พลเอก สันต์ จิตรปฏิมาTag: สัตว์ ธรรมชาติ สงคราม หมา สุนัข เวียดนาม วีรบุรุษ สงสาร
คลับ: สงคราม
วีรบุรุษ...ที่ถูกลืม
ในสงครามเวียตนาม แม้พลลาดตระเวณส่วนใหญ่ จะไม่เคยผ่านศึกสงครามจริงในการรบแบบกองโจรมาก่อน แต่ก็ต้องถูกบรรจุเข้าประจำการ ในหน่วยลาดตระเวณ ซึ่งหมายถึงการเป็นแนวหน้าเพื่อเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการของศัตรู รวมถึงเคลียร์กับดักต่าง ๆ และการซุ่มโจมตีของศัตรูด้วย
"การที่พวกเราไม่มีประสบการณ์ ในการรบแบบกองโจรมาเลยทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นหน่วยที่จะถูกกำจัดได้ง่ายที่สุด" ชาลี คาร์โก้กล่าว , เขาเดินลาดตระเวณตามลำพังโดยไม่มีหมาใน 6 สัปดาห์แรกที่เข้าประจำการ ก่อนที่จะสมัครเข้าเป็นผู้ควบคุมสุนัขหมายเลข 48 ประจำหน่วยสุนัขสอดแนม (Scout Dog) "ไหน ๆ ผมก็ต้องออกลาดตระเวณอยู่แล้ว ถ้ามีหมาเดินไปด้วยกันก็น่าจะดีกว่าเดินคนเดียว"
การปฏิบัติการของสุนัขสอดแนม ไม่ว่าจะในหรือนอกสายจูง จะอยู่ล้ำหน้าผู้จูงไปหลายหลาเสมอ มันจะสงบ, สุขุมและแม่นยำเชื่อถือได้ หากมีข้าศึกอยู่ภายในรัศมี 100 หลา มันสามารถบอกได้ไม่พลาดแน่นอน สุนัขจะใช้ ภาษากาย ในการสื่อสารหรือส่งสัญญาณบอกคู่หูของมัน ให้ระวังอันตราย เช่นการสะบัดหางอย่างเร็ว หรือการยืนตัวเกร็งจ้องเขม็งตรงไปยังเป้าหมาย
คาร์โก้ทำพลาดไปครั้งหนึ่ง เมื่อเขาไม่สนใจสัญญาณเตือนภัยของสุนัขของเขาในการปฏิบัติงานเมื่อปี 1971 ครั้งนั้น คาร์โก้เกือบเอาชีวิตไม่รอด ขณะกำลังเดินลาดตระเวณอยู่ชายป่ากำลังจะออกสู่ที่โล่ง , เขาทำสัญญาณให้ทหารในหน่วยเคลื่อนที่ต่อไป
ทันใดนั้น วูลฟ์ ก้าวมาข้างหน้าและลงนั่งขวางเส้นทางไว้ แต่ด้วยความกลัวว่าจะถูกข้าศึกจับได้ เพราะเป็นที่โล่ง คาร์โก้จึงเร่งให้ทหารเคลื่อนไปข้างหน้าให้เร็วขึ้นเพื่อหาที่กำบัง แต่วูลฟ์ไม่ยอมขยับ มิหนำซ้ำยังงับมือคาร์โก้ไว้เมื่อเขาจะดึงมันให้พ้นทาง คาร์โก้ตรวจดูเส้นทางข้างหน้าอีกครั้งอย่างละเอียด จึงพบว่ามีเส้นลวดดึงชนวนระเบิดขนาดเท่าเส้นผมขึงอยู่ห่างจากที่เขายืนอยู่แค่ 2 ฟุต เท่านั้นเอง
เวียตกงสามารถเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วและโหดร้ายทารุณมาก จากนั้นจะหายตัวเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วเหมือนผีหลอก ไม่มีมนุษย์หรือเครื่องมือทางอิเลคโทรนิคส์ใดๆ จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการตรวจหาระเบิดชนิดต่างๆ , กับดักสังหารหลายรูปแบบ ตลอดจนการลักลอบแทรกซึมเข้ามาในฐานทัพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าสุนัขสงคราม เวียตกง ถึงกับตั้งรางวัลอย่างงามให้แก่ทหารเวียตกงที่สามารถ "ตัดหูมีรอยสักของสุนัขสงคราม" นำมาส่ง
การฝึกให้ตรวจหาและส่งสัญญาณอันตราย เมื่อหาพบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในความสำเร็จของสุนัขเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญพอกันนั้น คือความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างทหารและสุนัขคู่หู ซึ่งจะค่อย ๆ ลึกซึ้งและแน่นแฟ้นมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ทั้งคู่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นทีมได้อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คู่หูจะต้องเรียนรู้ที่จะ เข้าใจภาษากายของสุนัขเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเล็กน้อยขนาดไหน เขาจะต้องสังเกตให้ได้ และ ไม่พลาดเป็นอันขาด
ยามว่าง พวกทหารจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับสุนัขคู่หู หลายคนบอกว่าเวลาอยู่นอกงาน พวกมันขี้เล่น ขี้อ้อน ประจบเก่งมากไม่ต่างอะไรกับสุนัขเลี้ยง ที่บ้านของพวกเขาเลย
"เวลามีของส่งมาจากทางบ้าน ผมต้องไปหาวูลฟ์ที่คอกแล้ว แกะห่อของออกดูด้วยกัน" คาร์โก้เล่า " มันชอบเคี้ยวข้าวโพดคั่ว ดังนั้นมันจะคุ้ยจนถึงก้นกล่องเพื่อหาขนมของมัน ถ้าเกิดมันรู้ว่าเมื่อไรที่ผมแอบเปิดห่อของโดยไม่มีมัน....มันเป็นต้องทำท่าว่า…นายทำอะไรลับหลัง... ฉันรู้นะ...เฮ่อ...หน้าไม่อาย แล้วก็งอนสบัดก้นใส่ผมทุกที"
แต่เมื่อใดที่ใส่ ขลุมอก (แสดงว่าต้องเริ่มทำงาน) พวกมันจะเอางานเอาการขึ้นมาทันที "มันเข้าใจดี เมื่อถึงเวลาทำงาน" ชาลี คาร์โก้อธิบาย " วูลฟ์ รู้ความแตกต่างระหว่างการฝึกเข้มกับการเข้าปฏิบัติการจริง มันจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันระวังตัวอย่างมาก เวลาซุ่มอยู่ในที่กำบัง"
เมื่อสงครามสงบลง มีรายงานว่า ระหว่างสงครามนั้น เหล่าสุนัขสงครามแห่งเวียตนามมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ข้าศึกเสียชีวิตกว่า 4,000 คนและถูกจับเป็นเชลยศึกอีกกว่า 1,000 คน สุนัขสงครามได้ค้นพบคลังเสบียงของข้าศึกกว่า 1 ล้านปอนด์ ปืนใหญ่ 3,000 กระบอก และอุโมงค์หลบซ่อน 2,000 แห่ง ตามรายงานอย่างเป็นทางการแจ้งว่า สุนัขสงครามได้ช่วยชีวิตคนไว้ไม่น้อยกว่า10,000 ชีวิต(จากปากคำของทหารคู่หูสุนัขสงครามบอกว่าน่าจะมีจำนวนผู้รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของสุนัขสงคราม มากกว่านี้แน่นอน )
ยิ่งไปกว่านั้น สุนัขสงครามได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงความรักอันบริสุทธิ์ใจที่มันมีต่อคู่หูของมัน โดยไม่ต้องมีการฝึก ดังตัวอย่างของสุนัขชื่อ วาริเออร์กับทหารคู่หูของมัน ฮัล เอเบอร์ ทั้งคู่กำลังเดินตรวจบริเวณค่ายในตอนกลางคืน และถูกพวกเวียตกงโจมตีด้วยระเบิด เอเบอร์เล่าว่า “ ผมถูกระเบิดล้มลงแล้วลุกไม่ขึ้น วาริเออร์น่าจะเผ่นหนีไป แต่มันกลับลากผมออกมาจนพ้นบริเวณอันตราย มันช่วยชีวิตผมไว้แท้ ๆ ในคืนนั้น “
เมื่อเริ่มมีการถอนทหาร ออกจากเมืองที่ย่อยยับจากสงครามครั้งนั้น กองทัพสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งให้ "ทิ้งสุนัขสงครามทั้งหมด"ไว้ เพราะทางการเห็นว่าสุนัขทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ,หลายร้อยตัวถูกโอนไปเข้าสังกัดกองทัพเวียตนามใต้ และไม่นานหลังจากนั้นสุนัขเกือบทั้งหมดก็ถูกทอดทิ้งให้อดหยาก และบ้างก็ตายด้วยอากาศร้อน ( heatstroke ) เล่ากันว่าบ้างก็ถูกฆ่ากินและบ้างก็ถูกยิงทิ้งด้วยสาเหตุต่าง ๆ
ที่น่าเศร้าที่สุดคือส่วนใหญ่ถูกฉีดยาให้ตาย ด้วยน้ำมือของคนชาติเดียวกับที่พวกมันได้ร่วมรบและช่วยชีวิตไว้ได้นั่นเอง
สัตว์แพทย์ทหารประจำกองทัพสหรัฐอเมริกาได้รับคำสั่งให้ตรวจคัดสุนัขที่อ่อนแอและป่วย โดยคำสั่งระบุว่า สุนัขที่มีปัญหาเหล่านั้นให้ถือว่าได้รับโทษประหาร ทหารหลายคนทำเรื่องร้องขอต่อทางการเพื่อส่งสุนัขคู่หูของพวกเขากลับมาเลี้ยงดูที่บ้านในสหรัฐอเมริกาโดยจะเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่คำร้องขอเหล่านั้นไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล
มีโครงการกักกันสุนัขสงครามที่เป็นโรคไข้เห็บ เพื่อการดูแลรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งค่อนข้างได้ผลดี แต่กลับต้องถูกยกเลิกอีกเช่นกัน ประมาณว่ามีสุนัขสงครามถึง 4,000 ตัวที่ถูกส่งไปทำงานที่เวียตนามและมีเพียง 190 ตัวเท่านั้นที่โชคดี มีโอกาสได้กลับสู่บ้านเกิด และได้กลับมารับราชการทหารรับใช้ชาติสืบต่อมาจนเกษียณอายุ
ชาลี คาร์โก้ เสียใจมาก ที่รู้ว่าวูลฟ์จะต้องถูกทิ้งไว้ที่นั่น กำหนดวันเดินทางกลับบ้านใกล้เข้ามาทุกที ครอบครัวของเขาในแคลิฟอร์เนียพยายามหาทางติดต่อกับตัวแทนของทางรัฐบาลทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ เพื่อหาช่องทางที่จะดำเนินการให้วูลฟ์ได้ปลดประจำการและกลับบ้านได้ แต่ก็ไร้ผล และด้วยความกลัวว่าวูลฟ์จะต้องถูกส่งไปอยู่กับกองทัพเวียตนาม คาร์โก้ถึงกับขออาสาสมัครกลับเข้าประจำการที่เวียตนามต่อเป็นรอบที่สอง แต่คำร้องของเขาถูกปฏิเสธอีก
"เมื่อเราออกปฏิบัติงานร่วมกัน , ผมจะให้วูลฟ์กินน้ำจากหมวกทหารของผมเสมอ , ครั้งสุดท้ายที่พบกัน มันถูกล่ามโซ่ไว้ข้างชามน้ำที่เป็นของหลวง ผมถอดหมวกออกมาวางไว้ให้มัน เขวี้ยงชามของหลวงเข้าป่าไป" ชาลีเล่าให้ฟังทั้งน้ำตา
28 ปีมาแล้วที่ ชาลี คาร์โก้สวมสร้อยคอซึ่งออกแบบ ทำจากโซ่คอของวูลฟ์ ติดตัวตลอดเวลา , เขาทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกระยะทางไกล คาร์โก้กล่าวว่าระยะทางเป็นล้านไมล์หลังพวงมาลัยรถ ไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่เขามีต่อคู่หูของเขาจืดจางลงเลย
"สร้อยเส้นนี้ คือ คำสาบานจากผม ถึงวูลฟ์ ว่าความผูกพันของเรานั้นเป็นนิรันดร"
ทำความดีเสียแทบตายสุดท้ายกลับมาตายเพราะความดี จากเหงียนมินห์เทียว





















































พี่ลงด่าไอกันเยอะๆเลยผมเเค้น
เเมร่งหมา
ก็เหมือนชีวิตพวกมิง100คนอะ
ทิ้งได้ก็รู้อยู่ว่าเวียดนามเเมร่งเเดรกหมา
ยิ้งพันธุ์ดีๆก็เสร็จ
เวียดกงยงไม่เห็นยิงหมาของพวกมริ้งเลยส่วนมากก็ตายเพราะกับระเบิด