-1
คะแนน
 

บทความ อนาคตของประเทศไทย

โดย cloecho เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ศรัทธาในสิ่งใดถึงจะได้ผลมาก
  อนาคตประเทศไทย

อนาคตประเทศไทย…ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง
คะแนน: 0 ชอบ, 1 ไม่ชอบ

Tag: บทความ ไทย การเมือง ประเทศไทย

ชนิด: บทความ - ประเภท: การเมือง
3 บทวิจารณ์  |  10,206 คนอ่าน
 
อนาคตของประเทศไทย
คำสั่ง
Share
hi5  |  Exteen  |  เด็กดี  |  BlogGang
ภาพประกอบ
อนาคตของประเทศไทย
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

 

อนาคตประเทศไทย...มหาวิกฤตการณ์สยามหรือศานติสุข

หัวข้อบทความนี้...ฉันอ่านพบใน นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับ 3 / 01 / 51

เป็นบทความพิเศษของกูรูของฉันเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่สำนักแห่งหนึ่ง

ท่าน นายแพทย์ประเวศ  วะสี  ราษฏรอาวุโส  เนื่องในโอกาสเข้าสู่ปี 2551

ฉันอ่านพบเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์...สำหรับเพื่อนๆบางคนที่อาจจะไม่มีโอกาสได้อ่าน

เลยจะขอคัดลอกโดยพิมพ์ใหม่อีกครั้ง  เพื่อเป็นของฝากสำหรับเพื่อนๆที่มีความรักและห่วงใย

อนาคตประเทศไทย...

 

        วิธีมองอนาคตนั้นมองได้หลายแบบ...

แบบหนี่ง...ที่ทำกันโดยทั่วไปคือมองแบบเอาปัจจุบันกำหนดอนาคต

นั่นคือมองว่าปัจจุบันเป็นอย่างไรแล้วจึงต่อยอดออกไปเป็นอนาคต

ซึ่งก็น่าจะสมเหตุสมผลเป็นวิทยาศาสตร์...แบบที่พูดกันว่า...

อดีตกำหนดปัจจุบัน  ปัจจุบันกำหนดอนาคต

ถ้ามองแบบนี้หลายคนเห็นว่าวิกฤตการณ์ใหญ่รอเราอยู่ข้างหน้า

เพราะวิกฤตการณ์  5  กระแสใหญ่กำลังมาบรรจบกัน...นั่นคือ

1. วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ

2. วิกฤตการณ์สังคม

3. วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม

4. วิกฤตการณ์การเมือง

5. วิกฤตการณ์ความล้มเหลวแห่งกลไกรัฐ

ระบบเศรษฐกิจแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กจะแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้

เพราะเปิดกว้างให้ต่างชาติซึ่งเก่งกว่าและมีทุนใหญ่กว่าเข้ามาปล้นคนทั้งประเทศ

โดยคนไทยส่วนน้อยได้ประโยชน์  ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้น

ทำให้เกิดความระส่ำระสายทางสังคม  และเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างเมืองกับชนบท

ระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมจะทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

       ผลกระทบจากวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมจะทวีความรุนแรงขึ้น  เช่น  น้ำท่วม  ความแห้งแล้ง

ภาวะโลกร้อน  จะทำให้เกิดความแปรปรวนทางอุตุภูมิศาสตร์  ที่กระทบที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ

จนกระทั่งกลายเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศและถึงกับต้องแย่งกันกิน

ยังซ้ำเติมด้วยโรคระบาดที่ควบคุมไม่ได้

       การเมืองที่ใช้เงินเป็นใหญ่เน่าเหม็นไร้ประสิทธิภาพยังดำรงอยู่    บวกกับความแตกแยก

อย่างไม่เคยมีมาก่อนที่พร้อมจะปะทุ  เป็นการเผชิญหน้าในช่วงขณะที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระชราภาพ

และอ่อนพระกำลังลง  ในประเทศใดประเทศหนึ่งที่ผู้มีบารมีที่เคยทำให้ประเทศเกาะกุมกันอยู่

เกิดอ่อนกำลังหรือล้มหายตายจาก   ประเทศจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆและเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรง

เช่น  กรณีจิ๋นซีฮ่องเต้ในสมัยจีนโบราณ  หรือจอมพลตีโต้แห่งยูโกสลาเวียเมื่อเร็วๆนี้

นี่ก็เป็นเรื่องที่วิตกกังวลกันอยู่ทั่วไป  โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในสังคมปัจจุบันที่สลับซับซ้อน

และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

        รัฐไทยมีประสิทธิภาพน้อยเต็มทนจนเกือบเป็นรัฐล้มเหลว ( Failed State )

ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน  ความไม่เป็นธรรมทางสังคม  การทำลายสิ่งแวดล้อม

ความรุนแรง เช่น  ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้  รัฐที่ล้มเหลวย่อมไม่สามารถ

ปกป้องคุ้มครองคนไทยจากภยันตรายทั้งหลาย  ทั้งที่มาจากภายในและภายนอกประเทศได้

        วิกฤตการณ์ทั้ง  5  กระแส  กำลังมาบรรจบกัน  ก่อให้เกิดมหาวิกฤตการณ์สยามที่รุนแรง

อย่างไม่เคยมีมาก่อน  ผมเรียกวิกฤตการณ์นี้มา  10  กว่าปีแล้วว่า  “ วิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4

แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ” และว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่แย่กว่าวิกฤตการณ์ที่แล้วๆมาทั้งหมด

และไม่มียุทธศาสตร์ที่จะออกจากวิกฤตนี้  เพราะเราไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร

      มหาวิกฤตการณ์สยามนี้คงจะป้องกันไม่ได้  เพราะซับซ้อนและยากเกินกว่าสมรรถนะ

ทางปัญญาของประเทศ  สิ่งที่ควรทำก็คือนักวิชาการยุทธศาสตร์ควรจะวิจัยว่า

มหาวิกฤตการณ์สยามครั้งนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างโดยละเอียด   จะได้ทราบว่าจะบรรเทาความทุกข์

ยากอย่างใดได้บ้าง  และวิจัยเลยไปด้วยว่า  ถ้าจะฟื้นตัวจากมหาวิกฤตการณ์นี้จะตั้งต้นที่ตรงไหน

 

      การมองอนาคตอีกแบบหนึ่ง   คือเอาอนาคตมากำหนดปัจจุบัน

แบบนี้อาจจะฟังดูแปลก  เพราะอนาคตยังไม่เกิด  ยังไม่มีตัวตนจะมากำหนดปัจจุบันได้อย่างไร

เมื่อยังไม่มีจริงมันก็ต้องเป็น “จินตนาการ”  คนส่วนใหญ่รังเกียจจินตนาการ

และหาว่าเป็นความฝัน  หรือใช้คำพูดให้ด้อยค่าลงไปอีกว่าเพ้อฝัน   โดยเชื่อว่าทำอะไร

จะต้องมีฐานมาจากความรู้ที่เป็นความจริง  จึงใช้ความรู้นำ   แต่อัลเบิร์ต  ไอสไตล์

กล่าวว่า  “ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ”  ( Imagination  is  more  important

than  knowledge )  เพราะจินตนาการไม่มีขีดจำกัดสามารถไปได้สุดๆ  ถ้าจินตนาการใหญ่

จะเป็นพลังฉุดให้สร้างความรู้ตาม

      เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีจินตนาการใหญ่ว่า  มนุษย์พ้นทุกข์ได้  แต่ไม่ทรงมีความรู้ว่าทำอย่างไร

ดังที่ทรงลองผิดลองถูกอยู่ตั้ง  6  ปี  แต่จินตนาการที่ใหญ่ของพระองค์ได้สร้างความเพียรอย่างแรงกล้า

สุดชีวิต   ซึ่งในที่สุดก็ทรงค้นพบโมกษธรรมที่ทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้จริง  ที่มนุษย์จำนวนมาก

ได้รับประโยชน์มาจนทุกวันนี้  และมีผู้กล่าวขานถึงพระองค์ว่าเป็นพระโลกนาถ

      ตัวอย่างที่เล็กลงมาและร่วมสมัยก็คือ  เมื่อจอห์น  เอฟ  เคเนดี  เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ได้ปักธงว่า  “ อเมริการจะไปเหยียบดวงจันทร์ภายใน  10  ปี ”  ซึ่งปัจจุบันนั้นสหรัฐอเมริกา

ไม่มีความพร้อมเลยที่จะทำเช่นนั้น   นั่นคือ ความรู้    ถ้าใช้ความรู้นำก็จะบอกว่าทำไม่ได้   แต่เมื่อมี

จินตนาการหรือมีความฝันใหญ่ร่วมกัน  ก็เป็นแรงฉุดมหาศาลที่ทำให้คนอเมริกันทั้งประเทศ

เพียรพยายามที่จะทำให้ได้จริง  นี่แหละที่เรียกว่า  เอาอนาคตมากำหนดปัจจุบัน   หรือเอาจินตนาการ

หรือความฝันใหญ่ร่วมกันมาเป็นพลังฉุดให้ออกจากความยากลำบากของปัจจุบัน   ถ้าปัญหาปัจจุบัน

มีมากแล้วทำงานโดยเอาเป็นตัวตั้งหรือพยายามแก้ปัญหา  ความยากของปัญหาจะฉุดให้จมอยู่กับปัญหา

และความที่ปัญหามีรากเหง้าที่มาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง  ยิ่งพยายามแก้นอกจากแก้ไม่ได้แล้ว

จะยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น   อย่างที่เห็นๆกันอยู่  ฉะนั้นจึงไม่มีทางออกจากวิกฤตการณ์ด้วยการ

แก้ปัญหา  จนกระทั่งมีผู้สรุปว่า  “ การพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา ”

        คำพูดเช่นนี้อาจจะช็อคความรู้สึกของเรา  เพราะเราคุ้นเคยกับการพัฒนา  คือการแก้ปัญหา

การที่จะมีพลังออกจากวิกฤตการณ์ได้ต้องใช้พลังแห่งการมีจินตนาการหรือมีความฝันใหญ่

( Big  Dream ) ร่วมกัน  โปรดสังเกตว่าความรู้สึกก็ดี  อุดมการณ์ก็ดี  ผลประโยชน์ก็ดี

ร่วมกันไม่ได้  แต่ความฝันร่วมกันได้  วางปัญหาไว้ก่อนแต่มีความฝันใหญ่ร่วมกัน

ให้ความฝันใหญ่ร่วมกัน  เป็นพลังที่จะดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน

              ความจริงเรามีทรัพยากรต่างๆมากมาย  เกินพอที่จะสร้างความพออยู่พอกิน

สำหรับคนไทยทุกคน  และจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ  ทั้งระหว่างคนกับคน

และคนกับสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ยากเลย  ถ้าเรามีความฝันใหญ่ร่วมกันที่จะทำให้

ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความพอเพียงและศานติสุข  แล้วช่วยกันทำน่าจะทำได้

สำเร็จภายใน  10  ปีข้างหน้า  ถ้าจะมองอนาคตแบบปักธงเอาจินตนาการนำ  ควรรณรงค์

ให้คนไทยทั้งประเทศมีความฝันใหญ่ร่วมกัน  ว่าคนไทยจะร่วมกันทำให้...

ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความพอเพียง  และความสุขถ้วนหน้าภายในปี  2560

             เรารณรงให้คนไทยค์ทั้งประเทศมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมว่า  เราจะทำให้

ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความพอเพียงและความสุขถ้วนหน้า  ภายในปี  2560 

คืออีก  10  ปี  จากนี้ไปจะเกิดความหวังและเกิดพลังในการก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

แล้วก็มาร่วมคิดว่าหลักการที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคืออะไร   ตรงนี้

อาจจะคิดถึงอะไรต่ออะไรได้อย่างหลากหลาย  แต่ต้องถามว่า “ กุญแจ ” หรือ

หัวใจสำคัญ ( Crucial  element )  คืออะไร  ที่ถ้าเราทำอะไรๆอื่นทั้งหมด

แต่ไม่ทำตรงกุญแจที่เป็นหัวใจสำคัญแล้วไม่มีวันสำเร็จ  ที่เราทำอะไรๆกันมามาก

แล้วไม่สำเร็จ  เพราะเราทำแบบ  “ สร้างพระเจดีย์จากยอด ”  อะไรที่สร้างจากยอด

โดยปราศจากฐานก็จะพังลงๆ  ถ้าสร้างฐานให้แข็งแรงส่วนบนก็จะตั้งอยู่บนความมั่นคง

และเติบโตได้มากฐานจะรองรับยอด

           

            ...ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น...

         ชุมชนท้องถิ่น  คือฐานอันกว้างใหญ่ของประเทศ  ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุกทาง

ทั้งทางเศรษฐกิจ  การเงิน  การศึกษา  สุขภาพ  สิ่งแวดล้อม  วัฒนธรรม  ประเทศทั้งหมด

ก็จะตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคง

            ขณะที่กระบวนการข้างล่างเติบโตมากแล้วแต่คนข้างบนไม่รู้   คนข้างบนมองเห็น

แต่คนข้างบน  แล้วก็สลดสังเวชละเหี่ยเพลียใจมองไม่เห็นอนาคต  แต่ถ้าเห็นกระบวนการ

ข้างล่างแล้วจะมีพลังและเห็นความหวัง

            ขณะนี้ชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ  ได้ค้นพบแล้วว่า  วิถีชีวิตอย่างไรจะพอเพียง  หลุดหนี้

มีเงินออมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  มีต้นไม้เพิ่มขึ้น  มีศีลธรรมดีขึ้น  ความรุนแรงลดลงหรือหมดไป

เป็นชุมชนแห่งความพอเพียงและศานติสุข

           ชุมชนแห่งความพอเพียงและศานติสุขนี้  สามารถเรียนรู้จากกันและขยายตัว

ได้เต็มประเทศ  เรามีหมู่บ้านประมาณ  7.6  หมื่นตำบล  ประมาณ  7.6  พันอำเภอ

และ  76  จังหวัด  เรามีองค์กรท้องถิ่นทั้งหมดประมาณ  8 พันองค์กร  ซึ่งเป็น  อบต.

เสีย  7  พันกว่า  ที่เหลือเป็นเทศบาล และ อบจ.

           กุญแจ คือ  องค์กรท้องถิ่นร่วมกับชุมชนสร้างชุมชนแห่งความพอเพียง  และศานติสุข

ให้ขยายเต็มพื้นที่

           กลไกทั้งหมดของประเทศ  คือกลไกของรัฐก็ดี  การศึกษาก็ดี  ศาสนาก็ดี  สุขภาพก็ดี

ความยุติธรรมก็ดี  การสื่อสารก็ดี  หันมาสนับสนุนความเข็มแข็งของชุมชนท้องถิ่นให้สามารถ

สร้างชุมชนแห่งความพอเพียงและศานติสุขขยายตัวเต็มประเทศ  ในการนี้จะปรับ

จิตสำนึก  การเรียนรู้  และสร้างอาชีพและรายได้ในส่วนอื่นของสังคมขึ้นมาทั้งประเทศ

             ขณะที่บุคคลและองค์กรต่างๆมีความตื่นตัวที่จะสนองพระราชดำริ  ในเรื่องเศรษฐกิจ

พอเพียงแต่ยังมองหารูปธรรมไม่ชัด  รูปธรรม  คือ  ความเข็มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

ตามนัยที่กล่าวว่า ซึ่งสามารถสร้างสังคมแห่งความพอเพียงและศานติสุขให้เกิดขึ้น

ได้จริงภายใน  10  ปี  ขอให้ศึกษาเรื่องชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งให้เข้าใจจริงๆ  จะเกิด

ความปิติและพลังมหาศาลที่จะดึงชาติออกจากวิกฤตการณ์ภายใน  10  ปีข้างหน้า

 

            ฉะนั้น  ขณะนี้เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมในการออกจากมหาวิกฤตการณ์สยาม

คือ  ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งความพอเพียงและศานติสุขภายใน  10  ปีข้างหน้า

โดยใช้ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็ง

          นั่นคืออนาคตของประเทศไทยอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่มหาวิกฤตการณ์สยาม.

ขอให้เพื่อนๆ ช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ให้ขยายออกไปมากๆ จะช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ
เรื่องแนะนำ:
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Voicesit เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
เหอะๆ
ตายดีแน่ๆ - -
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย แมงทะโมน เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
พูดเป็นแต่...ทำงานไม่เป็น ไร้ประโยน์จริงๆ
สารพัดวิฤตแล้วเดี๋ยวนี้
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย BLooD_dAimONd เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ภูมิใจเถิดเกิดเป็นไทย
*0*
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้
เรื่องเด็ด: การเมือง


กระทงล่าสุดโดย: cloecho


เรื่องเด็ดๆ