บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
" Large Hadron Collider (LHC) เป็นเครื่องเร่งความเร็วอนุภาค ของศูนย์วิจัย CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะเป็นท่อใต้ดินวนเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร เป้าหมายของ LHC คือใช้ทดลองเร่งความเร็วอนุภาคแล้วเอามาวิ่งชนกัน เพื่อตรวจสอบทฤษฎีทางฟิสิกส์อนุภาคว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะ Higgs Boson ซึ่งถ้าสร้างขึ้นมาได้จริงตามทฤษฎี วงการฟิสิกส์จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก LHC ตอนนี้กำลังสร้างอยู่และมีกำหนดเปิดใช้งานเดือนพฤษภาคมนี้(2008)
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่คาใจเรื่องความปลอดภัยของ LHC ในหลายประเด็น เช่นว่า การใช้งาน LHC อาจก่อให้เกิดแบล็คโฮลขนาดเล็กขึ้นมาทำลายล้างโลก หรือเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลกให้เหลือข้างเดียวได้ ล่าสุดได้มีคนยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐ ให้กระทรวงพลังงานสหรัฐและห้องทดลอง Fermilab ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของ LHC ชะลอการใช้งานไปอีก 4 เดือนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ซึ่งทางฝ่ายสนับสนุน LHC เองก็ออกมาโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นแต่อย่างใด ส่วนศาลจะรับฟ้องหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างกระบวนการด้านเอกสาร "
link ที่สนใจเรื่องความเสี่ยงของการทดลองนี้
http://www.lhcconcerns.com/LHCConcerns/Forums/phpBB3/viewtopic.php?t=134
http://www.risk-evaluation-forum.org
http://www.lhcdefense.org/
http://www.lhcconcerns.com/
ไม่แน่นะครับถ้าเกิดความผิดพลาดในการทดลองขึ้นจริงๆ เช่นทำให้แม่เหล็กของโลกเหลือขั้วเดียว รึอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่นอกเหนือการคำนวณ เราคงได้สนุกกันแน่ ตอนนี้ชะลอการใช้งานไปอีก 4 เดือนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย เดือนกันยาก็ได้มีลุ้นครับ
---------------------------------------------------------------
มีข้อเทียบเคียงเรื่องบิ๊กแบง
(ผมแค่สันนิษฐานนะครับ)
- ถามว่าตอนนี้เอกภพอยู่ที่ไหน อะไรคือเอกภพ ดูเหมือนไกลตัว
= ไม่รู้ว่าจะเป็นทฤษฎีกำปั้นทุบดินสำหรับคนที่สนใจแต่ฟิสิกส์รึเปล่า
โลกเราอยู่ในเอกภพ เป็นส่วนนึงของเอกภพ ง่ายๆก็คือเอกภพsection นึง
ตัวเรา(ขันธ์ห้า)อยู่ในโลก เป็นส่วนของโลก ก็คือ เอกภพsection นึง
อวิชชาอยู่ในตัวเรา ก็คือ เอกภพsection นึง
จิตเดิมตามที่หลวงปู่มั่นบอกว่าเป็นต้นกำเนิดของอวิชชาก็อยู่ในตัวเรา ก็คือ เอกภพsection นึง
เห็นต้นกำเนิดของเอกภพรึยังครับ
มาจากความว่างเปล่า
ซึ่งถ้าอธิบายทางฟิสิกสืไม่ได้ว่างเปล่าซะทีเดียว
เข้ามาดูทางฟิสิกส์ ควอนตัม
ปัจจุบัน อธิบายได้ว่า เล็กสุดของธาตุอะตอมต่างๆคือ อนุภาคต่างๆ อนุภาคที่มีนาดเล็กสุดที่แต่ก่อนเข้าใจคือ อิเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน ต่อมามีการศึกษาหน่วยย่อย อนุภาคสามตัวแรก พบว่ามี"พลาสมา"เพิ่มขึ้นมาในนิวเครียสของอะตอมของสาร พลาสมาเป็นสถานะหนึ่งของสสารในธรรมชาติที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อนเพราะอยู่ในสภาวะสุดโต่งที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน สภาวะสุดโต่งดังกล่าวคือสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงกว่าประมาณ 175 MeV (ประมาณ 2 ล้านล้านเคลวิน!) และมีความหนาแน่นประมาณ 1 GeV/ลูกบาศก์เฟมโตเมตร หรือประมาณ 2 พันล้านล้านตันต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีอนุภาคมูลฐานที่เรียกว่าควาร์ก และกลูออน
ควาร์กและกลูออน คืออะไร?
ในแบบจำลองมาตรฐานของฟิสิกส์อนุภาค (The Standard Model of particle physics) อนุภาคมูลฐาน (elementary particles) มี 2 ประเภท คือ โบซอน (boson) และ เฟอร์มิออน (fermion) โบซอนเป็นอนุภาคสปินเลขจำนวนเต็ม (integer spin) ส่วนเฟอร์มิออนเป็นอนุภาคสปินเลขครึ่งจำนวนเต็ม (half integer spin) เช่น 1/2 3/2 5/2 ฯลฯ
หมู่อนุภาคโบซอนได้แก่ โฟตอน (photon) อนุภาคซี (Z) อนุภาคดับบลิว (W) และ อนุภาคกลูออน ส่วนอนุภาคฮิกส์ (Higgs particle) บางครั้งก็ถูกนับรวมอยู่ใน Standard Model แม้จะยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ นักฟิสิกส์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเราจะพบอนุภาคฮิกส์โดย LHC (Large Hadron Collider) ที่ ห้องปฏิบัติการ CERN ในไม่ช้า
(ตอนนี้ผมเข้าใจว่าฮิกส์เล็กสุด แต่ยังไม่เป็นที่ยอบรับ)
หมู่อนุภาคเฟอร์มิออน ประกอบไปด้วยอนุภาคเลปตอน (lepton) และควาร์ก (quark) ซึ่งมี 3 รุ่น (3 generations, 3 families) ควาร์กรุ่นแรกคือ ควาร์กชนิด up (up quark)และชนิด down (down quark) รุ่นที่สองคือ ชนิด charm และชนิด strange ส่วนรุ่นที่สามคือ ชนิด top และชนิด bottom ควาร์กที่พบในนิวเคลียสของธาตุเป็นควาร์กรุ่นแรก ควาร์กรุ่นอื่นๆนั้นเราพบในอนุภาคอายุสั้นมวลปานกลางที่เรียกว่าเมซอน (mesons) เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าในขณะที่โบซอนใน Standard Model มีแค่ 1 รุ่น เฟอร์มิออนกลับมีถึง 3 รุ่น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เฟอร์มิออนมีหลายรุ่นยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่ชัด
การที่เราไม่สามารถสังเกตเห็นควาร์กหรือกลูออนอิสระ ตัวเดียวโดดๆได้ สมบัตินี้เรียกว่า การกักขัง (confinement) ของควาร์กและกลูออน ควาร์กและกลูออนจะถูกกักขังอยู่ในนิวเคลียสของธาตุต่างๆ (มีควาร์ก 3 ตัว) และในอนุภาคเมซอน (มีควาร์ก 2 ตัว) เราพบว่าความแรงของแรงนิวเคลียร์อย่างเข้มมีขนาดลดลงเมื่อระดับพลังงานที่เกี่ยวข้องมีค่าสูงขึ้นซึ่งตรงกันข้ามกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนที่จะมีความแรงมากขึ้นเมื่อพลังงานที่เกี่ยวข้องมีค่าสูงขึ้น
มีนักวิทยาศาสตร์บางท่าน นำความรู้ที่ค้นพบใหม่นี้ มาพิสูจน์ความต่างของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
จนนำไปสู่การทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นจากพลังงาน
--------------------------------------------------------------
บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่อง LHC
แม้นักฟิสิกส์ทั่วโลกจะใช้เวลาถึง 14 ปีและลงทุนไปกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ที่ใหญ่สุดในโลก ภายใต้ความร่วมมือขององค์การศึกษาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป "เซิร์น" (Cern) เพื่อเร่งให้อนุภาคโปรตอนชนกัน แล้วสร้างพลังงานและเงื่อนไขที่เหมือนกับเสี้ยววินาทีที่ 1 ในล้านล้านล้านหลังเกิดบิกแบง (Big Bang) โดยนักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์เศษซากที่เกิดขึ้น เพื่อไขปริศนาธรรมชาติของมวลและแรงใหม่ๆ รวมถึงความสมมาตรของธรรมชาติด้วย
หากแต่วอลเตอร์ แอล.วากเนอร์ (Walter L.Wagner) ผู้อาศัยอยู่ในมลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา และศึกษาวิจัยฟิสิกส์และรังสีคอสมิกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) ทั้งยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนอร์เธิร์นแคลิฟอร์เนียในซาคราเมนโต (University of Northern California in Sacramento) และลูอิส ซานโช (Luis Sancho) ซึ่งระบุว่าทำวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีเวลาและอาศัยอยู่ในสเปน ได้ฟ้องต่อศาลฮาวายเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ระงับการทดลองของเซิร์น เนื่องจากอาจทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กที่อาจ "กินโลก" หรือทำให้เกิดอนุภาคแปลกๆ ที่เปลี่ยนโลกให้หดกลายเป็นก้อนที่มีความหนาแน่นสูง
ทั้งนี้แม้จะฟังดูประหลาด แต่กรณีนี้ก็เป็นประเด็นเคร่งเครียดที่สร้างความวิตกให้กับนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ กล่าวคือพวกเขาจะประมาณความเสี่ยงจากการทดลองใต้ดินที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนี้ได้อย่างไร และใครที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะหยุดหรือเดินหน้าการทดลอง
ในเอกสารคำฟ้องร้องของทั้งสองคนยังกล่าวอีกว่า เซิร์นล้มเหลวในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้ระงับการทดลองชั่วคราวจนกว่าเซิร์นจะได้ทำการประเมินความปลอดภัยและผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน
ผู้ที่เป็นจำเลยของการฟ้องร้องครั้งนี้ นอกจากเซิร์นแล้วยังมีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ห้องปฏิบัติการเร่งอนุภาคเฟอร์มิแห่งสหรัฐฯ (Fermi National Accealerator) หรือเฟอร์มิแล็บ (Fermi Lab) มูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ
วากเนอร์และซานโชได้ยื่นคำร้องให้ศาลไปเมื่อวันที่ 21 มี.ค.51 ที่ผ่านมา และจะมีการไต่สวนในวันที่ 16 มิ.ย.51 ซึ่งไม่ว่าเซิร์นซึ่งเป็นองค์การวิจัยของชาติยุโรปที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์จะเดินทางไปที่ศาลในฮาวายเพื่อให้ปากคำหรือไม่ แต่วากเนอร์กล่าวว่าองค์กรวิจัยระดับโลกนี้ต้องยอมรับในคำตัดสินของศาลแต่โดยดี และเพิ่มเติมว่าเขายังสามารถยื่นฟ้องแก่ศาลในฝรั่งเศสหรือสวิตเซอร์แลนด์ได้ อย่างไรก็ดีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายพวกเขาจึงยื่นฟ้องในสหรัฐฯ แทน
นอกจากนี้วากเนอร์ยังเรียกร้องให้เฟอร์มิแล็บและกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยุติการสนับสนุนและช่วยเหลือในการสร้างแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดขนาดยักษ์ที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องเร่งอนุภาคไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ทางด้านเจมส์ ยิลลิเอส (James Gillies) หัวหน้าโฆษกที่เซิร์นกล่าวว่า เซิร์นยังไม่มีความเห็นใดๆ ต่อการฟ้องร้องดังกล่าว และยังเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าศาลท้องถิ่นในฮาวายจะพิพากษาองค์กรนานาชาติซึ่งตั้งอยู่ที่ยุโรปได้อย่างไร
โฆษกของเซิร์นระบุอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ที่บ่งชี้ว่าเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้นไม่ปลอดภัย และเสริมอีกว่าความปลอดภัยของเซิร์นได้นำเสนอผ่านรายงาน 2 ฉบับ ส่วนฉบับที่ 3 กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำซึ่งจะเป็นหัวข้อให้อภิปรายกันในวันเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมห้องปฏิบัติการใต้ดินของเซิร์นในวันที่ 6 เม.ย.51 นี้
อย่างไรก็ดีคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่จากเซิร์นก็ไม่ได้ทำให้วากเนอร์สงบลง โดยเขาได้กล่าวว่าเซิร์นได้ปล่อยโฆษณาชวนเชื่ออย่างมากว่ามีความปลอดภัย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่ออยู่นั่นเอง
นักฟิสิกส์ที่อยู่ทั้งในและนอกเซิร์นกล่าวว่าการศึกษาหลายๆ แห่งซึ่งรวมถึงรายงานอย่างเป็นทางการของเซิร์นเมื่อปี 2546 ให้ข้อสรุปว่าการทดลองไม่มีปัญหาใด แต่เพียงเพื่อความมั่นใจ เมื่อปีที่แล้วกลุ่มประเมินความปลอดภัยนิรนามได้เตรียมเพื่อจัดทำบทวิจารณ์ความปลอดภัยอีกครั้ง
"ความเป็นไปได้ที่หลุมดำจะกลืนกินโลกนั้นเป็นเรื่องเคร่งเครียดที่ถกเถียงกันเฉพาะในหมู่คนสติไม่สมประกอบเท่านั้น" มิเคาลางเจโล มางกาโน (Michelangelo Mangano) นักทฤษฎีที่เซิร์นกล่าว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วากเนอร์ออกมาคัดค้านการทดลอง เมื่อปี 2542 และ 2543 เขาได้ยื่นฟ้องในลักษณะเดียวกันนี้กับห้องปฏิบัติการบรูกฮาเวนแห่งสหรัฐฯ (Brookhaven National Laboratory) ไม่ให้เดินเครื่องเร่งไออนธาตุหนัก (Relativistic Heavy Ion Collider) แต่ศาลก็ไม่รับคำฟ้องดังกล่าวในปี 2544 ขณะที่เครื่องดังกล่าวได้เร่งให้ไออนของทองชนกัน เพื่อหวังว่าจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า "พลาสมาควาร์ก-กลูออน" (Quark-gluon plasma) โดยทำให้เกิดอุบัติเหตุมาตั้งแต่ปี 2543
: จากบทความ ข่าว ฟ้องศาลระงับ "เซิร์น" เดินเครื่องหวั่นเกิดหลุมดำทำลายโลก
ไม่ควรมองเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ เพราะเรื่องนี้บอกว่าเรามาจากที่ไหนแล้วจะสิ้นสุดตรงไหนอีกอย่างการทดลองจะมีขึ้นเร็วๆนี้
---------------------------------------------------------------
จากความรู้เรื่องควาร์ก
มีการพยากรณ์ ว่า โปรตอนไม่น่าจะเสถียรอย่างสมบูรณ์แต่ก็น่าจะสลายด้วยช่วงชีวิตประมาณ 10 31 ปี
เมื่อถึงเวลาที่โปรตอนสลายตัว อนุภาค ควาร์ก และกลูออน จะมีความเป็นอิสระ
เกิดเป็น สถานะที่เรียกว่าควาร์ก กลูออนพลาสม่า ซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 100000เท่า ของอุณหภูมิที่ใจกลางดวงอาทิตย์
กินเวลา 4 pico-second หรือ 4 ส่วนพันล้านของวินาที
บางท่านบอกวาสภาวะตรงนี้คือบิ๊กแบง
(ตรงจุดนี้ ถ้าการทดลองครั้งใหม่ของศูนย์วิจัยนานาชาติเซิร์น ประสบผลสำเร็จ เราอาจได้คำตอบที่ชัดเจน)
ที่เวลาประมาณหนึ่งในล้านวินาทีหลังจากบิกแบง อุณหภูมิของเอกภพจะต่ำลงพอที่จะให้ควาร์กรวมตัวกัน (เกิดการหดตัวของเอกภพ) กลายเป็นโปรตอน นิวตรอนและอนุภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบเป็นสสารต่างๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน
http://en.wikipedia.org/wiki/Quark-gluon_plasma
|
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก