ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบลำที่ 2 ร.ล.วิรุณ ชื่อจาก รามเกียรติ
ลำที่ 3 ร.ล.สินสมุทร ชื่อจาก พระอภัยมณี
ลำที่ 4 ร.ล.พลายชุมพล ชื่อจาก ขุนช้างขุนแผน
Tag: บทความ ไทย การเมือง ทหาร ประวัติศาสตร์ เรือดำน้ำ
คลับ: คนรัก@cloud คนรักประเทศไทย คนล้านนา ต้านสินค้ามาเลเซีย ประวัติศาสตร์ไทย พุทธศาสนา รักชาติ เรารักในหลวง
ระบุว่า เรือดำน้ำได้อยู่ในแนวความคิดของกองทัพเรือไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2453 แล้ว ดังจะเห็นได้จากโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ พ.ศ.2453 ซึ่งมีคณะกรรมการอันประกอบด้วย นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (ต่อมาเป็น นายพลเรือเอก กรมหลวงฯ) นายพลเรือตรี พระยาราชวังสวรรค์ (ฉ่าง แสง-ชูโต ต่อมาเป็นนายพลเรือเอก พระยามหาโยธา) และนายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร (ต่อมาได้เป็นนายพลเรือเอก กรมหลวงฯ) ได้จัดทำขึ้นถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต (ต่อมาเป็น จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระฯ) เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และเสนาบดีฯ ทรงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ.129 (พ.ศ. 2453)
โครงการนี้ได้กำหนดให้มี ?เรือ ส.(1) จำนวน 6 ลำ? ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้อธิบายไว้ว่า ?เรือ ส. คือเรือดำน้ำสำหรับลอบทำลายเรือใหญ่ข้าศึก.." แต่ยังกล่าวให้ชัดไม่ได้เพราะยังไม่เคยลงแลลอง แต่ที่พูดถึงด้วยนี้โดยเห็นว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาสงครามจะต้องใช้เป็นมั่นคง แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้? เวลานั้นเรือดำน้ำเป็นอาวุธที่นาวีของมหาอำนาจในยุโรปกำลังพัฒนาและทดลองใช้อยู่
ต่อมาใน พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ออกจากประจำการ และต้องจ้าง นายนาวาเอก ชไนด์เลอร์ (J.Schneidler) นายทหารเรือชาติสวีเดนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาการทหารเรือ ในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2455 นายนาวาเอก ชไนด์เลอร์ ได้เสนอโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือสำหรับป้องกันประเทศ และได้กล่าวถึง ?เรือดำน้ำ? ว่า ?เป็นเรือที่ดีมากสำหรับป้องกันกรุงเทพฯ แต่จะผ่านเข้าออกสันดอนลำบาก ถ้าเก็บไว้ในแม่น้ำก็ไม่คุ้มค้า? และได้เสนอไว้ในโครงการให้มีเรือดำน้ำ 8 ลำ สำหรับประจำอยู่กับกองทัพเรือที่จันทบุรี
ทหารเรือไทยและคนไทยได้มีโอกาสเห็นเรือดำน้ำจริงๆ เป็นครั้งแรกที่ไซ่ง่อน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2454 ในโอกาสที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสอินโดจีนฝรั่งเศส ได้จัดเรือดำน้ำมาแล่น และดำถวายให้ทอดพระเนตรในบริเวณที่เรือพระที่นั่งมหาจักรีเทียบท่าอยู่
เรือเหล่านี้ขึ้นระวางประจำการแล้วได้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญคือ เมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส หลังจากที่ ร.ล.ธนบุรี และเรือตอร์ปิโดถูกเรือรบฝรั่งเศสยิงจมแล้วเรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล ได้ไปลาดตระเวนเป็น 4 แนว อยู่หน้าบริเวณฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีนฝรั่งเศส ใช้เวลาดำอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้นลำละ 12 ชั่วโมง ขึ้นไป นับเป็นการดำที่นานที่สุด ตั้งแต่ได้เริ่มมีหมวดเรือดำน้ำมาจนกระทั่งได้ถูกยุบเลิกไป
เรือดำน้ำในกองทัพเรือไทย (มี 4 ลำ)
1. ร.ล.มัจฉาณุ ลำที่สอง (ร.ล.มัจฉาณุ ลำที่หนึ่ง เป็นเรือในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ต่อที่อู่ บริษัท มิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2479 พร้อมกับอีก 3 ลำ คือ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และ เรือหลวงพลายชุมพล น้ำหนักบนผิวน้ำ 374.5 ตัน น้ำหนักขณะดำ 430 ตัน ความยาวตลอดลำ 51 เมตร ความกว้างสุด 4.1 เมตร สูงถึงหลังคาหอเรือ 11.65 เมตร กินน้ำลึก 3.6 เมตร ติดอาวุธปืนใหญ่ 76 มม. 1 กระบอก ปืน 8 มม. 1 กระบอก ตอร์ปิโด 45 ซม. 4 ท่อ เครื่องจักรใหญ่ชนิดดีเซล 2 เครื่อง ๆ ละ 8 สูบ กำลัง 1,100 แรงม้า เครื่องไฟฟ้ากำลัง 540 แรงม้า (ใช้เดินใต้น้ำ) ความเร็วมัธยัสถ์ 10 นอต รัศมีทำการ 4,770 ไมล์ ทหารประจำเรือ 33 คน (นายทหาร 5 พันจ่า-จ่า 28)
วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 วางกระดูกงูพร้อมกับ เรือหลวงวิรุณ
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2479 ลงน้ำพร้อมกับ เรือหลวงวิรุณ วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2479 เรือหลวงมัจฉาณุ (ลำที่สอง) และเรือดำน้ำอีก 3 ลำ ออกจากน่านน้ำประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังประเทศไทย โดยไม่มีเรือพี่เลี้ยง ซึ่งแสดงถึงความสามารถของทหารเรือไทย วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางมาถึงประเทศไทย วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ขึ้นระวางประจำการ เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส หลังจาก เรือหลวงธนบุรี และเรือตอร์ปิโด ถูกเรือฝรั่งเศส ยิงจมแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ปลดระวางประจำการ
2.เรือหลวงวิรุณเป็นเรือพี่น้องของ เรือหลวงมัจฉาณุ สร้างแห่งเดียวกัน โดยสัญญาเดียวกัน วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 วางกระดูกงู วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2479 เรือลงน้ำ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางมาถึงประเทศไทย วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ขึ้นระวางประจำการ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ปลดระวางประจำการ
3. ร.ล.สินสมุทร เรือนี้เป็นเรือพี่น้องของ เรือหลวงมัจฉาณุ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 วางกระดูงูพร้อมกับ เรือหลวงพลายชุมพล วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 เรือลงน้ำพร้อมกับ เรือหลวงพลายชุมพล วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางมาถึงประเทศไทย วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ขึ้นระวางประจำการ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ปลดระวางประจำการ
4. ร.ล.พลายชุมพล เรือนี้เป็นเรือพี่น้องของ เรือหลวงมัจฉาณุ สร้างแห่งเดียวกัน โดยสัญญาเดียวกัน วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 วางกระดูงู วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 เรือลงน้ำ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางมาถึงประเทศไทย วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ขึ้นระวางประจำการ
เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ออกเดินทางจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น มาแวะจอดที่กรุงมะนิลา ประเทศ
ฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะเดินทางฝ่าคลื่นลมมาถึงฐานทัพเรือสัตหีบในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๘๑ รวมระยะทางทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ ไมล์ ใช้เวลาเดินเรือและแวะเมืองท่ารวม ๒๔ วัน และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ทำการออกฝึกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๘๓ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้น กองทัพเรือ ได้ส่งเรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล ไปทำการลาดตระเวนเป็นแนวหน้าบริเวณฐานทัพเรือเรียมของแหลมอินโดจีน เพื่อป้องกันกองทัพฝรั่งเศสที่จะลอบเข้ามาโจมตีประเทศไทย โดยเรือทั้งสี่ลำจะใช้เวลาอยู่ใต้น้ำ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ถึงวันละ ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งปฏิบัติการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างความยำเกรงให้แก่ฝรั่งเศสเป็นอย่างมากชนิดที่แหยงเท้าอยู่ตลอดเวลาไปใหนทีก็กลัว ซึ่งบทบาทของเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทยนี้เป็นที่กล่าวขานถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของราชนาวีไทย เมื่อเทียบกับกำลังของมหาอำนาจที่มีอยู่เหนือกว่า
ในปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อโรงไฟฟ้าสามเสนและวัดเลียบถูกระเบิดถล่ม ไม่สามารถจ่ายไฟได้ ทร.ได้ส่ง ร.ล.มัจฉานุ และ ร.ล.วิรุณ ไปเทียบท่า บางกอกด็อก เพื่อทำการจ่ายกระแสไฟฟ้ายังผลให้รถรางสายหลักเมือง - ถนนตกวิ่งได้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่ชาวบ้านเป็นอันมาก โดยขณะที่เรือจ่ายไฟฟ้าอยู่นั้นทหารเรือต้องทำงานด้วยความลำบากและเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรือดำน้ำดังกล่าวได้ชำรุดตามอายุขัย ขาดแคลนชิ้นส่วนที่จะซ่อมแซม การสั่งซื้อจากญี่จากญี่ปุ่นไม่อาจกระทำได้เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม กองทัพเรือได้พยายามหาทางซ่อมแซมเรือเหล่านี้อยู่หลายปีแต่ก็ไม่บรรลุผลสำเร็จ
หลังเหตุการณ์ไม่สงบ ระหว่างพิธีรับเรือขุดแมนฮัตตัน เมื่อ ๒๙ มิ.ย.๒๔๙๔ กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่ง ที่ ๑๓๐/๑๒๙๒๖ เรื่องการปรับปรุงกองทัพเรือ มีผลให้ยุบเลิกหมวดเรือดำน้ำ และโอนไปรวมในหมวดเรือตรวจฝั่งที่จัดตั้งขึ้นใหม่ พร้อมให้นักเรือดำน้ำทุกนายพ้นจากฐานะนักเรือดำน้ำ และงดรับเงินพิเศษตั้งแต่ ๑๖ ก.ค.๒๔๙๔
เรือดำน้ำทั้งหมด ได้ถูกปลดระวางประจำการไปเมื่อ ๓๐ พ.ย.๒๔๙๔ รวมเวลาที่รับใช้กองทัพเรือเป็นเวลา ๑๒ ปีเศษ
ต่อมา ได้มีการขายเรือดำน้ำดังกล่าวให้บริษัท ปูนซิเมนต์ คงเหลือแต่หอเรือดำน้ำและอาวุธบางชิ้น เช่น ปืนและกล้องส่องซึ่งถูกเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือจนถึงปัจจุบัน
ขอบคุณ
http://www.thaimsot.com/phpbb/viewtopic.php?t=613&start=0&sid=2f9a74159e0e3e4cfa0ab16730ee4522
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| ไหหนๆก็พูดถึงทัพแล้วพูดถึงกองทัพอากาศหน่อย เพียง 7 ปี หลังจากวิวเบอร์ และ เออร์วิล ไรต์ สร้าง Flyer เครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์ลำแรก พามนุษย์บินขึ้นท้องฟ้าได้เป็นผลสำเร็จ ณ เนินเขา Kitty Hawk ในสหรัฐ ...... พ.ศ. 2453 ชาร์ล ฟัน เดอร์ บอร์น (Charles Van Den Born) ชาวเบลเยี่ยม ได้ขับเครื่องบินที่ชื่อ Henri Farman IV ร่อนลงจอดที่สนามม้าปทุมวัน ..... สนามบินแห่งแรกของประเทศไทย ... เพื่อแสดงการบินให้คนไทยในสมัยนั้นได้ชม ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ที่ทรงดำริที่จะตั้งกิจการการบินขึ้นในประเทศสยาม จึงทรงส่งนักบินไทยชุดแรก 3 ท่าน ไปเรียนการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านการบินของโลกในสมัยนั้น คือ - นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ - นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร - นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต หลังจากที่เดินทางกลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2456 ทั้งสามท่าน ได้กลายมาเป็นบุพารีของกองทัพอากาศ และสร้างกองบินทหารบก ซึ่งต่อมากลายเป็นกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) และเราถือว่า ปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) คือจุดเริ่มต้นของกิจการการบินของไทย ทั้งสามท่านไม่ได้กลับมาตัวเปล่า แต่จัดซื้อเครื่องบินกลับมาด้วยจำนวน 8 ลำ คือ Breguet ปีก 2 ชั้น จำนวน 4 ลำ และ Nieuport ปีกชั้นเดียว จำนวน 4 ลำ สมัยนั้น Breguet ถูกใช้ในกิจการหลาย ๆ อย่าง เช่นการขนส่งไปรษณีย์ทางอากาศในปี 2462 จากดอนเมืองไปยังจังหวัดจันทบุรี การขนส่งยาและเวชภัณฑ์ ไปช่วยผู้ป่วยจากอหิวาตกโรคที่จังหวัดอุบลราชธานี ในปี 2464 และเป็นเครื่องบินลาดตระเวาน รวมถึงเดินทางไปอวดธง ซึ่งคือการเดินทางไปเยี่ยมอินโดจีนฝรั่งเศส เพื่อวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ทหารฝรั่งเศสที่เสียชีวิตในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ณ เมืองไฮฟอง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2465 กองทัพอากาศไทย เกิดขึ้นหลังจากพี่น้องกระกูลไรต์ขึ้นบินได้เพียง 10 ปี และจัดตั้งก่อนการจัดตั้งกองทัพอากาศสหรัฐ (United State Air Force) ถึง 10 ปี ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกองทัพอากาศที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในยุคที่รุ่งเรืองสูงสุดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพอากาศไทย คือกองทัพอากาศที่มีนภานุภาพมากเป็นอันดับสองของเอเชียรองจากญี่ปุ่น ด้วยจำนวนอากาศยานกว่า 300 ลำ ทั้งที่ออกแบบสร้างขึ้นเอง ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาสร้าง จนถึงจัดซื้อมาโดยตรง ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้น ประเทศในอาเซียนทุกประเทศ ยังไม่ได้ตั้งประเทศเลยด้วยซ้ำ กองทัพอากาศมีบทบาทอย่างสูงในกรณีพิพากอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส โดยได้ใช้กำลังทางอากาศ โจมตีที่มั่นของทหารฝรั่งเศสในอินโดจีน และสามารถยิงเครื่องบินของฝรั่งเศสตกได้หลายลำ จนสิ้นสุดสงคราม แต่แม้ว่าอากาศยานจะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ทันสมัยนัก และกำลังทางอากาศส่วนใหญ่ ถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สองด้วยหลายสาเหตุ และเริ่มต้นยุคใหม่ของกองทัพอากาศไทย ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ทุกวันนี้เครื่องบินที่เหลือลำเดียวในโลกที่อยู่ในประเทศไทยคือ"เครื่องบินขับไล่แบบที่ 10 ฮอว์ค 3" (บ.ข.10 Hawk3) เข้ามาในประเทศไทยในปีพ.ศ.2478 เป็นเครื่องบินขับไล่ปีก 2 ชั้น 1 ที่นั่ง สามารถพับฐานล้อได้ ติดอาวุธปืนกลอากาศจำนวน 2 กระบอก ลูกระเบิดใต้ปีกจำนวน 4 ลูก ลูกระเบิดใต้ลำตัวจำนวน 1 ลูก เคยประจำการในช่วงพ.ศ.2478- 2492 เครื่องบินที่เหลืออยู่เพียงลำเดียวในโลกอีกเช่นกันก็คือ "เครื่องบินโจมตีแบบที่ 1 คอร์แซร์" (Corsair V-93 S) ซึ่งเป็นเครื่องบินประเภทตรวจการณ์โจมตีทิ้งระเบิด เข้ามาในประเทศไทยในปีพ.ศ.2477 คอร์แซร์นี้เป็นเครื่องบินที่มีบทบาทการสู้รบทางอากาศครั้งแรกของไทย คือในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส พ.ศ.2483-2484 เครื่องบินโจมตีแบบที่ 1 (บ.จ.1) นี้เป็นแบบ 2 ที่นั่ง ปีก 2 ชั้น ติดอาวุธปืนหน้าแบบวิคเกอร์ 4 กระบอก ปืนหลังแบบวิคเกอร์ 1 กระบอก และลูกระเบิดติดใต้ปีก ใช้ประจำการตั้งแต่ พ.ศ.2477-2493 นอกจากนี้คนไทยเราก็สามารถสร้างเครื่องบินได้เอง โดยในปีพ.ศ. 2470 พันโทหลวงเวชยันต์รังสฤษฏ์ (อดีตผบ.ทบ) ได้ออกแบบและสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดขึ้นใช้ในราชการได้เป็นครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานนามว่า "บริพัตร" (Boripatra) กองทัพอากาศกำหนดแบบเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบที่ 2 (บ.ท.2) เครื่องบิน บ.ท. 2 นี้เป็นแบบ 2 ที่นั่ง มีปีก 2 ชั้น กว้าง 44 ฟุต (13.8 เมตร) ยาว 28 ฟุต 9 นิ้ว (8.6286 เมตร) สูง 10 ฟุต 5 นิ้ว (3.127 เมตร) น้ำหนัก 1,845.8 กิโลกรัม บินด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 290.7 กิโลเมตร/ชั่วโมงโครงสร้างทำด้วยด้วยท่อภูราลูแมงและไม้ บุผ้า ใช้เครื่องยนต์จูปิเตอร์ขนาด 400-600 แรงม้า 1 เครื่อง ใบพัดด้านหน้าทำจากไม้ ดูแล้วทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในเครื่องบินสัญชาติไทยแท้ๆลำนี้จริงๆ น.ส.สยามเปิดประตูบินพลเรือน กิจการบินพาณิชย์ของไทย เริ่มตั้งแต่ปี 2462 กรมอากาศยานทหารบกได้เริ่มให้มีกิจการขนส่งทางอากาศขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย โดยรับขนส่งเฉพาะไปรษณียภัณฑ์ระหว่าง กรุงเทพ ฯ - จันทบุรี โดยใช้เครื่องบินแบบเบรเกต์ 14 ปรากฏว่าได้ผลดี จึงได้ขยายเป็นการบินรับ - ส่งผู้โดยสาร และพัสดุไปรษณีย์ในเส้นทางเดิม จากนั้นกิจการก็ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับ จนนำมาสู่การจัดตั้งบริษัท เดิรอากาศ จำกัด (Aerial Transport of Siam Co., Ltd.) ขึ้นเพื่อดำเนินการขนส่งทางอากาศภายในประเทศ และรับเป็นตัวแทนให้บริษัทการบินต่างประเทศที่บินเข้ามาในประเทศด้วย ความเจริญรุดหน้าของวงการบินในไทย ในช่วงที่ผ่านมายังคงคลุกคลีอยู่ในวงการทหาร ไม่ว่าจะเป็น บริพัตร เครื่องบินลำแรกของไทย ที่ออกแบบและสร้างโดยนายทหารอากาศ หรือกิจการบินพาณิชย์ก็ยังริเริ่มจากฝ่ายทหาร จนกระทั่งปี 2471 กิจการบินพลเรือนจึงได้เริ่มต้นขึ้น รัชกาลที่ 7 พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ไปศึกษาวิชาการบินพลเรือน ณ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ มหาวิทยาลัยการบินแห่งแรกของสหรัฐ หลังจากเรียนจบแล้วได้อาศัยอยู่ในสหรัฐ และหาเลี้ยงชีพด้วยการบินรับจ้าง-บินส่งไปรษณียภัณฑ์ สอนบินและบินแสดงผาดโผน จนสามารถรวบรวมเงินได้ 6,000 บาท จึงจัดซื้อเครื่องบินส่วนตัวแบบ Travel Air 2000 รุ่น B มีลักษณะปีก 2 ชั้น 2 ที่นั่ง ใช้เครื่องยนต์ curtiss รุ่น ox-5 ขนาด 90 แรงม้า 1 เครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งชื่อ นางสาวสยาม - Miss Siam ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่า ยานพาหนะเป็นเพศหญิงเหมือนกับเรือ ที่ต้องมีแม่ย่านางประจำเรือ น.ส.สยามได้บินประกาศความสำเร็จของไทยและวงการไทย ในประเทศลาว เวียดนาม จีน และใช้ประโยชน์จากน.ส.สยามในการหาเลี้ยงชีพ เช่น รับจ้างบินรับ-ส่งถุงเมล ถือเป็นการนำกิจการบินมาใช้ประโยชน์ทางพลเรือน คุณเลื่อนจึงเป็นคนไทยคนแรก ผู้จุดประกายการบินพลเรือนข้ามประเทศคนแรกของเอเชีย (Kick off of Aviation of Asia) โดยเหตุการณ์นี้ขึ้นเกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง 2 วัน น.ส.สยามของคุณเลื่อนเป็นลำเดียวกับที่ น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน ประธานมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตใหม่ และสามารถทำการบิน"ย้อนรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ น.ส.สยาม" ได้อีกครั้งจนประสบผลสำเร็จในปี 2546 ไทยตระหนักของฟรีไม่มีในโลก น.อ.วีระยุทธ ซึ่งถ่ายทอดประวัติศาสตร์การบินมาตั้งแต่ต้น แสดงความเห็นว่า กิจการบินของไทยเริ่มขึ้นในรัชกาลที่ 6 และเฟื่องฟูอย่างมากในรัชกาลที่ 7 กระทั่งในภูมิภาคแถบนี้มองสยามประเทศเป็นประเทศที่เจริญแล้ว แต่จุดหักเหที่ทำให้การพัฒนาการบินของไทยเริ่มถอยหลัง เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง โดยภูมิภาคเอเชียอยู่ในภาวะการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทางสหรัฐจึงยื่นข้อเสนอที่จะจัดมอบฝูงบินทางการทหารให้ไทยจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้จัดการกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ไทยจึงยุติความพยายามที่จะสร้างเครื่องบิน และหันไปสนใจเครื่องบินใหม่ที่ได้รับจากพันธมิตร ประกอบกับการสร้างเครื่องบินมีการลงทุนสูง จึงไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจหากจะลงมือสร้างเอง จากนั้นเรื่อยมาเครื่องบินในไทย จึงเป็นการนำเข้าเพียงอย่างเดียว รวมทั้งสามารถซ่อมแซมได้ในบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงอนาคตของกิจการบินของไทย ประธานมูลนิธิอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า สนามบินดอนเมืองตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ตลอดจนความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์เครื่องมือ ที่สามารถให้ข้อมูลแก่นักบินได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสภาพอากาศ ข้อมูลการบิน เส้นทางจราจรทางอากาศ ซึ่งเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันด้อยกว่าไทยในเรื่องบริการข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวก จึงสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง การบินเอเชียแปซิฟิก |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ| สรุป 1หากประเทศไทยยังเป็นสมบูรณายาสิทธิราชตอนนี้ไทยแกร่งกว่าทุกชาติในอาเซียน 2ไอ้กันเสือกประเทศไหนบรรลัยประเทศนั้น |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| เอามาฝากคนนิยมจีนกัน จีนแอบสร้างฐานทัพเรือดำน้ำปรมาณู ในน่านน้ำทะเลจีน ภาพถ่ายทางอากาศ ได้จับฐานทัพแห่งนี้ได้ที่บริเวณ"หมู่เกาะไหนหนาน" เรือดำน้ำที่จับภาพได้เป็นเรือดำน้ำปรมาณู094 ส่วนภาพอื่นๆเป็นภาพเรือรบ ซึ่งสามารถเข้าไปหลบซ่อน ในอุโมงใต้ดินขนาดใหญ่(มีความสูง20เมตร)ได้ นอกจากนั้นยังได้มีการสันนิษฐานกันว่า จีนน่าจะมีเรือดำน้ำปรมาณูประมาณ20ลำซ่อนอยู่ในอุโมงด้วย 5ลำเป็นเรือดำน้ำปรมาณู2010 จีนสร้างเรือดำน้ำขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับเกาหลีเหนือ-สหรัฐอเมริกาละในย่านภูมิภาคเอเซีย ซึ่งกลาโหมของสหรัฐฯก็ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่เช่นกัน จนถึงทุกวันนี้ จีนก็ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการให้ใครทราบ (ข่าวจาก Daily Telegraph.จาก นสพ.Aftonbladet.Sweden) |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งใหม่มาแล้วครับ: Sikorsky S-92 โดยปกติแล้ว เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจะมีอายุการใช้งานในการเป็นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งหลักค่อนข้างสั้นกว่าเครื่องบินพระที่นั่ง (เพื่อความปลอดภัยสูงสุด) โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลำที่ประจำการอยู่ในปัจจุบันมีอายุครบกำหนดแล้ว จึงมีการจัดหาฮ.พระที่นั่งลำใหม่ครับ คือ S-92 จาก Sikorsky โดยจัดหาจำนวน 3 ลำครับผม ฮ.รุ่นนี้เป็นลูกหลานของ Black Hawk ครับ เพิ่งพัฒนาได้ไม่นานมานี้เอง มีหลาย ๆ ชาติซื้อไปใช้แล้ว ส่วนมากจะเป็นการใช้รับ-ส่งบุคคลสำคัญ พวกบริษัทน้ำมันก็ซื้อไปบินระหว่างแท่นขุดเจาะกับฝั่งกันเยอะครับ ฮ. มีเครื่องยนต์ 2 เครื่อง ซึ่งถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสีย ก็ยังสามารถใช้อีกเครื่องหนึ่งได้ ประเทศที่จัดหาไปใช้งานในภารกิจรับ-ส่งบุคคลสำคัญก็เช่นการ์ตา คูเวต ตุรกี UAE ฯลฯ ยินดีที่กองทัพและรัฐบาลจัดหาเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลำใหม่ เพื่อจะได้ถวายการรับใช้และความปลอดภัยสูงสุดครับ |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| ภาพภายใน ฮ. |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| ของฝากทิ้งท้าย กองทัพอากาศประสบผลสำเร็จในการสร้างเครื่องบินต้นแบบ บ.ชอ.๒ ในวันที่(๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐) เวลา ๐๘๓๐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ จะเป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีในความสำเร็จการสร้างอากาศยานต้นแบบของกองทัพอากาศ แบบ บ.ชอ.๒ และคล้องพวงมาลัยให้กับเครื่องบินและนักบินทดสอบ ซึ่งประกอบด้วย พลอากาศโท พิธพร กลิ่นเฟื่อง รองผู้บัญชาการกองบัญชาการฝึกศึกษาทหารอากาศ และนาวาอากาศเอก กฤษดา สุพิชณ์ รองผู้บังคับการกองบิน ๑ ฝ่ายบริหาร ณ ลานจอดท่าอากาศยานกองบัญชาการกองทัพอากาศ ในอดีตที่ผ่านมากว่า ๙๐ ปีของกองทัพอากาศ ได้มีการจัดสร้างอากาศยานขึ้นใช้งานเองมาแล้วหลายสิบแบบ แต่ในช่วงระยะ ๒๐ ปี หลังจากมีปัญหาด้านบุคลากรในการสร้างอากาศยานและงบประมาณ จึงทำให้โครงการสร้างอากาศยานของกองทัพอากาศขาดความต่อเนื่อง โดยอากาศยานแบบสุดท้ายที่มีการสร้างคือเครื่องบินฝึกแบบที่ ๑๘/ก (FANTRAINER 400/600) จำนวน ๓๒ เครื่อง ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างกองทัพอากาศและบริษัท ไรน์ฟลุกซอยบาว ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ๒๕๒๕ จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบินในภูมิภาค ประกอบกับนโยบายของผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มองเห็นความสำคัญของการศึกษาและการพัฒนาสร้างอากาศยานขึ้นใช้งานเองในประเทศ เป็นการรองรับอุตสาหกรรมการบินตามนโยบายของรัฐบาล กองทัพอากาศ โดยกรมช่างอากาศฯ จึงได้ฟื้นฟูโครงการสร้างอากาศยานขึ้น โดยในระยะแรกนี้ ได้จัดทำแผนและกำหนดโครงการในการสร้างอากาศยานไว้ ๒ โครงการ คือ โครงการเริ่มแรก เป็นโครงการฟื้นฟูและพัฒนาบุคลากรในการสร้างอากาศยานเพื่อให้บุคลากรมีทักษะและ มีความมั่นใจในการสร้างอากาศยาน โดยกำหนดสร้างอากาศยานต้นแบบชนิดเครื่องยนต์ลูกสูบ เรียกว่า บ.ชอ.๒ ด้วยวิธีการ Reverse Engineering จากเครื่องบินฝึกแบบที่ ๑๕ (SF-260) ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกสมรรถนะสูง มีความปลอดภัยในการบินสูง และมีการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ที่ดี กรมช่างอากาศฯ จึงเลือกเอาเครื่องบินฝึกแบบที่ ๑๕ นี้มาศึกษาและพัฒนาให้เป็นโครงการเครื่องบิน บ.ชอ.๒ โครงการ บ.ชอ.๒ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๘ แม้ว่าโครงการนี้จะดำเนินการไปอย่างล่าช้ากว่ากำหนดไว้เดิมเนื่องจากในขณะที่ทำการพัฒนานั้น กรมช่างอากาศ ฯ ต้องมีการพัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยให้ศึกษารายละเอียดของการสร้างอากาศยานให้ได้มากที่สุด เช่น การสร้างโครงสร้างอากาศยาน การพัฒนาความรู้ความชำนาญในการสร้าง Fuselage jig และ Wing jig เพื่อให้เกิดประโยชน์กับโครงการสร้างเครื่องบินแบบ บ.ทอ.๖ ที่ดำเนินไปพร้อมกันด้วย ขณะนี้เครื่องบินต้นแบบ บ.ชอ.๒ ได้ทำการบินทดสอบครั้งแรกโดยคณะทำงานการบินทดสอบกองทัพอากาศไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา โครงการที่สอง กรมช่างอากาศกำลังดำเนินการพัฒนาสร้างอากาศยานต้นแบบเรียกว่า บ.ทอ.๖ โดยเลือกใช้เครื่องยนต์ Turbo Prop และใช้พื้นฐานประสบการและความรู้จากการสร้างเครื่องบิน บ.ชอ.๒ ดังที่กล่าวข้างต้น มาดำเนินการ สำหรับโครงการ บ.ทอ.๖ นี้ ได้รับการบรรจุเป็นงานวิจัยและพัฒนาทางทหาร ของสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหารกลาโหม พร้อมทั้งได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวน ๓๖.๗ ล้านบาท ซึ่งโครงการสร้างเครื่องต้นแบบ บ.ทอ.๖ ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณร้อยละ ๖๐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๕๑ นับเป็นก้าวเล็กๆอีกก้าวที่เราค่อยๆก้าวไปอาจช้าไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| เผอญเก็บข้อมูลใว้เยอะแล้วไม้ใด้ปล่อยออกเพราะช่วงที่แล้วปล่อยแต่ข้อมูลด่ามาเลเซียซะเยอะ อันนี้โครงสร้างภายในนับเป็นก้าวเล็กๆอีกก้าวที่เราค่อยๆก้าวไปอาจช้าไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่เกิดประโยชณ์ |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| ทิ้งท้ายจริงๆล่ะ "สุรยุทธ์"อนุมัติซื้อเครื่องบินรบ"กริพเพน"แพงผิดปกติ แฉข้อมูลเปรียบเทียบ 4 ประเทศ ระบุโรมาเนียต่างกับไทยเกือบครึ่ง ขณะที่"สวีเดน"แถมอุปกรณ์เสริมเขี้ยวเล็บให้เพียบ ยอมรับคุณสมบัติ-สมรรถนะเยี่ยม เผยสาธารณรัฐเช็ก เจอสื่อปูดเงินสินบน 5 พันล้าน แหล่งข่าวเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี อนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพน จากประเทศสวีเดน ในราคาลำละ 84.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,875 ล้านบาท) ราคาแพงผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่สวีเดนขายให้กับประเทศอื่นๆ อาทิ โรมาเนีย สาธารณรัฐเช็ก โครเอเชีย และประเทศแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศโรมาเนีย ซึ่งสั่งซื้อ "กริพเพน" จำนวน 4 ฝูง ในราคาลำละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกลำละ 1,700 ล้านบาท (คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพอากาศเสนอให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจซื้อเครื่องบินรบกริพเพนรุ่นใหม่ผลิตโดยบริษัทซาบ แห่งสวีเดน และระบบ เตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ (Erieye airborne early warning system aircraft) จำนวน 12 ลำ พร้อมทั้งอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่า 34,400 ล้านบาท (1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยให้เหตุผล ว่า กริพเพนเป็นเครื่องบินรบหลากภารกิจ ทั้งนี้ เพื่อทดแทนเครื่องบินเอฟ-5 บี/อี แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลดซื้อเครื่องบินกริพเพนในราคาที่สูงมาก อาจจะกล่าวได้ว่าสูงผิดปกติ เพราะ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลสวีเดนเคยเสนอขายเครื่องบินกริพเพนรุ่นเดียวกันจำนวน 20 ลำ ลำละ 14 ล้านเหรียญ (476 ล้านบาท) และยังมีข้อสัญญาด้านการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกรของไทยกับสวีเดน แหล่งข่าวระบุว่า ประเทศอื่นๆ ที่จัดซื้อเครื่องบิน กริพเพน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับที่ประเทศไทย จัดซื้อ ปรากฏว่าถูกกว่ากันมาก ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ กองทัพอากาศโครเอเชีย พิจารณาจัดซื้อเครื่องบิน กริพเพน รุ่น JAS-39 เป็นรุ่นเดียวกับที่ประเทศ ไทยซื้อ จำนวน 12 ลำ หรือ 1 ฝูง มูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลำละ 66 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ตกลำละ 2,244 ล้านบาท แหล่งข่าวระบุว่า กองทัพอากาศโครเอเชียต้องการซื้อเครื่องบินกริพเพนเพื่อทดแทนเครื่องบิน มิก-21 จากรัสเซีย ซึ่งโครเอเชียจะปลดประจำการในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยระหว่างการพิจารณาจัดซื้อ ทางสหรัฐเสนอขายเครื่องบินรบ เอฟ-16 ในราคาลำละ 85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,266 ล้านบาท) แต่โครเอเชียปฏิเสธข้อเสนอ เพราะราคาแพงมาก และพื้นที่น่านฟ้าโครเอเชียไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตมากนัก ทางโครเอเชียเห็นว่า กริพเพนสามารถทำการรบในพิสัยระยะสั้นๆ 4,000 กิโลเมตร ได้ดี ส่วนประเทศโรมาเนีย จัดซื้อเครื่องบินกริพเพน รุ่น JAS-39 จำนวน 48 ลำหรือ 4 ฝูง ในราคา 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 81,600 ล้านบาท) ตกลำละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1,700 ล้านบาท กองทัพอากาศโรมาเนียให้เหตุผลคล้ายๆ กับโครเอเชีย คือต้องการเครื่องบินที่สามารถทำการรบในพิสัยการบินไม่เกิน 1,200 กิโลเมตร ความ เร็ว 2 มัค ทั้งนี้ ทางกริพเพนจะติดตั้งปืนกลเมาเซอร์ ขนาด 27 มิลลิเมตร, ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ ไอริส-ที หรือแอมแรม, ขีปนาวุธ ไมก้า ( Meteor air-to-air missiles), ระเบิดนำวิถีด้วยแสงเลเซอร์ เอจีเอ็ม-65 มาเวอร์ริก , ขีปนาวุธ ต่อต้านเรือ แหล่งข่าวระบุว่า สาธารณรัฐเช็ก จัดซื้อเครื่องบิน กริพเพน 12 ลำ ในราคาลำละ 68 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 2,312 ล้านบาท โดยรัฐบาลสวีเดน ให้ข้อเสนอมากมาย เช่น เครื่องจำลองการฝึกบิน, ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมฝึกทางอากาศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเช็กใช้เวลาพิจารณาจัด ซื้อเครื่องบินรบกริพเพนนานถึง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2545-2549 สื่อมวลชนในสวีเดน ประโคมข่าวว่า ช่วงระหว่างปี 2545 มีการมุบมิบจ่ายเงินให้กับ เจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐเช็กที่มีอำนาจพิจารณา จัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนเป็นเงินถึง 106 ล้าน ยูโร (ราว 5,300 ล้านบาท) สำหรับรัฐบาลแอฟริกาใต้ พิจารณาจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนของสวีเดน จำนวน 28 ลำหรือ 2 ฝูง ในราคาลำละ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น เงินไทย 1,836 ล้านบาท โดยรัฐบาลสวีเดนและบริษัทซาบ แห่งสวีเดน ตกลงให้ความช่วยเหลือทางด้านความร่วมมือสนับสนุนทางด้านอุตสาหกรรมแก่รัฐบาลแอฟริกา ใต้ เป็นมูลค่าถึง 8.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งข่าวระบุว่า ข้อดีของเครื่องบินรบกริพเพน รุ่น JAS-39 มีสมรรถนะสูง อุปกรณ์การรบที่ทันสมัย และสามารถขึ้นลงในเส้นทางสั้นๆ เพียง 400-500 เมตร ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการบำรุงรักษา หรือค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อม ถูกกว่าเครื่องรบ เอฟ-16 ของสหรัฐ หรือซู-30 จากรัสเซีย เกือบครึ่งต่อครึ่ง เช่น ค่าใช้จ่ายในการบิน กริพเพน ชั่วโมงละ 2,500 เหรียญสหรัฐ (85,00 บาท) เอฟ 16 อยู่ที่ 3,700 เหรียญสหรัฐ ต่อชั่วโมง แต่ข้อเสียของกริพเพนคือ ยังไม่เคย ใช้ในการปฏิบัติการรบ ผิด กับเอฟ 16 ที่ปฏิบัติภารกิจการรบทางอากาศมานานและเห็นผลมาแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก หน้า 1 http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0117121150&day=2007-11-12§ionid=0101 ทอ.ยันจัดซื้อ"กริพเพน"โปร่งใส เผยอยู่ในขั้นต่อรองยังไม่จัดซื้อ น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนกองทัพอากาศ และรองโฆษกกองทัพอากาศ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน กรณีมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับราคาเครื่องบินกริพเพนของสวีเดน ที่เสนอขายให้กับรัฐบาลไทยสูงกว่าที่ขายให้อีก 4 ประเทศที่ซื้อเครื่องบินกริพเพนว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นที่มีการนำเสนอ พบว่าข้อมูลที่สื่อนำเสนอมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการ โดยเฉพาะที่ระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ลงนามอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อ จำนวน 34,000 ล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงนายกรัฐมนตรียังไม่มีการลงนามจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าว เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล น.อ.มณฑลกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของกองทัพอากาศกับสวีเดนอยู่ และอยู่ระหว่างการต่อรองราคาดูรายละเอียด ยังไม่ถึงขั้นลงนามระหว่างรัฐบาลไทยและสวีเดน รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีการเสนอเครื่องบินกริพเพน จำนวน 20 ลำ ราคาลำละ 476 ล้านบาทนั้น กองทัพอากาศยังไม่เคยได้ยิน ทางสวีเดนเพิ่งเสนอมาครั้งแรก และกองทัพอากาศเพิ่งจะมาตกลงใจในรัฐบาลชุดนี้ น.อ.มณฑลกล่าวว่า นอกจากนี้ รายชื่อบางประเทศที่เสนอขอซื้อเครื่องบินกริพเพนจากสวีเดน ก็ไม่ตรงตามความจริง เพราะประเทศโรมาเนียกับโครเอเชียไม่เคยซื้อเครื่องบินกริพเพน ส่วนประเทศเช็กก็ไม่ได้ซื้อเป็นเพียงเช่าเครื่องบินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อเครื่องบินของแต่ละประเทศอาจมีราคาไม่เท่ากัน เพราะบางประเทศไม่ได้ซื้อแบบรัฐต่อรัฐ อาจจัดซื้อโดยการแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร หรือบางประเทศมีการนำเสนอซื้อสินค้าที่ไม่ตรงกันมีออปชั่นต่างกัน ดังนั้น เอาหลักเกณฑ์ราคาแต่ละรุ่นมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบไม่ตรงกัน "ขอยืนยันว่ากองทัพอากาศไม่มีนอกมีใน ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ยืนยันว่าราคานี้เป็นราคาที่ต่อรองเหมาะสมกับประเทศชาติ และอยู่ระหว่างการต่อรองภายใต้ข้อเสนอที่กองทัพอากาศเสนอไป" รองโฆษกกองทัพอากาศกล่าว http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0123131150&day=2007-11-13§ionid=0101 Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550 Last Update : 22 มีนาคม 2551 20:15:31 น. 5 comments Counter : 1 Pageviews. เชื่อใครคิดเอาเหอะปวดเฮด |
นานๆมาที| ยาวเหยียด |
เซงสนธิว่ะ| เอาลงเยอะๆครับข้อมูลแบบนี้ |
สนธิSHIP หาย| ไอ้กันเสือกประเทศไหนบรรลัยประเทศนั้น ประโยคนี้เด็ด |
ช่วงนี่งานเยอะจริงๆ..เฮ้อ....= =" "การมี sub เป็นลาภอันประเสริฐ"| ไทยน่าจะมีโรงงานสร้าง เรือดำน้ำกับเครื่องบินรบนะ จะได้ไม่ต้องไปซื้อจากต่างๆประเทศเค้า จะได้เพิ่มศักยภาพ ทางเทคโนโลยีขึ้น....แถมยังส่งออกได้อีกด้วย |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
| รู้สึกว่าคุณRedpaperนี่บ่งบอกนะการกระทำสวนทางกับคำพูดดูโหวดลบ แต่ช่างเหอะยังกะจะตายเพราะโดนลบคะแนนผมไม่ไล่ตามไปลบของคุณหรอกนะแต่อยากบอกว่าหากลบก็คอมเม้นซักหน่อยแลกเปลี่ยนความเห็นไม่ใช่ใล่ลบตะบี้ตะบันเอางี้ไล่ลบผมทุกกระทงนะ ดูซิผมจะตายรึปล่าวไอ้คุณเด็กไม่รู้จักโต |
พลเอก สันต์ จิตรปฏิมา| มันโหวตลบจะไปโกรธมันทำไม กระทงของผม มีคนโหวตลบเยอะแยะ ผมไม่เคยด่าพวกมันเลย |
| - -* |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ| ไม่หรอกก็แค่เห็นมันคอมเม้นทีบ่งบอกความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลเหลือเกินใอ้ที่โกรธไม่ใช่เพราะลบแต่เพราะมันหาเรื่องไม่เลิก |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ| Redpaperเชิญลบทุกวันนะ เห็นคนอื่นเขาไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้ ไม่ต้องห่วงผมไม่ไปลบของคุณRedpaperหรอก |
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ| เออคุณเหงียนช่วงนี้ข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามผมไม่มีหรอกนะ |
-..-| คุณทำดีแล้วคับ ข้อมูลมีประโยชน์มาก ถ้า Redpaper มันมาลบทู้นายทุกวันเด๋วเราก็จะ + ให้แทนส่วนที่มันลบก็ได้ ถ้าหากกระทู้นายดีแบบนี้เรื่อยๆอะนะ อย่าคิดมากนายทำดีแล้ว ^ ^ |
ภูมิใจเถิดเกิดเป็นไทย| อยากได้ๆ |
☭ ☭ ▄︻┳一 <===- * * * Glory Glory Man United| สุดยอดดดดดดด |
เอาปชาธิปไตยของกูคืนมาไอ้มาร์ค100ศพ| อะโจ้..... |
| ไล่อ่านจนหมดเลยคับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ พึ่งรู้นะเนี่ยะว่าชาติเราก็เคยพัฒนาเครื่องบินมาก่อน แต่ผมว่าตอนนี้คงพัฒนาไม่ไหวแล้วหละ เศรษฐกิจไม่ดีพอถึงขนาดที่จะทุ่มทุนลงไป เฮ้อ... เศร้า |
ผมรักพระมหากษัตริย์| คนไทย ไม่แพ้ ชาติได้ |
พลเอก สันต์ จิตรปฏิมา| เวียตนาม ไม่ต้องเอามาให้ผมอ่านหลอก(รู้หมดแหละ) |
ถ้าเรามีจิตสำนึกที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้| ขอบใจข้อมูล ความรู้ครับ |
งานเยอะ| ......... |





![ลำดับเหตุการณ์ อี้-เก่ง ตัวเต็ม [คุณหนังหุ้มปลายเชิญเข้ามาดู]](http://img.youtube.com/vi/-1RV-gxJm78/mqdefault.jpg)











































