กองทัพธรรม จำลองศรีเมืองคือสันติอโศก สันติอโศกคือโพธิรักษ์ ภาค1

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) ออกโรงจี้ ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ช่วยกันต่อต้านกลุ่มสันติอโศก ร่วมพันธมิตรฯ ปลุกม็อบปิดถนน ชี้เป็นพวกหัวแข็ง ยึดมั่นในตัวเอง บิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น ห้ามกราบไหว้บิดา มารดา แปลคำศัพท์พิสดาร ตัณหา แปลว่า หาไม่เจอ จี้หยุดใช้ชื่อ กองทัพธรรม ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ย้ำ การบิณฑบาต การสวดมนต์ การเทศนา ห่มผ้าสีหมากสุกคล้ายจีวร เป็นการกระทำผิดซ้ำ พุทธบริษัทที่ต้องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้แปดเปื้อน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ทันที! เพราะหากไม่ทำอะไรเท่ากับยอมรับ และจะเกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในอนาคตอีกมากมาย อันเป็นการบ่อนทำลาย บั่นทอนความมั่นคง ชาติ พระพุทธศาสนา

* ในฐานะที่อาจารย์ติดตามเรื่องนี้มานาน ให้อาจารย์พูดถึงการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสำนักสันติอโศก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร

กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก โดยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่องคือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร ที่บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่นเรียกว่า อัตตทิฐิ ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่อง ถือศีลกินมังสวิรัติของเขา

ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย

ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น

ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้ว ก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ

* ที่บอกว่าเป็นกังวลเรื่องสันติอโศกเป็นตรงไหน

พฤติกรรมเขาตั้งแต่เริ่มบวช มีความคิดที่ขัดแย้งกับฐานรากเดิม เขาอ้างว่าเขาอยู่ไม่ได้เพราะแนวทางไปทวนกับกระแสหลัก คือแนวทางของคณะสงฆ์เดิม เช่น ตัวเขาเองจะถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือ นอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว

เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติ อยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น

โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก

จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท

กรณีสันติอโศกเห็นได้ชัดว่า เมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อยสันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสาไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ

ผมมีความเชื่อศรัทธาในสันติอโศกแรกๆ เหมือนกัน ตอนนั้นบวชเป็นเณร แต่มีความเชื่อเพราะยังไม่รู้เรื่องของสิ่งที่ผมกำลังเล่าว่ามันเกิดอะไร ขึ้น ที่ผู้คนชาวพุทธควรจะรู้ และควรแยกให้ออกระหว่างของจริงของแท้ กลายเป็นแปดเปื้อน ทำให้เกิดความแตกแยกและเป็นบ่อนทำลายอย่างไร แต่เดิมตัวผมเองยังศรัทธาในแนวคิดนี้ เพราะเห็นเขาปฏิบัติแล้ว เหมือนคนที่จะหลุดพ้น ไกลพ้นจากกิเลสตัณหา มักน้อยสันโดษ ดูท่าทางจะสงบร่มเย็น หากเราเข้าไปปฏิบัติแล้วจะเกิดความสุขที่เป็นสุดยอดของพระพุทธศาสนา คือคนที่มีศีลธรรม นี่คือภาพที่ผมมอง และเชื่อว่าคนอื่นจะมอง แต่ความจริงเขาจะศรัทธาจริงๆ หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน จะมีลัทธิไอเดียอะไรเราไม่ทราบ

* จากที่เห็นได้ คือมีการนำชุมชนนี้เข้าไปสนับสนุนพรรคการเมือง

พอมาถึงจุดที่เขารวมตัวกันได้ มีทุน และมีผู้ใหญ่สนับสนุน เหมือนมีแบ็ก พล.ต.จำลอง เป็นแบ็กหนึ่ง ภายใต้ พล.ต.จำลอง อาจจะมีแบ็กบางคนอีก เราไม่รู้ มีข้าราชการบำนาญ ข้าราชการประจำบางคน เข้าไปศรัทธาให้การสนับสนุน แม้แต่พระสงฆ์บางรูปที่อยู่ในสายเถรวาทของคณะสงฆ์ไทย เหมือนกับที่ผมคิดและมองเขาในตอนแรกว่ามีอุดมการณ์เพื่อพระพุทธศาสนา ยังไปสนับสนุน เพราะเป็นความเชื่อที่เขามอง ในมิติที่ไม่ได้มองอย่างรอบด้าน แล้วก็มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา

ในกรณีที่ตั้งพรรคการเมือง เป็นข้อวินิจฉัยของผมที่ผมมีความรู้สึกศรัทธาต่อเขา ว่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในสายพระพุทธศาสนา นอกจากสถาบันแม่ชี หรือวัดที่เป็นฐานเดิม แต่พอตั้งพรรคการเมือง และประกาศนโยบายเสร็จ พล.ต.จำลอง ลงสมัครผู้ว่าฯ และได้เป็น ต่อมามีความคิดไกล จากผู้ว่าฯ เป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี แต่เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง ผมจึงเริ่มคิดแล้วว่า แนวคิดที่เขาอ้างว่าเป็นกระแสทางเลือก

โดยนำธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติในกลุ่มสันติอโศก และตั้งพรรคการเมือง และส่ง พล.ต.จำลอง เข้ามาลงเล่นการเมือง ผมเห็นแล้วว่าน่าจะไม่ใช่แล้ว เพราะการที่ พล.ต.จำลอง ประกาศตนเอง และมีคนไปเคารพนับถือในกลุ่มของชาวสันติอโศก และต่อมาได้สร้างฐานทางการเมือง และได้รับชัยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เขาเรียก ฟีเวอร์ เป็นกระแสของคนกรุงเทพและคนส่วนหนึ่ง

แต่พฤติกรรมและการแสดงออกในเรื่องของหลักการประพฤติและปฏิบัติของศาสนาพุทธ เหมือนกับที่ผมมองในมิติแรก ผมเริ่มเห็นแล้วว่าน่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง และที่ว่ามักน้อยสันโดษนั้น จริงๆ แล้วการเมืองเป็นกิเลสตัวใหญ่เลยนะ แล้วในภาพของนักบวชนั้นตรงกันข้าม ผมจึงเริ่มคลางแคลงใจในตัว พล.ต.จำลอง มาตั้งแต่ลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ และตั้งพรรคพลังธรรม

* ตรงนี้จะชี้ได้หรือไม่ว่าข้อปฏิบัติ โพธิรักษ์ ที่มีรูปแบบผิดเพี้ยนไป อาจารย์คิดว่าผิดอย่างไร

ตรงนี้ผมขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ท่านพูดย้ำเสมอว่า การใดๆ จะเป็นเรื่องการปกครอง การบริหารจัดการ จะทำเพื่อถูกใจใครไม่ได้ แต่ต้องถูกต้อง คือถูกหลักการ

ส่วนรูปแบบการประพฤติปฏิบัติของกลุ่มนี้ เขาผิดแปลกไปตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ทำให้มีการ ปกาสนียกรรม ตั้งแต่ปี 2532 เขาเรียกว่า มติของคณะสงฆ์ กรณีสันติอโศกในการ ปกาสนียกรรม ในการ นิคหกรรม คือ การขับออกจากหมู่คณะ การ ปกาสนียกรรม คือ การประกาศความผิด เขาเป็นตัวของเขา องค์กรของเขาแล้ว เมื่อปี 2532 เดือนมิถุนายน เบื้องต้นคือว่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ต่างจากกระแสหลัก ของเขานั้นกระแสใหม่ กระแสหลัก คือ อันไหนที่เป็นหลักการของชาวพุทธ คณะสงฆ์นั้น เขาจะตรงข้ามหมดเลย เช่น

1.เขาอ้างว่าเขาเป็นพระ แต่ที่แตกต่างคือ เขาไม่มีวัด แต่เป็นชุมชนอโศก ชุมชนสันติอโศกมีเครือข่ายเป็นชุมชนเท่านั้น

2.การประพฤติปฏิบัติของเขานั้นไม่มีผู้บังคับบัญชาที่ปกครองโดยคณะสงฆ์ ไม่มีเจ้าอาวาส แต่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน และยกย่องโพธิรักษ์ เป็นเจ้าสำนัก ในสายงานเขา ที่สำคัญคือว่า นอกจากจะผิดแบบจากรูปแบบคณะสงฆ์กระแสหลักแล้ว พระพุทธศาสนานั้นจะต้องให้สอนความเชื่อ ความศรัทธา ในพระธรรมคำสอนนั้นจะต้องมีรูปแบบเดิม คือว่าในวัด ในคำสอนจะต้องมีพระพุทธเจ้า เขาไม่มีพระพุทธเจ้า แต่อ้างคำสอน อ้างพระธรรมวินัย นี่เป็นรูปแบบปฏิบัติของเขา ไม่ไหว้พระพุทธเจ้า ถือธรรมเป็นใหญ่ ถือตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้เขาไม่มีการบวช การเข้ามาเป็นพระที่ถูกต้อง เพราะว่าเขาประกาศตนแล้ว และถูกขับมาแล้ว แต่ผมจะนำไปสู่ข้อสุดท้ายคือ เมื่อเขาไม่ได้เป็นพระ แล้วทำไมยังแต่งกายเหมือนพระ ตกลงจะเป็นอะไรกันแน่

3.เขา ไม่มีศาสนพิธี ไม่มีพิธีปฏิบัติ แต่ถือตัวเองเป็นใหญ่ ถือความเชื่อของเขาเป็นใหญ่ อ้างคำสอนของเขาเป็นใหญ่ และอันที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องระมัดระวังในความคิดนี้ และลัทธินี้ คือ พระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของสังคมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเคารพยำเกรงต่อพระผู้ใหญ่ ความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อครูบาอาจารย์ ระหว่างศิษย์กับครู เคารพต่อประชาธิปไตย

ภายใต้วินัยแห่งประชาธิปไตย หรือวินัยชาวพุทธ ชาวพุทธมีศีล 5 มีหน้าที่ชาวพุทธ 5 ประการ ประชาธิปไตยมีกฎกติกา เล่นตามกติกา แต่แนวทางของเขามันสอดคล้องกับแนวทางที่มีระบบ

Tag:
ประเภท: การเมือง ชนิด: บทความ
บทวิจารณ์: 23 คนอ่าน: 17,137
โดย: ไรหว่า
มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
6
กองทัพธรรม จำลองศรีเมืองคือสันติอโศก สันติอโศกคือโพธิรักษ์ ภาค1
เรื่องแนะนำ
กระทงร้อน