินญอรา (Fouad Siniora -’ลูกไล่’ ที่น่าสงสาร) ได้แต่เรียกร้องการหยุดยิงไปวันๆ เฮซบอลเลาะห์ (ซึ่งไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาล) ‘ตอบโต้’ ด้วยการระดมยิงจรวด-คุณภาพไม่เท่าไหร่ เข้าไปในอิสราเอลบ้าง ทั้งทหารและพลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 41 ราย ความเสียหายเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย (ในขนาดที่เทียบกันไมได้) แต่ไม่มีรายงานว่าเฮซบอลเลาะห์จงใจจะไปบอมบ์โรงพยาบาลหรือโรงงานผลิตนมของใคร สื่อตะวันตกส่วนใหญ่มีความสุขกับการนับจำนวน ‘จรวดที่ยิงเข้าไป’ ในฝั่งอิสราเอล แต่ไม่มีใครอยากจะรายงานว่าอิสราเอล ‘ใช้อาวุธอะไร’ และ ‘ใช้ไปแล้วเท่าไหร่’ ในการทำลายล้างเลบานอนแบบไม่ลืมหูลืมตา อย่างไรก็ตาม ‘นรกรอบใหม่’ ไม่ได้เกิดขึ้นที่เลบานอนเท่านั้น ในอีกด้าน อิสราเอลยังไม่เลิกปฏิบัติการโจมตีปาเลสไตน์ที่เริ่มรุนแรงมาตั้งแต่ 25 มิถุนายน แม้จะเงียบเชียบและไม่ค่อยเป็นข่าว แต่ชาวปาเลสไตน์-โดยเฉพาะ1.4 ล้านที่แออัดกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ ของกาซา-ต่างก็กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทางด้านมนุษยธรรมที่สาหัสขึ้นเรื่อยๆ ยอดผู้เสียชีวิตเฉพาะเดือนนี้เกิน 114 ศพไปแล้ว ตามเวอร์ชันของสื่อตะวันตก (และสื่อตะวันออกที่ชอบลอกข่าวมาข้างเดียว) ความขัดแย้งที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อนักรบปาเลสไตน์ที่มีโยงใยกับ ฮามาส (Hamas) ได้โจมตีทหารอิสราเอล สังหารทหารไป 2 คน และจับตัวทหารคนหนึ่งที่ชื่อ สิบโท กิลัด ชาลิต (Corporal Gilad Shalit) ไปคุมตัวไว้ โดยเรียกร้อง ‘การปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์’ เป็นข้อแลกเปลี่ยน จากนั้น อิสราเอลได้บุกโจมตีปาเลสไตน์ รวมทั้งจับตัวผู้นำทั้งรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ไปกักขังไว้ (สื่อตะวันตกทั่วไปนิยมย้ำว่า เพื่อเป็น ‘การตอบโต้’) และระหว่างที่อิสราเอลยังไม่เลิกปฏิบัติการอันดุเดือดนั้น 12 กรกฎาคม 2006 นักรบเฮซบอลเลาะห์ของเลบานอน ก็ได้ข้ามพรมแดนมาโจมตีทหารอิสราเอลแถวชายแดน สังหารทหารไป 3 คนและจับทหาร 2 คนไปเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องข้อเสนอเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ‘ปล่อยตัวผู้ที่อิสราเอลจับไปขังไว้’ เอฮุด โอลเมิร์ต ปฏิเสธการเจรจาต่อรองใดๆ พร้อมประกาศว่าการกระทำของเฮซบอลเลาะห์เป็น ‘act of war’ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่ารัฐบาลเลบานอนจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ หลังการบุกจู่โจมที่มั่นเฮซบอลเลาะห์ตรงชายแดนวันแรก วันรุ่งขึ้น โอลเมิร์ตก็เปิดฉาก ‘สงครามข้างเดียวกับรัฐเลบานอน’ ด้วยการโจมตีทางอากาศ เริ่มจาก ‘สนามบินแห่งชาติ’ กลางกรุงเบรุต 9,600 : 3 - - อัตราส่วนที่ไม่มีใครอยากพูดถึง หลายฝ่ายสรุปง่ายๆ ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจาก ‘การลักพาตัว’ และนั่นก็คือความผิดของกลุ่มฮามาสกับเฮซบอลเลาะห์ สมควรประณามและปลดอาวุธอย่างยิ่ง ทหารอิสราเอลถูกจับตัวไป 1+2 = 3 ราย แต่ก่อนหน้านี้ ชาวปาเลสไตน์ถูกกวาดจับไปขังตามอำเภอใจ ยังอยู่ในคุกประมาณ 9,600 ราย...กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครนึกอยากจะปลดอาวุธหรือแม้แต่พูดถึง องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน Mandela Institute for Human Rights ประเมินไว้ว่ามี ‘นักโทษการเมือง’ ชาวปาเลสไตน์ถูกอิสราเอลกักขังไว้ 9,600 คน โดยคิดเป็นเพศหญิง 130 คน ขณะที่ Defense for Children International ให้ตัวเลขของเด็กหรือผู้เยาว์ปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลจับไปขังไว้มีถึง 388 คน ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าอิสราเอลจับชาวเลบานอนไปขังไว้จำนวนเท่าไหร่ แต่มีการประเมินว่า ชาวอาหรับภายใต้การคุมขังหรือ ‘การลักพาตัว’ ของอิสราเอลมีประมาณ 10,000 คน และส่วนใหญ่ก็เป็นพลเรือนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อิสราเอลจำกัดความว่า ‘ก่อการร้าย’ ยังมีข้อเท็จจริงอีกมากที่ ‘สื่อจำพวก’ FOX News, CNN, MSNBC, BBC, New York Times ตลอดจนสื่อค่ายใหญ่ทั้งหลาย ต่างพากันหลับหูหลับตาให้ สำหรับกรณีความขัดแย้งเรื้อรังระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สื่อส่วนใหญ่นิยมเล่นบท ‘รายงานข่าวไป-แก้ตัวให้อิสราเอลไป’ อย่างซื่อสัตย์มาตลอด ความขัดแย้งรอบล่าสุดไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ 25 มิถุนายน เมื่อทหารแค่หนึ่งคนของอิสราเอลถูกจับไป แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถ ‘ตัดตอน’ เอาดื้อๆ ได้จากบริบทคร่าวๆ ดังต่อไปนี้ ภายใต้ ‘การยึดครองอย่างผิดกฎหมาย’ ของอิสราเอล (ตั้งแต่ปี 1967) ปาเลสไตน์ถูกละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมาโดยตลอด ความจริงในชีวิตประจำวันของชาวปาเลสไตน์มีอยู่ว่า อิสราเอลสามารถถืออาวุธมาลอบสังหาร บุกตรวจค้น ทำลายทรัพย์สิน หรือจับชาวปาเลสไตน์ไปสอบสวน ทรมาน กักขังอย่างไรก็ได้ ตามความพอใจ ไม่เคยมีระบบยุติธรรมที่แท้จริง เหตุการณ์อย่างนี้มีมาตลอด แม้กระทั่งช่วงเวลาสงบศึกหรือหยุดยิง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวปาเลสไตน์ที่เคยถูกจับไปขัง มีประมาณ 650,000 คน นอกจากนี้ ชาวปาเลสไตน์ ‘ยังไม่ได้รับอนุญาต’ ให้ติดต่อกับโลกภายนอกได้อย่างอิสระ แม้แต่อาหารและยาทุกชนิดที่จะเข้าไป จะยอมให้เข้าออกได้มากน้อยแค่ไหน-เมื่อไหร่ อิสราเอลเป็นคนกำหนดชี้นิ้วทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้ เวสแบงก์และกาซาจึงมีสภาพไม่ต่างจาก ‘คุกขนาดใหญ่’ ภายใต้ ‘ภาพลวงตา’ ของการถอนทหารออกจากกาซา ปีที่แล้ว ในทางปฏิบัติ ชาวกาซายังถูกปิดล้อมและกักขังเอาไว้เหมือนเดิม พร้อมกับถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ หลังกลุ่มฮามาสชนะการเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมายในเดือนมกราคม 2006 และได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลของปาเลสไตน์ในเวลาต่อมา ชาติตะวันตกทั้งอเมริกาและอียูได้รวมหัวกันทำโทษ ‘ประชาธิปไตยของชาวปาเลสไตน์’ โดยการตัดความช่วยเหลือที่เคยมีมา พร้อมกันนั้น อิสราเอลเริ่มบีบหนักด้วยมาตรการ ‘บล็อคอาหาร’ ควบคู่กับปฏิบัติการก้าวร้าวทางทหารที่ล่วงหน้ามาตลอดหลายเดือน และนี่เป็นเพียง ‘ตัวอย่างสั้นๆ ส่วนหนึ่ง’ 9 มิถุนายน เมื่อเรือของอิสราเอลยิงโจมตี ‘ชายหาดที่กาซา’ ด้วยกระสุนปืนใหญ่ ส่งผลให้ครอบครัวที่กำลังพักผ่อนอยู่ริมหาดต้องเสียชีวิตไป 8 คน บาดเจ็บมากกว่า 30 คน โดยผู้เสียชีวิต 3 รายเป็นเด็ก หนึ่งในนั้นอายุเพียง 18 เดือน (แม้จะมีหลักฐานแวดล้อมมากมายรวมทั้งภาพถ่ายบ่งชี้ แต่อิสราเอลยังอุตส่าห์ออกมาปฏิเสธ) 13 มิถุนายน อิสราเอลยิง missile หรือ ‘อาวุธปล่อยนำวิถี’ เข้าใส่รถแวนคันหนึ่งบนถนนชุมชนกลางเมือง โดยอ้างว่าคนในรถเป็นนักรบติดอาวุธ จากนั้น ชาวบ้านและหน่วยพยาบาลฉุกเฉินได้เข้ามามุงดูและให้ความช่วยเหลือ อิสราเอลจึงยิงมิสเซิลเข้าใส่ประชาชนตามมาอีกรอบ ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไป 11 คน รวมเด็ก 2 คน (อายุ 4 และ 8 ขวบ) และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล 2 คน บาดเจ็บอีก 42 คน จากข้อมูลขององค์กรสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น Office for Coordination of Humanitarian Affair (OCHA) เฉพาะช่วง 29 เมษายน-1 มิถุนายน 2006 รวม 34 วัน อิสราเอลยิงอาวุธปล่อยนำวิถีและกระสุนปืนใหญ่โจมตีกาซา ถึง 3,068 ครั้ง ปาเลสไตน์ยิง ‘จรวดคัซซัม’ (Palestinian Qassam - อาวุธบ้านๆ อานุภาพสุดกระจอก) ตอบโต้ไป 162 ครั้ง (ไม่มีรายงานความเสียหาย - แต่ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีชาวอิสราเอลที่เคยโดนยิงตายด้วยจรวดคัซซัมเพียง 8 คนเท่านั้น) ชาวปาเลสไตน์ถูกถล่มยิง ถูกลอบสังหาร ถูกยึดบ้านไปเป็นที่ทำการทหาร ถูก ‘ลักพาตัว’ ไป (ขังลืม) ทุกวัน...คนเหล่านั้นแทบไม่เคยมีโอกาสเป็นข่าวใหญ่ และไม่เคยมีใครสนใจจะรู้จักชื่อพวกเขาด้วยซ้ำ แม้แต่วันที่ 24 ก่อนหน้าการจับตัวทหารอิสราเอลเพียงวันเดียว ‘พลเรือนปาเลสไตน์ 2 คน’ เพิ่งจะถูกทหารอิสราเอล ‘ลักพาตัว’ ไป ท่ามกลางความเงียบงันของสื่อทั่วโลก ไม่ยักกะมีใครออกมาโวยวายว่ามันเป็น ‘act of war’ สักคน จนกระทั่ง ทหารอิสราเอลกิลัด ชาลิต ถูกจับตัวไปเท่านั้น โลกทั้งโลกพากันตื่นตกใจ สื่อใหญ่ๆ ประโคมข่าวกันให้วุ่น พร้อมบอกชื่อและอายุครบถ้วน สิ่งสำคัญที่ดูเหมือน ‘สื่อจำพวกนี้’ จะลืมบอกไปก็คือ ในขณะที่ทหารอิสราเอลจับกุมชาวปาเลสไตน์เป็นว่าเล่นมาตลอด เหตุการณ์ที่นักรบชาวปาเลสไตน์จับตัวทหารอิสราเอลไปเช่นนี้ กลับถือเป็น ‘ครั้งแรกในรอบ 12 ปี’ ยิ่งกว่านั้น สื่อยังลืมอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ทหารคนดังกล่าวไม่ใช่พลเมืองไร้เดียงสาที่ไหน แต่เป็นคนที่ถืออาวุธสู้รบ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การยึดครองที่ผิดกฎหมาย’ มาเกือบสี่ทศวรรษ อเมริกากับอิสราเอล : Axis of Evil ตัวจริง แล้วเอฮุด โอลเมิร์ตก็ ‘ค้นพบข้ออ้าง’ ที่จะเปิดฉาก ‘ล้มล้างรัฐบาลฮามาส’ และ ‘ทำลายล้างประชาชนปาเลสไตน์’ ไปพร้อมๆ กัน เขาประกาศว่า “จะไม่มีใครได้รับการคุ้มกันหรือยกเว้นสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้” แม้นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์ อิสมาอิล ฮานิยา (Ismail Haniya) ซึ่งเป็นผู้นำคนหนึ่งของฮามาส จะออกมาแถลงว่าไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วย พร้อมกับขอร้องให้กลุ่มติดอาวุธที่จับตัวไปอย่าทำร้ายทหารอิสราเอลก็ตาม (กลุ่มติดอาวุธที่จับทหารอิสราเอลไป ออกมาให้ข่าวว่าว่าทำเพื่อแก้แค้นให้กับหัวหน้ากลุ่มที่ถูกอิสราเอลลอบสังหารไปไม่นาน) โอลเมิร์ตส่งรถถังและทหารบุกเข้ามาในเขตกาซา พร้อมกับโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ นอกจากจะยิงมิสเซิลใส่ชาวปาเลสไตน์แบบไม่แยกแยะแล้ว ยังบอมบ์โรงไฟฟ้าหลักแห่งเดียวอีกด้วย ชาวกาซาครึ่งหนึ่งต้องตกอยู่ในความมืดทันที อิสราเอลโจมตีสะพาน บอมบ์อาคารที่ทำการของรัฐบาล พร้อมขโมยตัวรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาไปขังไว้ถึง 64 คน นับเป็นปฏิบัติการที่อุกอาจ ละเมิดสิทธิพื้นฐาน และไม่สนใจกฎหมายฉบับไหนทั้งสิ้น ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลครั้งนี้ ยังรวมถึงการโจมตีชาวปาเลสไตน์ด้วยอาวุธเสียงที่เรียกว่า โซนิก บูม (sonic boom) อีกด้วย พลังงานเสียงขนาดมหึมา (แสบแก้วหู) ที่ถูกปล่อยมาจากเครื่องบินเจ็ตของอิสราเอลไม่เพียงทำให้กระจกบ้านเรือนแตก แต่ยังทำลายโสตประสาทของชาวปาเลสไตน์ตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กๆ ชาวปาเลสไตน์ต้องเสียขวัญร้องไห้ ไม่ได้หลับได้นอน สมปรารถนาตามที่ เอฮุด โอลเมิร์ต เคยพูดว่า งานนี้...จะไม่มีใครนอนหลับลงได้แม้แต่คนเดียว พ้นไปจากปฏิบัติการทางทหาร อิสราเอลยังได้ใช้มาตรการตัดอาหาร ยา น้ำ และเชื้อเพลิงไปพร้อมๆ กัน แอคทิวิสต์ด้านสิทธิมนุษยชน เจมส์ บรูกส์ (James Brooks) จากองค์กร Vermonters for a Just Peace in Palestine/Israel สรุปถึงสถานการณ์ว่า “ประชาชนชาวกาซาไม่มีทางออกสู่โลกภายนอก อาหารและน้ำเหลือน้อยมาก ไม่มีเชื้อเพลิง ไฟก็แทบจะหมดไปพร้อมกัน หรือแม้แต่ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศก็ไม่สามารถจะทำงานได้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้ายในฤดูร้อน กองทัพอิสราเอลกลับมาใช้กำลังอีกแล้ว และสภานิติบัญญัติของปาเลสไตน์ก็ต้องหมดสภาพไป เพราะสมาชิกสภาถึง 1 ใน 3 อยู่ในคุกของอิสราเอล ระบบรักษาพยาบาลของที่นี่ซึ่งขาดแคลนทั้งเงินทองและวัสดุปัจจัย...ได้ล่มสลายไปแล้วเช่นกัน” อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการอันแล้งไร้ความเมตตามาตั้งแต่ 25 มิถุนายน อย่าง ‘ลอยนวล’ และไม่มีใครขัดจังหวะ ท่ามกลางความไร้น้ำยาอันเนื่องมาจากโครงสร้างของยูเอ็น (Useless Nations?) ตลอดจนการท่องคาถาของอเมริกาที่ว่า “อิสราเอลมีสิทธิที่จะป้องกันตนเอง” 12 กรกฎาคม เฮซบอลเลาะห์ ได้ออกมาตอบโต้อิสราเอลและแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวปาเลสไตน์ด้วยการบุกจับทหารอิสราเอลไปอีก 2 นาย ตลอดช่วงที่ผ่านมา ตรงพรมแดนอิสราเอล-เลบานอน เฮซบอลเลาะห์กับทหารอิสราเอลยังคงมีการปะทะกันมาตลอด อิสราเอลยังคงมั่วนิ่มยึดครองเขต ชีบา ฟาร์ม (Shebaa farm) ของเลบานอน และชาวเลบานอนซึ่งเป็นพลเมืองธรรมดาๆ ยังคงถูกอุ้มหายไปเป็นระยะๆ ในอดีต ทั้งเลบานอนและปาเลสไตน์ เคยประสบความสำเร็จในการเจรจาแลกเปลี่ยนตัวนักโทษหรือผู้ถูกคุมขังกับอิสราเอลมาแล้ว แต่ไม่ใช่วันนี้ วันที่อิสราเอลกำลังรอคอยจังหวะที่จะ ‘ผลักดันอะเจนดาบางอย่าง’ เฮซบอลเลาะห์เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีทั้งซีกติดอาวุธและมีทั้งซีกพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามในสภาที่มาจากหลายฝักหลายฝ่าย เฮซบอลเลาะห์ไม่ได้มีสัดส่วนมากมาย แค่ 14 ที่นั่งในสภา และ 2 เก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีเท่านั้น การพยายามจะลากรัฐบาลและชาวเลบานอนทั้งประเทศให้มารับผิดชอบในสิ่งที่เฮซบอลเลาะห์ทำ จึงฟังดูเป็นตรรกะไร้สาระแบบอันธพาล และลึกๆ แล้ว มันก็อาจจะไม่ได้มาจากความโกรธในเรื่องที่ทหารอิสราเอลถูกจับเป็นเครื่องต่อรองซักเท่าไหร่ ย้อนไปใน อย่างไรกตม ปี 2000 อิสราเอลต้องถอนทัพออกจากเลบานอน ก็เพราะการสู้รบของเฮซบอลเลาะห์นั่นเอง และทุกวันนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ในส่วนของเลบานอนแล้ว (หลังซีเรียถอนทหาร) เฮซบอลเลาะห์ได้กลายเป็น ‘หนึ่งเดียว’ ที่ยังขวางทางอิสราเอลอยู่ สำหรับเป้าหมาย ‘การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง’ ระหว่างนี้ เริ่มมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ‘ปฏิบัติการสร้างนรกรอบใหม่’ ของอิสราเอลเที่ยวนี้ เป็นเรื่องที่มีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อนแล้ว เพียงแต่รอคอยจังหวะหรือ ‘ข้ออ้าง’ ที่เหมาะสมเท่านั้น จากรายงานชิ้นหนึ่งของ ฮาเร็ตซ์ (Haaretz) หนังสือพิมพ์ซีเรียสและพอเชื่อถือได้ฉบับเดียวของอิสราเอลอ้างถึงปากคำ ‘แหล่งข่าว’ คนหนึ่งว่า “คนสำคัญในกระทรวงกลาโหมทั้งหมดของอิสราเอล ต่างก็ได้รับแจ้งข่าวล่วงหน้าหมดแล้ว ทั้งทางถ้อยคำและลายลักษณ์อักษรเรื่องแผนการขุดอุโมงค์เพื่อจะลักพาตัวทหารอิสราเอล (กิลัด ชาลิต) ตรงบริเวณพรมแดนอิสราเอล-กาซา” แต่รัฐบาลอิสราเอลกลับปล่อยให้ปฏิบัติการของนักรบปาเลสไตน์สำเร็จลุล่วงไปจนได้ อย่างไรก็ตาม อะเจนดาที่เกี่ยวกับตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเรื่องของผู้นำอิสราเอลเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องที่เหล่า ‘นีโอคอน’ ในอเมริกาเห็นพ้องและมีเอี่ยวมาตลอด ไม่เพียงการยืนหยัดให้สัมภาษณ์สื่อว่า “อิสราเอลมีสิทธิป้องกันตนเอง” เท่านั้น อเมริกาภายใต้บุชและเชนีย์ยังได้ล็อบบี้-วีโต้ประชาคมโลก (ยูเอ็น ยัน G8) ไม่ให้ประณาม กีดขวาง หรือยับยั้ง ‘ปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์’ ของอิสราเอลครั้งนี้ มีความพยายามทั้งจากอิสราเอลและอเมริกาที่จะลาก ‘ซีเรียและอิหร่าน’ ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ได้ คอนโดลีซซา ไรซ์ ยังคงย้ำแล้วย้ำอีกว่า ไม่เห็นด้วยกับการหยุดยิงแล้วปล่อยทุกอย่างกลับไปสู่สภาพเดิม ไรซ์เปรียบเปรยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเลบานอนเป็นแค่ ‘ความเจ็บปวดเดี๋ยวเดียวในการให้กำเนิดตะวันออกกลางโฉมใหม่’ ตึกรามบ้านช่องถล่มลงทุกวัน ศพชาวเลบานอนที่นอนอยู่ใต้ซากเพิ่มขึ้นทุกวัน และทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่ ‘ความเจ็บปวดเดี๋ยวเดียว’ ที่ชาวเลบานอนต้องเสียสละนิดๆ หน่อยๆ เพื่อเป้าหมายของ ‘ตะวันออกกลางโฉมใหม่’ อย่างที่ชาวปาเลสไตน์ ชาวอิรัก และชาวอื่นๆ ได้เคยเสียสละมาแล้ว และยังก้มหน้าเสียสละกันอยู่ ระหว่างทริปเจรจาในตะวันออกกลาง ขณะนี้ (วันที่ 24) คอนโดลีซซา ไรซ์ ยังหาจุดจบที่ถูกใจ ‘อเมริกาและอิสราเอล’ ไม่ได้ และเสียงระเบิดก็ยังคงดังขึ้นต่อไป อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิสราเอล โยซซี เบน-อารี (Yossi Ben-Ari) ถึงกับออกปากกับนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ว่า “อิสราเอลยังไม่เคยเอ็นจอยกับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากอเมริกา-ทั้งในทางการเมืองและการทหาร-มากเท่านี้มาก่อนเลย” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อเมริกาให้ความช่วยเหลืออิสราเอลมหาศาลมากกว่าแสนล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นความช่วยเหลือทางทหารเป็นส่วนใหญ่ อิสราเอลเป็นชาติเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครองในตะวันออกกลาง สองวันก่อนมีข่าวว่า บุชกำลังจะจัดส่งอาวุธมาเสริมทัพให้อิสราเอลอย่างเร่งด่วน และตราบเท่าที่ขาวคือดำ ดำคือขาว ลวงคือจริง โลกทั้งโลกยังเชื่อชาวอาหรับจะต้องเป็น ‘ผู้เสียสละ’ กันต่อไป ไม่มีใครรู้ว่า นรกในตะวันออกกลางรอบนี้...เลือดของชาวเลบานอนจะต้องท่วมนองแผ่นดินตัวเองอีกมากแค่ไหน? และนรกอันต่อเนื่องยาวนานของชาวปาเลสไตน์...จะมีจุดจบเมื่อไหร่? ------------------------------------ ข้อมูลประกอบ - จากแอคทิวิสต์ด้านสิทธิมนุษยชน สื่ออาหรับ และสื่ออิสระเป็นหลัก โดย อุทัยวรรณ เจริญวัย |














































![มาใหม่ [คลิป]เพลงโอ๊ โอ่ โอ โอ๊ โอ่ จาก Tattoo Colour](http://img.youtube.com/vi/RPRX0vJfSyo/1.jpg)


ประเทศไทยคงต้องเป็นแบบนี้ก่อนมั้งมานถึงจะหยุดก่อความวุ่นวายกัน เนื่องจากตายกันหมด 555555555555555+
สดชื่น!!!
พี่ หมี ขาว ครับ ไป ช่วย ชาว ปาเลตไตร์ หน่อยได้ ไหม ครับ อย่าให้ เม กา
มัน เอา แต่ เสริม กำลัง ให้ อิสราเอล เลย ที่ กาช่า เค้า ไม่มี อะไร ไป สู้ อยู่ แล้ว เมกา ยัง ส่งว อาวุธ เข้า ไป อีก แบบ นี้ ถ้า คิด ว่า ถ้า รัฐเชีย สนับสนุน ชาว ปาเรตไตร์ บ้าง ละ อิสราเอล คง เจอ ดี แน่น
บวกไปก่อนเดี๋ยวกลับมาอ่าน
555+
ย่อหน้าพลีส
อ่านได้สักสามสิบบรรทัดก็ตาลายแล้ว
เห้อ สงคราม
ปลุกระดมเต็มที่เลยนะเนี่ยบทความนี้
มันรบกันไม่หยุดหรอกเมื่อพวกปาเรสตายสอนลูกหลานๆว่าพวกยิวมีค่าตำกว่าหมูหมา โตขึ้นหน่อยก็แบกระเบิดฆ่าตัวตายไส่
ยิวก็พอกัน มีสมาทบอมไม่ค่อยใช้ดันให้ไปโดนพลเรือนซะงั้น
จะโทดยิวมากๆก็ไม่ได้ข้างๆและรอบๆประเทศก็เคยรบกันมาก่อน
คนละศาสนาคนละความเชื่อ คิดดูช่วงที่ยิวโดนประเทศอิสลามหลายๆประเทศกลุ้มรุมดูสิครับถ้ายิวรบแพ้ขึ้นมาสภาพคงไม่ต่างกันมาก เพราะงั้นพี่แกเลยเล่นแนวรุก รบนอกประเทศดีกว่ารบในประเทศตัวเองครับ เช่นที่ประเทศสารขัน ทำกับลาว เวียดนาม
ขอความสันติสุข จงเกิดแด่ท่าน à ประโยดนี้คือ คำทักทายที่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม(มุสลิม) ทุกๆคนจะต้องใช้กล่าวในชีวิตประจำวันนับตั้งแต่เด็กเริ่มหัดพูดจาจนกระทั่งสิ้นชีวิต อย่างไรก็ตาม ช่างเป็นเรื่องตลกไม่น้อยที่ศาสนาซึ่งสอนให้มอบความสันติให้เพื่อนมนุษย์ แต่ทุกวันนี้กลับถูกมองด้วยภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งจากมุมมองทางงานวิชาการตะวันตกจำนวนมาก และดังภาพที่ปรากฎในสื่อต่างๆ ทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก คำสอนของศาสนาเขาไม่เปลี่ยนแต่คนต่างหากที่เปลี่ย น ทั้งเขา ทั้งคุณ
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก