-3
คะแนน
 

บทความ ชี้แจงเรื่องการลงโทษในศาสนาอิสลาม ว่าด้วยเรื่องการผิดประเวณี

โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
เรื่องที่ผมจะยกมาเป็นเรื่องแรกก็คือ พอดีผ่านไปเจอ คลิป VDO คลิปนึงซึ่งเป็นการลงโทษ ผู้หญิงมุสลิมะห์ โดยการขว้างด้วยก้อนหินจนเสียชิวิต ซึ่งตามมาตราฐานของบ้านเราแล้วถือว่ารุณแรง ซึ่งผมก็ถือว่ารุณแรงครับ แต่เว็บโจมตีอิสลามนั้นใช้คำว่าป่าเถื่อน มาถึงตอนนี้เพื่อนๆอาจจะเห็นด้วยกับคำว่าป่าเถื่อนนะ
คะแนน: 3 ชอบ, 6 ไม่ชอบ

Tag: บทความ สังคม โหด ศาสนา อิสลาม มุสลิม ข่มขืน กฏหมาย

ชนิด: บทความ - ประเภท: สังคมศาสนา
24 บทวิจารณ์  |  7,235 คนอ่าน
 
คำสั่ง
Share
hi5  |  Exteen  |  เด็กดี  |  BlogGang
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด


การที่จะมีการลงโทษดังกล่าวได้ ตามหลักการอิสลามแล้ว จะต้องผ่านกระบวน การถึงหลายขั้นตอนจึงจะมีการลงโทษได้ครับ แน่นอน ในอิสลามนั้น ไม่มีศาลเตี้ย แต่มีศาลตัดสินคดีความตั้งแต่สมัยท่านนบีแล้วครับ ที่ผมพยายามอธิบายอยู่นี่คือแนวทางด้านปรัชญาของศาสนาอิสลาม

การลงตามหลักชะรีอะห์ หรือกฏหมายอิสลาม ผู้ที่ทำผิดประเวณีจะต้องถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง
เมื่อเจอบทบัญญัติแบบนี้แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า บ้านเมืองเราคงไม่มีเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่กลุ้มใจกับลูกๆของตัวเองแน่ๆ

การที่จะลงโทษผู้ที่ทำผิดเกี่ยวกับซินาได้นั้น จะต้องมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ถึง 4 คน ซึ่งพยานที่รู้เห็นจะต้องเห็นว่าชายและหญิงร่วมหลับนอน ด้วยตาของตัวเอง ซึ่งท่านนบีได้อธิบายว่า การเห็นแบบนั้นจะต้องเห็น ว่าอวัยวะเพศชายสอดไปในอวัยวะเพศหญิงเลยทีเดียว
ถ้าหากเพื่อนๆลองพิจารณาบทบัญญัตินี้โดยรอบคอบแล้วจะเห็นว่า การที่จะมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างชายหญิง แล้วมีพยานรู้เห็นถึง 4 คนนั้น และเห็นถึงในระดับนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก นอกจากว่า พวกเขาจะทำการอนาจารแบบนี้ในที่สาธารณะจนมีผู้คนพบเห็น

ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงถ้าเขาแต่งงานแล้วและทำความผิดแบบดังกล่าว ผมว่าการที่จะฝังครึ่งท่อนแล้วปาด้วยก้อนหินจนเสียชิวิตนั้น เหมาะสมแล้ว เพราะกล้าถึงขนาดทำอนาจารในที่สาธารณะ ถ้าทั่วโลกถือกฏนี้ อนาจารตาม 2 ข้างทางก็ไม่มีแล้วหล่ะ

ถ้าหากพยานมีไม่ถึง 4 คน ผู้ที่กล่าวอ้างว่าเห็นชายกับหญิงลักลอบหลับนอนกัน พยานจะต้องถูกลงโทษด้วยการ เฆี่ยน 80 ครั้ง และการเป็นพยานของเขาถือเป็นพยานเท็จ ผมจะยกตัวอย่างให้เพื่อนๆเข้าใจอย่างละเอียดครับ สมมุติว่า มีวัยรุ่นชายหญิง กำลังลักลอบหลับนอนกันอยู่ แล้วมีคนเกิดเห็นเขา ซึ่งเขาเห็นเพียงคนเดียว เขาจะไม่มีสิทธิที่จะพูดหรือเล่าเรื่องเหล่านั้นให้คนอื่นรับรู้ได้นอกเสียจากว่าเขาจะหาพยานรู้เห็นเหตุการณ์ถึง 4 คน ซึ่งกว่าจะวิ่งไปหาพยาน 4 คนมาได้ ชายหญิงคู่นั้นคงเสร็จกิจไปแล้วหละครับ เพื่อนๆลองนึกซิ ถ้าไม่มีอะไรกันกลางถนน หรือที่ที่คนพลุกพล่านแล้ว การลงโทษแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนนอกเสียจากว่า เขาจะมายอมรับเอง...

สมมุติว่ามีพยานในเหตุการณ์ 4 คน คนที่ 1 บอกว่า เห็นว่าชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กัน คนที่ 2 บอกว่าเห็น คนที่ 3 ก็บอกว่าเห็น แต่คนที่ 4 เกิดไม่ทันได้ดูหรือไม่เห็นในระดับว่าอวัยวะสอดเข้าหากัน ชาย 3 คนแรกก็จะถูกเฆี่ยน 80 ครั้งโดยทันทีข้อหาการเป็นพยานเท็จ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัดกุมมากในบทบัญญัติอิสลาม เพื่อไม่ให้เรื่องบัดสีหรือเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับชายและหญิง


ในสมัยทีท่านนบียังมีชิวิต มีมุสลิมที่ได้ทำการผิดประเวณี แต่ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ที่เขาทำ แต่เจ้าตัวนั้นได้มายอมรับกับท่านนบีเอง และขอให้ท่านนบีทำให้เขานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย (คือให้ท่านลงโทษ)
ซึ่งครั้งแรกท่านนบีทำทีเป็นไม่สนใจเนื่องจากการลงโทษนี้ร้ายแรงมาก (และมุสลิมคนนั้นได้กลับตัวกลับใจแล้ว) แต่ไม่เป็นผล มุสลิมคนนั้นยืนยัน ที่จะ ให้ท่านนบีลงโทษ ท่านนบีทำเฉยอยู่ถึง 3 ครั้ง 3 ครา จนในที่สุดท่านนบีก็ทำการลงโทษเขา แต่ทว่าเขาทนความเจ็บไม่ได้จึงเสียชิวิต และท่านนบีจึงละหมาดให้กับเขา ซอฮาบะจึงพูดกันว่าชายคนนั้นโง่เขลายิ่งนัก เพื่อนๆลองคิดดูซิ พยาน ที่เห็นก็ไม่มี มาสารภาพแล้วท่านนบีไม่สนใจอีก แต่กลับดื้อให้ท่านนบีทำโทษจนได้ แล้วก็เสียชิวิต แต่ท่านนบี ได้รับรองว่า เขานั้นได้รับสวรรค์ของอัลลอฮ์เพราะการสำนึกผิดของเขาและความศรัทธาของเขา

มีอีกเรื่องนึงเป็นเรื่องของมุสลิมะห์ที่ตั้งท้องกับชายชู้ และมาหาท่านนบีเพื่อให้ท่านลงโทษ เพราะนางกลัวความผิดในโลกหน้าท่านได้ทำเมินเฉยเช่นกัน แต่นางก็ ตื้อจะให้ท่านลงโทษให้ได้ แต่เนื่องจากนางท้อง ท่านนบีจึงให้นางกลับไปคลอดลูกและให้ลูกหย่านมเสียก่อนจึงค่อยมาหาท่านใหม่ หลังจากนางกลับไปคลอดลูกและลูกหย่านมแล้ว นางก็กลับมาหาท่านนบีอีก เนื่องจากนางแต่งงานแล้วและยังละเมิดประเวณีอีก นางถึงถูกฝังครึ่งตัวและถูกปาด้วยหินจะเสียชิวิต และ ท่านนบีก็ทำการละหมาดให้นาง


จะเห็นได้ว่า การที่จะลงโทษแต่ละครั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ทำผิดจะยอมรับสารภาพเอง เพราะการมีพยานที่มาแจ้งความถึง 4 คน ไม่ใช่เรื่อง่ายที่จะมี และมุสลิมส่วนใหญ่ เลือกที่จะเงียบเอาไว้ เพราะ ถ้าหากพยานไม่ถึง 4 จะต้องถูกลงโทษฐานเป็นพยานเท็จ

มาถึงตอนนี้ ผมอยากจะฝากข้อคิดถึงเยาวชนเรานะครับ กับการพูดที่ว่า คนนั้น มีอะไรกับคนนี้แล้ว เพราะเห็นเขาไปด้วยกัน เขาคบกัน หรือจะพูดว่าผู้หญิงคนนั้นสำส่อน หรือเป็นผู้หญิงที่ง่าย การพูดแบบนี้ ถือว่าผิดหลักการอิสลาม ผู้ที่พูดหรือกระจายข่าวจะต้องโดนเฆี่ยนถึง 80 ที เห็นถึงความรุนแรงไหมครับ ไม่ใช่นึกจะว่าใครก็ได้ไม่ใช่ ดังนั้น อย่าพูด ถ้าเราไม่เห็นด้วยตา


มาเล่าถึงเหตุการหลังท่านนบีบ้าง

ในสมัยคอลีฟะห์ อุมัร

ถึงตอนนี้ต้องอธิบายก่อนว่า คอลีฟะห์คือตำแหน่งผู้ปกครองรัฐอิสลามหลังจากการสินชีวิตของท่านนบีไปแล้ว...
ท่านอุมัรเป็นชายที่คนกลัวท่านมากเนื่องจากท่านเป็นชายร่างใหญ่ ดุดัน

ครั้งนึง ท่านอุมัร ได้เดินผ่านที่บ้านหลังหนึ่ง และได้พบเห็น ชายหญิงกำลังสมสู่กันโดยการลักลอบประเวณี
ท่านอุมัรจึงมาที่ศาลของเมืองและได้พูดขึ้นว่า ท่านเห็นชายหญิงคู่หนึ่งทำซินากัน หลังจากประโยคนั้นจบก็มีซอฮาบะท่านนึงพูดขึ้นว่า ท่านอุมัรขอให้ท่านหยุดพูดนอกจากท่านจะหาพยานที่เห็นเหตุการณ์มาให้ครบ 4 คน หรือมิเช่นนั้น ท่านจะถูกเฆี่ยน 80 ครั้งฐานกล่าวเท็จ ถ้าหากท่านพูดชื่อเขาชายหญิงคู่นั้นออกมา

คิดดูซิครับ ขนาดกษัตริย์ที่ปกครองรัฐอิสลามเอง ขนาดเห็นด้วยตาตัวเองแล้วยังไม่สามารถตัดสินได้เลยนอกจากจะมีพยานถึง 4 คน ซึ่งการตัดสินจะต้องผ่านชั้นศาล ซึ่งถ้าหากอิสลามใช้กฏหมู่ป่าเถื่อนจริง ท่านอุมัรเข้าไปลากคอชายหญิงคู่นั้นมาประหารชิวิตได้แล้ว

ดังนั้นถ้าหากชายหญิงไม่รับสารภาพเอง หรือ ทำอนาจารในที่สาธาณะแล้ว จะไม่มีการลงโทษแบบนี้แน่นอน และเนื่องจากอิสลามวางมาฐานในจุดนี้ไว้สูงมาก มาตราการนี้ การละเมิดประเวณีและเรื่องทางเพศต่างๆจะลดลงอย่างแน่นอน

ปัจจุบันนี้ มุสลิมคงไม่ต้องไปรับสารภาพแล้วให้เขาทำโทษเพราะเราไม่ได้อยู่ในรัฐที่ปกครองด้วยอิสลาม แต่คนที่ทำผิดมาแล้วให้ทำการกลับตัวกับอัลลอฮ์ ถ้าหากเขากลับตัวอย่างแน่วแน่แล้ว อัลลอฮ์จะอภัยให้แก่เขา หากพระองค์ทรงประสงค์

มีอีกเรื่องนึงของท่านอุมัรที่อยากจะเสริม
มีครั้งนึงท่านอุมัรเข้าไปที่บ้านของมุสลิมกลุ่มนึง และพบว่าพวกเขาทำการดื่มเหล้ากันอยู่ ท่านอุมัรซึ่งดำรงเป้นตำแหน่งคอลีฟะห์ขณะนั้น จึงจะเข้าไปจับตัวมุสลิมเหล่านั้นมาลงโทษตามหลักการ แต่มุสลิมกลุ่มนั้นบอกว่า จริงอยู่เขาทำผิดหลักศาสนา แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องทำโทษท่านด้วย เพราะท่านทำผิด หลักการศาสนาถึง 3 ข้อทีเดียว

ท่านอุมัรตกใจแล้วถามว่าฉันทำผิดอะไรบ้าง

1.ท่านลักลอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านเรื่อง จึงมาดูว่าเราดื่มเหล้ากันอยู่ในบ้าน
2.อิสลามสอนให้เข้าบ้านคนอื่นทางประตูโดยได้รับอนุญาติจากเจ้าของบ้านก่อนไม่ใช่ลักลอบเข้ามา แบบที่ท่านเข้ามาจับกุมพวกเรา
3.ท่านเข้ามาที่บ้านของเราโดยที่ท่านไม่ได้ให้สลามๆ (อยู่ๆก็โผล่มาเลย)

ท่านอุมัรจึงออกไป

อันนี้เราจะเห้นว่าการทำบาปและที่ถูกลงโทษตามกฏหมายอิสลามนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจับผู้ทำผิดหลักศาสนามาเฆี่ยนง่ายๆนอกเสียจากเขาจะสารภาพหรือว่า ทำในสาธารณะ


**คัดลอกมาจาก Blog ของผมเอง
เรื่องแนะนำ:
บทวิจารณ์
  คำสั่ง โหวต
-2 คะแนน โดย oatxxx เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
อำมา 2 ปีกว่าแย้วววว..ไม่มีใครดีหรือเลว 100% (ที่รักหมายเลข 1-8 คือ ตาเบียร์ ตาโต๋ ตาต้อง ตากานต์ ตาอ็อด ตาโบ้ ตาจิ้ม ตาเปิ้ล เรียงตามลำดับค ...
ใช้ความกลัว ความรุนแรงเป็นแก่นให้เชื่อให้นับถือเนี่ยนะ ? ศาสนาอื่นให้ใช้ความรัก ปัญญา เพื่อให้เชื่อให้นับถือ และศรัทธาครับ
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย orashun เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ภาคใต้งามเลิศ ถิ่นระเบิดมากมี ประเพณีเผาโรงเรียน แวะเวียนปล้นปืนทหาร สนุกสนานกระยิงครู เชิดชูมาเลเซีย : อิสลามมาเลยกลุ้ม นิมานอระฮีหมา ...
อุมัร ถ้ามันแน่จริง มันต้องรับผิดไปด้วย แต่นี่ผิดจริง แต่ไม่ลูกผู้ชายพอ ไอ่มูฮัมหมัดยิ่งกว่า คนอื่นมาปล้น ไปตัดมือเท้าเขา ตัวเองทำสงคราม ปล้นทรัพย์เชลยได้ไม่เป็นไร สันดานถอดกันมาเลยนะ faison
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ครับ อ่านบทวิจารย์ก็พอจะรู้แล้วครับ ว่าอีกศาสนาสอนมายังไง ขอบคุณที่ให้ความกระจ้างครับ นับถือของคุณไปเถอะไม่ได้ว่าอะไร แค่ต้องการชี้แจ้ง ขอบคุณครับ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย orashun เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ภาคใต้งามเลิศ ถิ่นระเบิดมากมี ประเพณีเผาโรงเรียน แวะเวียนปล้นปืนทหาร สนุกสนานกระยิงครู เชิดชูมาเลเซีย : อิสลามมาเลยกลุ้ม นิมานอระฮีหมา ...
ของจริงๆ เป็นยังไง สืบเสาะได้ครับ ผมไม่พูดลอยๆ อยู่แล้วครับ ซูเราะห์ไหน อายะทีเท่าไหร่ บอกไว้หมดแล้ว ส่วนถ้าที่พูดจาส่งเดช คิดเอาเอง ไม่มีหลักฐาน สันดานสกปรกโอ้ประโลมโลกก็จะติดตัวไปตลอดครับ
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ถ้าคุณศึกษาคำภีร์ความหมาย แบบ ตรงๆ แบบนี้ จะตีความยังไงก็ได้ครับ ขนาด ซุนนีย์กับชีอะห์เองก็ใช้คำภีร์เล่มเดียวกัน แต่ตีความคนละแบบกัน และก็นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกันออกไปมากมาย อยากเหลือเกินที่คนมีความคิดอคติ จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้ ลองศึกษา บทที่ 24 ดูครับ ซูเราห์อันนูร ที่แปลว่ารัศมี ซูเราห์นี้อัลลอฮ์ได้ประทานมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของท่านหญิงอาอิชะห์ บทนี้ได้บัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องพวกนี้ไว้อย่างละเอียด อ่อ...จะเห้นได้ว่าผมเขียน Blog เพื่อธิบายเฉยๆยังไม่ได้เริ่มโ๗มตีศาสนาอื่นก่อน แต่กลับโดนโจมตีซะก่อนแล้ว
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
เอาเป็นว่าขอจบการสนทนาเพียงเท่านี้ครับ ไม่ได้กลัวจนหดหัว แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องชี้แจง เจตนาของผมคือต้องการอธิบายการลงโทษเรื่องนี้ ส่วนอกเหนือจากนี้ เป็นการต่อยอดที่ไร้สาระ หรือด่าทอซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ เจตนาที่ผมตั้งกระทง แล้วศาสนาผมก็ไม่ได้สอนมาแบบนั้นครับ ไม่ด่าทอซึ่งที่ศาสนาอื่นนับถือเพราะทำแบบนั้น ก็เท่ากับด่าทอตัวเอง(เพราะเขาด่ากับ) ความเชื่อคุณก็เรื่องของคุณ ความเชื่อผมก็ของผมครับ แล้วก็ ยอมรับครับว่าผมกลัวอัลลอฮ์ กลัวโลกหน้า กลัวนรก เพราะความกลัวของผม เริ่มมาจากการศรัทธาครับ แต่คนเราไม่มีความศรัทธา ก็ไม่กลัวหรอกครับ หรือว่าคนพุทธไม่กลัวนรก? ไม่กลัวบาป? คนที่ศึกษาอิสลามไม่ไม่ศรัทธา เขาก็อ่านบทพวกนี้ครับ แต่เขาไม่กลัวเพราะไม่ศรัทธาไง ดังนั้น มุสลิมที่มีความกลัวคือเขาศรัทธาอย่างแน่วแน่ ซึ่งคุณจะด่าผมยังไง ผมก็ไม่เปลี่ยนศาสนาครับ เช่นกัน คุณก้ไม่เปลี่ยนเช่นกัน ถึงแม้ผมจะอธิบายยังไง ผมคิดว่าจบแค่นี้ดีกว่าครับ นับถือของคุณไปเถอะ ผมทำตามหน้าที่ผมแล้ว
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
“และพวกเจ้าจงอย่าด่าว่าสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะด่าว่าอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นการละเมิดโดยปราศจากความรู้..” อัลกุรอาน 6:108
  คำสั่ง โหวต
-2 คะแนน โดย dracula_kung เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ถ้าพูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องโดน
เราจะพบว่าอิสลามที่ถูกกล่าวหาว่าป่าเถื่อนนี่แหละครับ ที่สามารถ เปลี่ยนแปลงสังคม จากป่าเถื่อน ไปสู่ศิวิไลซ์ได้จริง -------------------------------------------------------------- มิติแห่งสิทธิมนุษยชนในคำปราศรัยของ มหาศาสดา เมื่อวันที่ 9 ซุลฮิจญะต์ ฮ.ศ. 9 / 18 มีนาคม ค.ศ.631 ณ ทุ่งราบอารอฟะต์ มหานครมักกะต์ เวลาบ่ายคล้อย สิทธิมนุษยชน เป็นคุณลักษณะหนึ่งของศาสนาที่ถูกต้องและคุณธรรมแห่งศาสดา เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงสติปัญญาที่สมบูรณ์ของมนุษย์ มุสลิมที่สมบูรณ์คือผู้ที่รู้จักคุณค่าของสิทธิของผู้อื่น การยอมรับให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ เป็นความตกต่ำทางจริยธรรมและเป็นสภาพหนึ่งของคนป่าเถื่อน อัลลอฮ์ กล่าวว่า أَنَّهُ مَن قَتَلَ نَفْسًا بِغَيْرِ نَفْسٍ أَوْ فَسَادٍ فِي الأَرْضِ فَكَأَنَّمَا قَتَلَ النَّاسَ جَمِيعًا وَمَنْ أَحْيَاهَا فَكَأَنَّمَا أَحْيَا النَّاسَ جَمِيعًا " ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิได้เป็นการฆ่าทดแทนชีวิตหนึ่ง หรือ(ฆ่าโดย)สร้างความเดือดร้อน ก็เป็นเสมือนการฆ่า คนทั้งมวล " ( 32 อัลมาอิดะต์ ) ท่านศาสดา ศอลฯ กล่าวว่า <!--[if !supportFootnotes]-->[1]<!--[endif]--> لزوال الدنيا أهون على الله من قتل رجل مسلم " สำหรับอัลลอฮ์แล้ว ให้โลกนี้พินาศไปยังเป็นเรื่องเล็ก กว่าการฆ่าศรัทธาชนหนึ่งคน " รายงานโดย ติรมิซีย์ นะซาอีย์ และอิบนุอบีชัยบะต์ สุภาษิตกล่าวว่า " ฆาตกรรมปกป้องฆาตกรรม " หน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชที่มีราชาเป็นเทพเจ้า และประชาราษฎร์เป็นข้าทาสที่ไม่มีสิทธิใดๆ ในอาณาจักรต่างๆทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก และเกิดเป็นความเชื่อว่า อำนาจคือความถูกต้อง<!--[if !supportFootnotes]-->[2]<!--[endif]--> อัลลอฮ์กล่าวถึงคำพูดของฟาโรห์ผู้โอหัง ที่ได้กล่าวกับราษฎรชาวอียิปต์ ว่า “ “ ข้าเป็นองค์อภิบาลสูงสุดของพวกท่าน ” ( อันนาซิอาต 24 ) และว่า “ ข้าไม่ทราบว่าพวกท่านมีพระเจ้าอื่นจากฉัน” ( อัลกิศอศ 38 ) และคำพูดของกษัตริย์นัมรูดแห่งอาณาจักรบาบิโลน (อิรัก) โบราณ ว่า “ ข้าให้เป็นให้ตายได้” ( อัลบากอเราะต์ 258 ) เมื่อรัศมีแห่งอิสลามได้เจิดจรัสขึ้นมาในคริสตศตวรรษที่ 7 แล้วได้กำจัดอาณาจักรเปอเซียร์ และโรมันได้ ทำไห้สามารถปลดปล่อยมนุษยชาติมากมายให้พ้นจากความมืดมน ในยุคนั้น นักประวัติศาสตร์ให้ชื่อว่ายุคมืด (Dark Age) ในขณะที่มนุษยชาติตกอยู่ภายใต้ราชาผู้มีอำนาจเต็ม แต่อิสลาม ได้นำมาซึ่งหลักความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การจำกัดขอบเขตอำนาจของผู้นำ หลักนิติรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีการยอมรับเสรีภาพส่วนบุคคล อำนาจตุลาการที่มีอิสระ และการตรวจสอบผู้นำ <!--[if !supportFootnotes]-->[3]<!--[endif]--> บุคคอรีย์ได้รายงานว่าอบูซัร อัลฆิฟารีย์ ได้ต่อว่าชายคนหนึ่งว่า ไอ้ลูกคนดำ ชายคนนั้นได้ไปฟ้องร้องต่อท่านศาสดา ศอลฯ ท่านจึงกล่าวว่า “อบูซัร ท่านดูหมิ่นมารดาของคนๆหนึ่ง ท่านยังมีความป่าเถื่อน”<!--[if !supportFootnotes]-->[4]<!--[endif]--> ในยุคของคอลีฟะต์อุมัร บินคอตตอบ ภายหลังจากที่ญะบะละต์ บิน อัยฮัม กษัตริย์แห่งฆอซซาน เข้ารับอิสลาม ได้มาทำการเตาวาฟที่กะบะต์ ปรากฎว่ามีชายคนหนึ่งเดินเหยียบชายผ้า เขาจึงหันไปด้วยความโกรธและตบหน้าของชายคนนั้นทันที ชายผู้นั้นกล่าวว่า ฉันจะไปร้องทุกข์ต่ออมีรุลมุมินีน อุมัรได้เรียกกษัตริย์แห่งฆอซซานเข้ามา และถามว่า จริงหรือไม่ที่ชายคนนี้กล่าวว่า ท่านตบหน้าเขา ญะบะละต์กล่าวว่า ใช่ หากว่ามิใช่อยู่ต่อหน้าบัยตุลลอฮ์ ฉันฆ่าเขาด้วยดาบนี้แล้ว อุมัร “ ทำไมล่ะ” “ เขาเหยียบชายผ้าของฉัน ขณะที่ฉันกำลังเตาวาฟ” ญะบะละต์ตอบ อุมัร “ ฉันให้ท่านเลือกเอาระหว่างท่านจะขอโทษเขา หรือให้เขาตบท่านคืน ” “ ท่านถือว่าเขาเท่าเทียมกับฉันหรือ ? ฉันเป็นกษัตริย์แต่เขาเป็นแค่คนรับจ้างตักน้ำ” ญะบะละต์ถามด้วยความไม่เข้าใจ อุมัร “ อิสลามถือว่าพวกท่านเท่าเทียมกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างกษัตริย์กับคนรับจ้างตักน้ำ ” ญะบะละต์ “ งั้นให้เวลาฉันหน่อย ให้ฉันคิดก่อน ” อุมัรจึงให้เวลาสามวัน พอตกค่ำ เขาก็พาพลพรรคหนีไปยังเมืองโรมัน<!--[if !supportFootnotes]-->[5]<!--[endif]--> อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า อิสลามมีความสูงส่งที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานยืนยันใดๆอีกแล้ว เพราะว่าหลักฐานเหล่านั้นมีมากเหลือคณา และเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าประชาชาติมุสลิมกลับปฏิเสธคุณค่าอันสูงส่งของอิสลาม และยึดติดกับประเพณีดั้งเดิมโดยไม่สนใจคำสอนของอิสลาม วิธีการเหล่านี้เป็นยุทธศาสตร์เชิงรับ ที่ทำให้ศัตรูสามารถกำหนดเกมส์ให้เราเดินตามที่พวกเขากำหนดได้ การหลงระเริงอยู่กับอดีตและประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจทำให้เราละเลยวิธีการและสื่อในแปรเปลี่ยนคุณธรรมคำสอนอันสูงส่งดังกล่าวสู่ภาคปฏิบัติ มุฮัมมัด ศอลฯ ไม่ใช่คนธรรมดา หากผู้คนยอมรับกันว่า มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการภักดีต่ออัลลอฮ์( อีบาดะต์ ) มุฮัมมัด ศอลฯ ก็เป็นแบบอย่างอันดีเลิศผู้สยบยอมย่อความเกรียงไกรแห่งองค์อัลลอฮ์ หากคิดว่า มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อพิสูจน์ว่าใครกันที่มีผลงานอันประเสริฐที่สุด มุฮัมมัดก็คือผู้ที่มีประวัติชีวิตที่เหล่านักปรัชญา ราชันย์และจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ใฝ่ฝันอยากเป็นแม้เพียงเศษเสี้ยวของท่าน เราเคยศึกษาชีวประวัติของผู้นำ แม่ทัพ นักคิดนักปรัชญามามากมาย แต่ว่าผลงานพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถเทียบได้เลยกับผลงานของท่านศาสดา ท่านเป็นปุถุชนผู้สร้างสังคมใหม่ ผู้แก้ไขความผิดพลาดอันยาวนานในอดีต ทำให้ชาวโลกได้หันหาทบทวนความผิดพลาดของตนเอง<!--[if !supportFootnotes]-->[6]<!--[endif]--> เมื่อเราได้ศึกษาคำปราศรัยครั้งสุดท้ายของท่านในการประกอบพิธีฮัจญ์อาวรณ์ เป็นคำปราศรัยสั้นๆไม่กี่นาที แต่มีนัยมากกว่าคำปราศรัยทั่วไปหลายๆชั่วโมง เพราะท่านเป็นผู้มีวาจากระชับ สรุปเฉพาะใจความสั้นๆ อย่างไรก็ตาม มิติแห่งสิทธิมนุษยชนในคำปราศรัยครั้งสุดท้ายของท่านในการประกอบพิธีฮัจญ์อาวรณ์ มิใช่เป็นบทบัญญัติใหม่ที่ท่านสรรค์สร้างขึ้นมา แต่เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ต่อจากศาสดาเก่าก่อนที่ศาสนาคริสต์และยิวนับถือ เป็นการนำคำสอนเก่าก่อนมาปฏิบัติ ท่านศาสดา ศอลฯสัมผัสได้ถึงวาระสุดท้ายของท่านที่ไกล้เข้ามา ท่านเห็นแล้วว่าประชาชาติที่ท่านสถาปนาขึ้นมาได้ตั้งมั่นอยู่อย่างองอาจบนหน้าแผ่นดิน พวกเขาได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาแล้ว เสียงอาซานดังกึกก้องอยู่ทั่วทุกสารทิศ การละหมาดรวมกันดำรงอยู่ทั่วไป ท่านจึงไม่หวังอะไรสำหรับตัวท่านอีกแล้ว ในขณะที่ท่านปราศรัย ในขณะเดียวกันท่านก็ได้สั่งลาด้วยความรักและห่วงใย มิติแห่งสิทธิมนุษยชนในคำปราศรัยครั้งสุดท้ายของท่านในการประกอบพิธีฮัจญ์อาวรณ์ มีหลักการสำคัญดังนี้<!--[if !supportFootnotes]-->[7]<!--[endif]--> 1. มนุษย์ไม่ว่ามีสีผิวอะไรล้วนเสมอภาคกัน ผิวขาวก็ไม่แตกต่างจากผิวดำ เชื้อชาติยุโรปหรือแอฟริกาก็ไม่แตกต่างกัน กรณีพิพาทเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ ล้วนเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ณ ที่นี้จึงควรสำนึกว่า ณ ปัจจุบันสภาพการณ์อันน่ารังเกียจแบบนี้ยังคงอยู่ ผู้คนบางเชื้อชาติถือว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น จึงพยายามเอาเปรียบผู้อื่นทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยที่สนธิสัญญาขององค์กรกลางของโลกไม่สามารถฉุดรั้งความชั่วช้าสามานย์เหล่านี้ได้ ท่านศาสดา ศอลฯ ได้ตอกย้ำถึงความหมายอันนี้ว่า “ ท่านทั้งหลาย พวกท่านมีพระเจ้าองค์เดียวกัน พวกท่านมีบรรพบุรุษเป็นคนเดียวกัน พวกท่านมาจากอาดัม อาดัมนั้นมาจากดิน ผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เกรงกลัวต่ออัลลอฮ์มากที่สุด ชาติอาหรับมิได้ดีกว่าชาติอื่นนอกจากด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ฉันได้ชี้แจงแก่พวกท่านแล้วหรือไม่ ” พวกเขาตอบว่า “ ใช่ ” ท่านจึงกล่าวว่า “ โอ้อัลลอฮ์จงเป็นพยานด้วยเถิด ” นอกจากนั้นท่านยังได้ย้ำถึงความวุ่นวายอันสืบเนื่องมาจากของความเสมอภาคว่า 2. ท่านศาสดาย้ำถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ เพราะว่าเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความเป็นมาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ บางครั้งมีการเน้นสิทธิของสังคม บางครั้งเน้นสิทธิส่วนบุคคล บ้างมีการค้าเสรี บ้างมีการค้าควบคุม แต่ไม่ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจใด ผู้คนก็ยังคงใช้ " ความเห็นแก่ตัว " เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ ยุคกรีกโรมัน ยุคล่าอาณานิคม หรือยุคการค้าเสรีในปัจจุบัน ทุกคนต่างมุ่งประโยชน์ส่วนตน บรรษัทของตน ประเทศของตน กลุ่มของตนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด โดยไม่สนใจว่าเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ที่มิใช่พรรคพวกของตน บรรษัทของตน ประเทศของตน กลุ่มของตน จะเดือดร้อนสักเพียงใดก็ตาม ตราบใดที่โลกขาดศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อให้มีกฎเกณฑ์ใดๆที่มนุษย์คิดสรรค์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ยูเนสโก องค์กรการค้าโลก หรืออื่นๆ ก็เป็นเพียงเวทีแห่งการแก่งแย่งทรัพยากรของประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ประเทศมหาอำนาจกับประเทศที่อ่อนแอ การต่อรองผลประโยชน์ของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ การยื้อแย่ง ต่อรอง เพื่อประโยชน์สูงสุดส่วนตนเป็นหลัก ด้วยนัยดังกล่าว ท่านศาสดาจึงกล่าวอมตะวาจาในครั้งนี้ว่า " ไม่อนุญาตให้คนใดเอาทรัพย์ของพี่น้องของเขา นอกจากด้วยความเต็มใจจากเจ้าของ " สภาพการณ์ที่ประเทศยากจน หรือกลุ่มคนส่วนใหญ่ในแต่ละสังคม ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศมหาอำนาจต่างชาติ หรือจากชนชั้นอภิสิทธิ์ชนคนชาติเดียวกัน ยังคงดำรงอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน เป็นสิ่งยืนยันถึงความจำเป็นที่ท่านศาสดาต้องเน้นหนักถึงเรื่องนี้ในปัจฉิมเทศนาของท่าน มันเป็นเสมือนคำเตือนว่า สิ่งนี้เป็นปัญหาสำหรับมนุษยชาติทุกยุคทุกสมัย สมควรอย่างยิ่งที่สังคมโลกยุคใหม่จะต้องวางกฎเกณฑ์สำหรับเศรษฐกิจเสรีในเวทีการค้าโลก หรือในสังคมของประเทศนั้นๆ ว่า " ไม่อนุญาตให้คนใดเอาทรัพย์ของคนอื่น นอกจากด้วยความเต็มใจจากเจ้าของ " มิใช่การได้มาเพราะลูกเล่นทางการต่อรองหรือความเป็นอภิสิทธิ์ชนในสังคมที่เป็นผู้กำหนดกติกา ท่านศาสดา ได้ตอกย้ำว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ไม่ต่างกับการละเมิดต่อสิ่งหวงห้ามทางศาสนา ท่านกล่าวว่า " มนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านรู้หรือไม่ว่า พวกท่านอยู่ในวันอะไร เดือนอะไร และเมืองอะไร ?" พวกเขาตอบว่า " วันหวงห้าม เดือนหวงห้าม และเมืองหวงห้าม " ท่านกล่าวต่อไปว่า " ชีวิตของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่าน เกียรติของพวกท่าน เป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ แล้วพวกท่านจะได้พบกับองค์อภิบาลของพวกท่าน เหมือนกับการหวงห้ามการละเมิดต่อวันนี้ เดือนนี้ และเมืองนี้ จนกว่าพวกท่านจะพบกับองค์อภิบาลของพวกท่าน แล้วพระองค์จะสอบสวนถึงการกระทำของพวกท่าน ฉันได้ชี้แจงแก่พวกท่านแล้วหรือไม่ ” พวกเขาตอบว่า “ ใช่ ” ท่านจึงกล่าวว่า “ โอ้อัลลอฮ์จงเป็นพยานด้วยเถิด ” 3. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเศรษฐกิจยังหมายความถึงดอกเบี้ยด้วย เพราะว่าดอกเบี้ยเป็นกลไกในการขูดรีดทรัพย์สินของผู้ที่ด้อยกว่า ในอดีตเป็นธุรกรรมธรรมดาง่ายๆ แต่ในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำระดับชาติหรือส่วนบุคคล มีทั้งกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชั่น หรืออื่นๆ ประเทศยากจนที่ต้องการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานใดๆ ก็ทำการกู้ยืมจากประเทศร่ำรวย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องสั่งซื้อวัสดุจากประเทศของพวกเขา บรรษัทของพวกเขา จะต้องจ้างที่ปรึกษาและคนงานจากประเทศเหล่านั้น แล้วกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามต้องการ โดยที่เงินกู้นั้นเป็นเงินเดือนของพนักงานดังกล่าวและเป็นราคาวัสดุที่พวกเขาให้มา ให้กู้หนึ่งร้อย เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์หลายเท่าตัว ประเทศยากจนหลายๆประเทศในปัจจุบันจึงใกล้ล้มละลายจากการที่ต้องจ่ายคืนหนี้อันมหาศาล เพราะกฎเกณฑ์ที่เอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ ท่านศาสดา กล่าวว่า " ดอกเบี้ยสมัยญาฮิลียะต์(ยุคก่อนอิสลาม)เป็นโมฆะ พวกท่านมีสิทธิเฉพาะเงินต้นของพวกท่านเท่านั้น พวกท่านจะไม่มีการเอาเปรียบและไม่ถูกเอาเปรียบ อัลลอฮ์กำหนดว่าจะต้องไม่มีดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแรกที่ฉันจะยกเลิกคือดอกเบี้ยลุงของฉัน อับบาส บินอับดุลมุตตอลิบ " ซึ่งพ่อค้าใหญ่ที่ประกอบธุรกิจดอกเบี้ย อารยธรรมที่หลงใหลในวัตถุนิยมปัจจุบัน ไม่รับรู้นอกจากวันนี้และผลกำไรในวันนี้ ส่วนดำรัสของอัลลออ์ที่ว่า وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَى مَيْسَرَةٍ وَأَن تَصَدَّقُواْ خَيْرٌ لَّكُمْ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ " หากพวกเขามีความลำบากก็จงรอจนกว่าจะสะดวก และหากพวกท่านยกให้ก็จะเป็นการดีกว่าสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านรู้ " ( 280 อัลบากอเราะต์ ) หรือหะดิษที่ว่า " มีชาวอิสรออีลคนหนึ่งซื้อที่ดินจากอิสรออีลคนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ขุดพบภาชนะโบราณบรรจุทองคำมากมาย จึงเอาไปคืนเจ้าของที่ดิน แต่เขาไม่รับโดยกล่าวว่า " ฉันขายให้ท่านไปแล้ว ทั้งที่ดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นทั้งหมด " แต่ผู้ซื้อแย้งว่า " ฉันซื้อเฉพาะที่ดินเท่านั้น " ทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งกันไม่มีใครยอมใคร จึงพากันไปหาศาสดาของพวกเขา ศาสดาจึงถามว่า " ท่านมีบุตรชายหรือไม่ " เขาตอบว่า มี และถามว่า ท่านมีบุตรสาวหรือไม่ " เขาตอบว่า มี ท่านจึงให้ทั้งสองสมรสกันและมอบทองคำให้แก่ทั้งสอง ล้วนเป็นเรื่องไร้แก่นสารสำหรับพวกเขา 4. การปกป้องชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อัลลอฮ์กล่าวว่า " ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิได้เป็นการฆ่าทดแทนชีวิตหนึ่ง หรือ(ฆ่าโดย)สร้างความเดือดร้อน ก็เป็นเสมือนการฆ่า คนทั้งมวล " ท่านศาสดา ศอลฯ กล่าวว่า رواه الترمذي لزوال الدنيا أهون على الله من قتل رجل مسلم " สำหรับอัลลอฮ์แล้ว ให้โลกนี้พินาศไปยังเป็นเรื่องเล็ก กว่าการฆ่าศรัทธาชนหนึ่งคน " รายงานโดย ติรมิซีย์ นะซาอีย์ และอิบนุอบีชัยบะต์ สุภาษิตกล่าวว่า " ฆาตกรรมปกป้องฆาตกรรม " อิสลามบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการฆ่าทดแทน ที่ทำให้อาชญากรเกรงกลัวการละเมิดต่อชีวิตและร่างกายผู้อื่น เพราะว่าหากเขารู้ว่าจะต้องถูกลงโทษทดแทนเหมือนกับที่เขาทำต่อชีวิตหรือร่างกายผู้อื่น ก็จะต้องขบคิดอย่างหนักก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ปัจจุบัน ประเทศเจริญแล้วยกเลิกกฎหมายตาต่อตาฟันต่อฟันไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ แล้วทดแทนด้วยบทลงโทษเพียงเบาๆ ที่ไม่สามารถปกป้องสังคมได้ ทำให้การฆาตกรรมแพร่หลายอย่างยิ่ง อิสลามจึงกำจัดปัญหานี้อย่างถอนรากถอนโคน ด้วยการบัญญัติกฎเกณฑ์อันยุติธรรมอย่างยิ่ง ท่านศาสดากล่าวว่า " การแก้แค้นทดแทนในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ในสมัยญาฮิลียะต์ ถูกยกเลิกภายใต้เท้าของฉันนี้ การแก้แค้นอันแรกที่ถูกยกเลิกคือ คดีของรอบีอะต์ บินฮาริษ บินอับดุลมุตตอลิบ " <!--[if !supportLists]-->5. <!--[endif]-->ท่านศาสดา ศอลฯ ยังให้ความสำคัญกับสิทธิสตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่มุสลิมปัจจุบันจะต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าจารีตประเพณี และมรดกทางวิชาการของมุสลิมในเรื่องนี้เจือปนด้วยสิ่งขัดแย้งกับบทบัญญัติของอิสลามเป็นอย่างยิ่ง ตรงข้ามกับยุโรปที่ละเลยเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง อาหรับเก่าก่อนไม่ยอมรับสิทธิใดๆของสตรี ส่วนหนึ่งถึงกับสังหารทารกหญิงเสียเพื่อป้องกันความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่ออิสลามมาถึงก็ทำการลบล้างสิ่งเหล่านั้นเสียสิ้น อิสลามถือว่าผู้หญิงเป็นคู่ชีวิตของผู้ชาย มีความเท่าเทียมกัน แต่มีหน้าที่แตกต่างกันในบางด้าน การถือว่าผู้ชายต้องเหนือกว่าผู้หญิงด้วยเหตุผลว่าเป็นผู้ชายเท่านั้น เป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ด้วยเหตุดังกล่าวอิสลามจึงปฏิเสธจารีตอาหรับเก่าก่อน แล้วสถาปนาสังคมใหม่บนพื้นฐานใหม่ แต่ต่อมาความเฉไฉไขว้เขวในเรื่องสิทธิสตรีก็เข้ามาครอบงำอาหรับ พร้อมๆกับความหลงผิดอื่นๆ เช่น ความแตกแยก เผ่านิยม การสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ จารีตอาหรับที่ผิดๆ ทำให้สตรีเสียโอกาสในชีวิตอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา การประกอบศาสนกิจ การปฏิรูปสังคม และการเรียกร้องสู่ความดีงาม ท่านศาสดาจึงกล่าวว่า " มนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านมีหน้าที่ต่อสตรี และมีสิทธิต่อพวกนางเช่นกัน " " สตรีเป็นผู้ช่วยของพวกท่าน นางเป็นผู้อ่อนแอมาก พวกท่านสมรสกับนางพร้องกับหน้าที่ที่อัลลอฮ์มอบหมายให้แก่พวกท่าน ท่านมีเพศสัมพันธ์กับพวกนางได้ด้วยคำของอัลลอฮ์ พวกท่านจงเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ในเรื่องสตรี และจงมอบสิ่งที่ดีๆให้กับพวกนาง ฉันได้ชี้แจงแก่พวกท่านแล้วหรือไม่ ” พวกเขาตอบว่า “ ใช่ ” ท่านจึงกล่าวว่า “ โอ้อัลลอฮ์จงเป็นพยานด้วยเถิด ”" ข้อห่วงใยของมหาศาสดาที่มีต่อประชาชาติของท่านที่เป็นสตรี ที่ถึงกับต้องนำมาตักเตือนครั้งสุดท้ายก่อนจะกลับไปสู่อ้อมแห่งองค์ผู้ทรงเมตตา มีนัยสำคัญที่จะสื่อต่อมุสลิมปัจจุบันว่า มุสลิมมีปัญหาในเรื่องสิทธิสตรีอย่างรุนแรง ในระดับเดียวกับข้อห่วงใยเรื่องการละเมิดต่อชีวิต ทรัพย์สินและเกียรติยศ ความแตกแยกของสังคมมุสลิม และอื่นๆ อิสลามบัญญัติให้ผู้ชายต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้หญิง ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย สิ่งนี้พบหรือไม่ในสังคมมุสลิมปัจจุบัน ถ้ามีก็มีอยู่ในระดับใด ถูกต้องหรือไม่ มีกฎหมายใดที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิอันนี้ของพวกนาง เพื่อให้ควรค่ากับความห่วงใยของท่านศาสดาบ้าง อิสลามบัญญัติให้มุสลิมให้ความเสมอภาคระหว่างลูกๆของตน หากจะให้มากกว่าก็จงให้แก่ลูกหญิง สังคมมุสลิมตระหนักหรือไม่ ฉะนั้น คำพูดที่ว่า " จงมอบสิ่งที่ดีๆให้กับพวกนาง " จึงสื่อความหมายให้มุสลิมหวนกลับมาทบทวนข้อผิดพลาดของตนในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที เพราะว่าในการปราศรัยครั้งนี้ท่านศาสดา ศอลฯ ให้ข้อคิดไว้ว่า " ผู้อยู่ที่นี่จงนำไปบอกต่อกับผู้ที่ไม่มา เพราะว่าบางทีผู้รับทราบจากคำบอกเล่าอาจเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากกว่าผู้ที่ได้ยินเองก็ได้ " เหล่านี้คือมิติแห่งมนุษยชนที่ท่านศาสดาเน้นย้ำ ในการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่าน ท่านกล่าวว่า " มนุษย์ทั้งหลายจงฟังฉัน ฉันจะชี้แจงแก่พวกท่าน ฉันไม่แน่ใจว่าจะได้หลังจากปีนี้จะได้เจอพวกท่านในสถานที่นี้อีกหรือไม่ " เป็นคำปราศรัยที่สั้นง่าย กระชับแต่ทรงคุณค่า ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโลกปัจจุบัน -------------------------------------------------------------- http://ghazalimhd.blogspot.com/2007/06/blog-post_5385.html
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย dracula_kung เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ถ้าพูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องโดน
การใช้แต่คำสอน หรือ ใช้แต่การตักเตือนนั้น ดูครั้งแรกดูเหมือนจะดี เป็นอุดมคติ ถ้า ทุกคนฟังคำสอน ก็ดี ถ้า ทุกคนเชื่อที่สอน ก็ดี ถ้า ทุกคนทำตามที่สอน ก็ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นหรอกครับ แล้วเราจะรับผิดชอบอย่างไร กับคนชั่ว ที่ยังจมปลักกับความชั่ว การยอมให้คนชั่วมาปล้น มาฆ่า แล้วยิ้มให้ ไม่ยากเลย ตัวท่านนบีเอง สาวกยุคแรกๆ ก็ทำมาแล้ว อิสลามได้รับความลำบาก ยิ่งกว่าศาสนาไหนในโลกเคยประสบ โดนลากบนถ่านไฟร้อนๆ จนไขมันมาดับไฟ ก็มีมาแล้ว ถูกทรมานต่างๆ นาๆ สาวกของท่านคนนึงบอกว่า ช่วงที่มีความสุขที่สุด คือตอนที่ถูกทรมานเพื่อให้เลิกจากอิสลาม การกระทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าศาสนาอื่นทำได้ มุสลิมพร้อมที่จะทำแบบนั้น มากกว่าไม่น้อยกว่าสิบเท่า แต่การกระทำแบบนั้นมันไม่สามารถช่วยให้มนุษยชาติพ้นจากความชั่วร้าย และป่าเถื่อนได้หรอกครับ การปล่อยความชั่วไป ก็เท่ากับสนับสนุนให้ความชั่วนั้นแพร่ระบาด คนเรามีหลายประเภท คนใฝ่ดี คนทั่วไป คนใฝ่ชั่ว ถ้าคนดีไม่เข้มแข็งล่ะก็ ไม่เพียงแค่คนชั่วเท่านั้นที่จะจมปลักกับความชั่ว แต่คนทั่วไปก็จะไหลไปตามกระแสแห่งความชั่วนั้นด้วย อิสลามสอนว่า ถ้าเจอความชั่วก็ให้ยังยั้งมันด้วยมือ ถ้าไม่ได้ก็ให้ยับยั้งด้วยวาจา ถ้าไม่ได้อีกก็ให้ปฏิเสธด้วยใจ ไม่ใช่เห้นความชั่วแล้วเฉยชา ไม่แสดงความรังเกียจความชั่วเลย หรือมีความสามารถจะยับยั้งได้ แต่ไม่ทำ ถ้าปล่อยปละละเลยก็เท่ากับสนับสนุนความชั่วนั้นแล้ว การใช้คำสอนเพื่อขัดเกลาคนนั้นทุกศาสนาสอน และอิสลาม ฝึกจิตใจตัวเองวันละ 5 เวลาเป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว แต่นอกจากนั้น ก็ต้องบทลงโทษเพื่อปราม ผู้ที่ทำชั่วด้วย อย่างน้อย คนทั่วไปที่ไม่ถึงกับใฝ่ดี ก็จะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี พอเขาไปยังหนทางที่ดีได้ คนชั่วอย่างน้อยก็ได้ห่างความชั่วบ้างถึงจะไม่เต็มใจ แต่ยังไง เขาก็ได้ ละวางจากความชั่วมีโอกาสได้รู้จักความดี ส่วนหนึ่งคือตรงนี้ที่อิสลามพิเศษกว่าศาสนาอื่น และประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงมนุษย์สังคมมนุษย์ได้ อิสลามทำได้จริง และทำได้มาแล้วครับ ไม่ใช่เพียงแค่ความเพ้อฝันไปวันๆ เท่านั้น
    คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ชักแม่น้ำทั้ง 5 มา หรือต่อให้อมพระมาพูด เขาก็ไม่ฟังหรอกครับ หยุดดีกว่าครับ
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย orashun เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ภาคใต้งามเลิศ ถิ่นระเบิดมากมี ประเพณีเผาโรงเรียน แวะเวียนปล้นปืนทหาร สนุกสนานกระยิงครู เชิดชูมาเลเซีย : อิสลามมาเลยกลุ้ม นิมานอระฮีหมา ...
คุณ faison อมขี้หมูผสมขี้หมามาพ่นใส่หน้า dracula_kung คนเกือบทั่วโลกก็ไม่เชื่อ เพราะสิ่งที่พวกมุสลิมเฉไฉ มันไม่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นเลย
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย pip เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
มุสลิมเขาไม่อมพระหลอกยมเขาอมมัสยิดต่างหากล่ะ พวกเนี่ยไม่รู้หลอกว่าเขาจะเจ็บจะตายมันจะเป็นอย่างไงพวกนี่มันมีแต่ตัวไม่มีสมองและหัวใจ
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ก็ไม่แปลกอะไรเลย ที่มีคนโง่ แบบ ผม อยู่บนโลก พันล้านคน
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย จ่า_พากDELTA_FORCE เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
สงครามคีย์บอร์ดศาสนา 55555
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย dracula_kung เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ถ้าพูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องโดน
คนทั่วโลกไม่เชื่อแต่คนหันมารับอิสลามทั่วโลก มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย นั่งเกาไข่ เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา
แหม คนทั่วโลกหันมารับอิสลาม ขำกร๊ากกก โวเป็นเด็กเรยยย อย่างว่าศาสนาเด็กขี้แง กั๊กๆๆๆๆ
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย นั่งเกาไข่ เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา
เน้นจำนวน คุณภาพไม่เกี่ยว กั๊กๆๆๆๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย Bestzill เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
เบื่อได้เรื่อย ยๆ
เง้ออออออ..
    คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย faison เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
อย่าให้ผมว่ากลับน่ะครับ ของคุณมีคุณภาพพอแล้วหรอครับตอนนี้ ศาสนาพุทธที่แท้จริงทำไมที่ไทยตอนนี้ ฮินดูปนเต็มไปหมด ผมถามเรื่องความเชื่อกับคนพุทธ แต่ละคนตอบไม่เห็นเหมือนกัน
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย boi9999 เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
วันพรุ่งนี้ก็กลับไปนราธิวาสแล้วครับ
เฮ้อ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย noter เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ปลุกสำนึก ปลดปล่อย และปลุกใจ
สลามๆ
  คำสั่ง โหวต
0 คะแนน โดย orashun เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ภาคใต้งามเลิศ ถิ่นระเบิดมากมี ประเพณีเผาโรงเรียน แวะเวียนปล้นปืนทหาร สนุกสนานกระยิงครู เชิดชูมาเลเซีย : อิสลามมาเลยกลุ้ม นิมานอระฮีหมา ...
ลัทธิขี้ลอกยิว-คริสต์ ขี้ลอกเอาศาสดาศาสนาอื่นมาใช้ !!! ไม่ต้องมาฝอยหรอก ............ พุทธศาสนาสมานฉันท์กับศาสนาที่มาจากอินเดียด้วยกันได้ ไม่ได้เลว เหมือนโจรที่เนรคุณทำลาย ศาสนาที่ตัวเองไปลอกเขามา
  คำสั่ง โหวต
-1 คะแนน โดย dracula_kung เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ถ้าพูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องโดน
ลอกใครเหรอครับ ลอกเชนเหรอครับ นอกจากนี้นักบวชเชนยังต้องรักษาศีล ๕ ข้อย่างเคร่งครัด คือ ๑. เว้นจาการฆ่าสิ่งที่มีชีวิตรวมทั้งพืชด้วย ๒.เว้นจาการพูดเท็จ ๓. เว้นจาการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ๔. เว้นจาการประพฤติผิดในกาม ๕. ไม่ยินดีในกามวัตถุ มีศีล 5 ด้วยนะ ในฤดูฝน ซึ่งมีแมลงและกบเขียดชุกชุม นักบวชเชนจึงไม่ออกจาริกไปไหน แต่จะอาศัยอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่ง ก่อนที่จะออกเดินทางไปบำเพ็ญตบะอีก 8 เดือน มีการจำพรรษาด้วย ครั้งออกบวชแสวงหาโมกขธรรม ๑๒ ปี จึงบรรลุโมกษะ เมื่อได้บรรลุแล้วจึงได้นามใหม่ว่า ชินะ อันหมายถึงผู้ชนะแล้ว ท่านเป็นศิษย์ท่านปาร์ศวา (Parsva) ซึ่งถือว่าเป็นศาสดาองค์ที่ ๒๓ ผู้มีอายุห่างจากท่านมหาวีระเพียง ๒๕๐ ปีเท่านั้น คำว่า ศาสดาในศาสนาเชนเรียกว่า ตัรถังกร แปลว่า ผู้ถึงท่าคือนิพพาน มีนิพพานด้วย และที่สำคัญ พระมหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน ซึ่งมีแนวความคิดปฏิเสธพระเจ้า ปฏิเสธการบูชายัญเช่นเดียวกับศาสนาพุทธ แต่ต่างกันที่หนทางปฏิบัติ และการทรมานกายอันสุดโต่งของเหล่านักบวชเชนเพื่อไปสู่ปรโลก เป็นภพที่อยู่เหนือโลก ซึ่งไม่ใช่นิพพาน ตามประวัติของศาสนาเชนนั้น พระมหาวีระเป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งในวงศ์กษัตริย์ลิจฉวีผู้ครองกรุงเวสาลี เสด็จออกบวชและได้บำเพ็ญตบะทรมานกายจนบรรลุความหลุดพ้น จึงได้ประกาศศาสนาเชนขึ้นเมื่อ 57 ปีก่อน พุทธศาสนา โดยพระมหาวีระคือศาสดาองค์ที่ 24 เพราะตามคตินิยมของศาสนาเชนนั้น ได้มีศาสดาองค์ก่อนหน้านี้มาแล้ว 23 องค์ เกิดก่อนศาสนาพุทธครับ ถ้าอะไรคือการลอก ผมก็ว่านี่แหละครับการลอกเขามาของแท้ แล้วลองไปศึกษาดูก็แล้วกันว่า ศาสนาพุทธกล่าวถึง มหาวีระ ศาสดาของเชนไปในในทางไหน อิสลามกับคริสต์และยิว ทราบได้เลยครับว่า เป็นการพูดถึงสัจธรรมเรื่องเดียวกัน และไม่มีความจำเป็นอะไรที่อิสลามต้องไปลอกยิวและคริสต์ด้วย เพราะไม่ก่อประโยชน์ทางโลกแต่อย่างใด
  คำสั่ง โหวต
1 คะแนน โดย lhan เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
รักความสงบ
คุณ dracula_kung ผมเห็นด้วยคับใครลอกใครรู้อยู่คับดีคับมีหลักฐานมาเสนอไม่ใช่ว่าเขาลอยๆ ไอ้orashun ผมตามคุณมาตลอดคับผมว่าคนอย่างคุณคงไม่มีศาสนาหรอกคับ หรือถ้ามีก็ไม่เคยใส่ใจในคำสอนของศาสนาของคุณเลย ทุกศาสนาเขาสอนมาดีแต่คนปฏิบัตินี้สิ.................
คุณต้อง ล็อกอิน จึงจะวิจารณ์กระทงได้
เรื่องล่าสุด: สังคมศาสนา
เรื่องเด็ดๆ