คลิป shan state army (SSA) นักรบเพื่อเสรีภาพแห่งชาวไต

boi9999
เป็นกระทงร้อน มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
หากโหลดช้าอ่านบทความรอนะครับทุกท่าน
ตอนแรกกะลงแค่บทความ กลัวคนหนีกันน่ะ ยาวเหยียดซะ
ตลอดแนวชายแดนไทย-พม่ากว่า ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย ลงมาถึงระนอง เป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยมากมายหลายเผ่า ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยใหญ่หรือคนไต ชาวว้า ชาวคะยาห์ ชาวกะเหรี่ยง หรือชาวมอญ นับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ แผ่นดินของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ เริ่มถูกพม่ายึดครอง ผู้คนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เหล่าชนกลุ่มน้อย จึงจับปืนลุกขึ้นสู้ เพื่อเรียกร้องเอกราช ในการปกครองตนเอง
แม้ว่าปัจจุบันชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม จะเปลี่ยนวิถีทางการต่อสู้จากการสู้รบ มาเป็นการเจรจาหยุดยิง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า สันติภาพจะบังเกิด และเสียงปืนจะสงบลงตลอดไป เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไข ปัญหาทางการเมือง และยังไม่มีใครเชื่อใจรัฐบาลพม่า ตราบนั้น เสียงปืนก็จะดังขึ้นได้เสมอ
ที่ชายแดนไทย-พม่า การต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยยังคงดำเนินต่อไป

Tag: คลิป การเมือง สงคราม ประวัติศาสตร์ ต่อสู้ รบ รัฐฉาน เอกราช ชนกลุ่มน้อย อิสรภาพ

ชนิด: คลิป
ประเภท: การเมือง

คลับ: ประวัติศาสตร์ไทย รักชาติ

คะแนน: 8 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
12 บทวิจารณ์  |  45,824 คนอ่าน
8
คะแนน
shan state army (SSA) นักรบเพื่อเสรีภาพแห่งชาวไต
วีดีโอคลิป
 
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

นักรบไทยใหญ่
อดีตเจ้าไทยใหญ่ท่านหนึ่ง วิเคราะห์การต่อสู้เพื่อเอกราช ของคนไทยใหญ่ตลอดเวลากว่า ๕๐ ปีว่า
"สาเหตุที่คนไทยใหญ่ ยังไม่สามารถกู้ชาติได้ เพราะขาดความเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ต่อสู้กันมา คนไทยใหญ่ ไม่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต่างคนต่างลุกขึ้นมาต่อสู้ แตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย รวมตัวกันลำบากŽ
และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ภาพการต่อสู้ของชาวไทยใหญ่ ไม่ชัดเจนในสายตาคนภายนอก ผิดกับกะเหรี่ยง หรือมอญ ซึ่งมีองค์กรทางการเมือง ที่โดดเด่นในการสู้รบ แม้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง ทั่วโลกจะเคยได้ยินชื่อ ขุนส่า และกองทัพเมืองไต หรือ MTA (Mong Tai Army) ในฐานะองค์กรทางการเมือง ชาวไทยใหญ่ที่มีกองกำลังติดอาวุธ ทันสมัยที่สุด และเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ ของกองทัพพม่า แต่ชื่อเสียงดังกล่าว ก็โด่งดังเพียงชั่วเวลาไม่นาน เพราะขุนส่าหันไปจับมือ กับรัฐบาลพม่าในภายหลัง ขุนส่าจึงเป็นได้แค่ "ราชาเฮโรอีน" มิใช่นักรบกู้ชาติชาวไทยใหญ่ อย่างที่เคยประกาศเจตนารมณ์ไว้ หลังจากกองทัพเมืองไตล่มสลาย เรื่องราวของนักรบไทยใหญ่ ก็เงียบหายไปจากความรับรู้ ของคนภายนอกอีกครั้ง แม้ว่าวันนี้ แผ่นดินรัฐฉาน ยังคงมีนักรบไทยใหญ่ ต่อสู้อย่างเข้มแข็งอยู่ในราวป่าก็ตาม
บนแผ่นดินรัฐฉาน การต่อสู้ของนักรบไทยใหญ่ ดำเนินมายาวนานเกือบ ๕๐ ปี และยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จนกว่าชาวไทยใหญ่จะได้รับอิสรภาพ
ประวัติศาสตร์การสู้รบของชาวไทยใหญ่ เปิดฉากในปีแรก ตั้งแต่รัฐฉาน ครบกำหนดแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ตามสนธิสัญญาปางหลวงปี ๒๕๐๑ หลังจากรัฐบาลพม่าไม่ทำตามข้อตกลง แถมส่งกองทัพพม่า เข้ามายึดครองแผ่นดินรัฐฉาน ชาวไทยใหญ่ จึงจับอาวุธลุกขึ้นต่อต้าน กลุ่มแรกสุด คือ หนุ่มศึกหาญ (Noom Suk Harn) ภายใต้การนำของเจ้าหยั่นต๊ะ เริ่มทำการสู้รบอยู่แถว ๆ ชายแดนไทย-พม่า ในปีต่อมา โบ หม่อง นายตำรวจชาวว้า และเจ้า ส่าน ทูน เจ้าฟ้าไทยใหญ่ ได้นำกำลังพล เข้าร่วมกับกลุ่มหนุ่มศึกหาญ ช่วยกันรบจนสามารถเอาชนะกองทัพพม่าที่เมืองตั้งยาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของรัฐฉาน การรบครั้งนี้สร้างขวัญ และกำลังใจให้แก่ชาวไทยใหญ่มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่หลังจากร่วมกันรบเพียงหนึ่งปี บรรดาแกนนำ เริ่มมีความคิดไม่ลงรอยกัน จึงแยกออกไปตั้งกลุ่มใหม่อีกหลายกลุ่ม ต่างคนต่างต่อสู้ตามแนวทางของตน
จนกระทั่งปี ๒๕๐๗ มหาเทวีเฮือนคำ แห่งแคว้นยองห้วย วีรสตรีเหล็กของชาวไทยใหญ่เห็นว่าองค์กรไทยใหญ่ กำลังขาดเอกภาพในการสู้รบ จึงพยายามรวบรวมองค์กร ที่กระจายอยู่ทั่วรัฐฉาน ให้กลับมาต่อสู้ร่วมกันในนาม SSA (Shan State Army) โดยมีขุน จ่า นุ และเจ้าช้าง ณ ยองห้วย เป็นผู้นำ



แต่การรวมตัวของชาวไทยใหญ่ ก็มีเอกภาพอยู่ได้ไม่นาน เมื่อกองกำลัง SSA ประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธ และงบประมาณ แกนนำจึงเริ่มมีความคิดแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์พม่า หรือ CPB (Communist Patry of Burma) ซึ่งตั้งกองกำลัง อยู่ในรัฐฉานติดชายแดนจีน อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเข้าร่วม เพราะไม่อยากเสียอุดมการณ์
อดีตเจ้าไทยใหญ่เล่าถึงสถานการณ์ในขณะนั้นว่า
"ตอนนั้นพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เข้ามาชวนไทยใหญ่ให้ร่วมรบกับพวกเขา ผู้นำไทยใหญ่บางคนก็คิดว่า แต่ละปีเรามีเงินซื้ออาวุธ จากเมืองไทยปีละไม่เกินพันกระบอก ถ้าเรารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เราจะได้อาวุธจากจีนฟรี ๆ ปีละนับหมื่นกระบอกก็ได้ แล้วเราจะกู้ชาติได้เร็วกว่านี้ ได้อาวุธครบเมื่อไร ค่อยแยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ แต่บางคนคิดว่า ถ้าไปรวมกับเขา เราต้องเสียอุดมการณ์กู้เอกราชของเรา ก็เลยไม่ยอมเข้าร่วมŽ
หลังจากนั้นกองกำลัง SSA ก็แตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) มีผู้นำสองคน คือ สาย จ่าม เมิ้ง และ เสือ แท่น ปฏิบัติการอยู่แถวรัฐฉานตอนบน ติดชายแดนจีน อีกส่วนหนึ่งคือ SSA ที่ยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิม แต่เปลี่ยนผู้นำใหม่เป็น สาย ป่าน ปฏิบัติการแถวรัฐฉานตอนล่าง
ทว่าพรรคคอมมิวนิสต์ ดูจะรู้ทันความคิดของชาวไทยใหญ่ เรื่องการสะสมอาวุธ ชาวไทยใหญ่ จึงได้อาวุธไว้ในครอบครองเพียงหยิบมือเดียว ตลอดเวลาหลายปี ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อเห็นว่า การณ์มิได้เป็นไปตามที่คาดหวัง สาย จ่าม เมิ้ง จึงตัดสินใจนำกำลังพล ๗๐๐ คน แยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า มุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของรัฐฉาน เพื่อรวมกับกองกำลัง SSA อีกครั้ง แต่ระหว่างการเดินทาง เขาถูกลอบสังหารเสียชีวิต นายทหารจำนวนมากขวัญเสีย และปฏิเสธที่จะสู้รบต่อไป นักรบไทยใหญ่จึงขาดกำลังพล และไร้เอกภาพมากยิ่งขึ้น


จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์พม่าล่มสลาย เสือ แท่น จึงพากำลังพลชาวไทยใหญ่ ที่เหลืออยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์พม่า กลับมารวมกับกองกำลัง SSA อีกครั้ง โดยในเวลานั้น กองกำลัง SSA นำโดยเจ้า ไซ้ เล็ก ผู้นำชาวไทยใหญ่ ที่ได้ชื่อว่ามีอุดมการณ์มุ่งมั่น ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ จากพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคยแปดเปื้อน กับการค้ายาเสพย์ติด และพยายามรวบรวมองค์กรไทยใหญ่ ให้เป็นหนึ่งเดียวตลอดเวลาที่เป็นผู้นำ SSA
ขณะที่ SSA กำลังกลับมามีเอกภาพอีกครั้ง นายพลโม เฮง หรือ กอนเจิง นายทหารระดับผู้นำของ SSA กลับแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่ โดยใช้ชื่อว่า SURA (Shan United Revolutionary Army) แต่ภายหลังเข้าร่วมกับกลุ่ม SUA (Shan United Arym) ของขุนส่า ใช้ชื่อองค์กรใหม่ว่า กองทัพเมืองไต หรือ MTA มีขุนส่าเป็นผู้นำสูงสุด นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ชื่อเสียงของกองทัพเมืองไต ก็เป็นที่รู้จักทั้งโลก ในฐานะกองกำลังติดอาวุธชาวไทยใหญ่ ที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีรายได้ จากธุรกิจยาเสพย์ติด มาซื้ออาวุธปีละหลายพันล้าน เฉพาะแค่จำนวนภาษีค่าผ่านทาง ที่เก็บได้ในแต่ละปีก็ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด อีกไม่รู้กี่พันล้าน กองทัพเมืองไต จึงกลายเป็นความหวังสำคัญ ของชาวไทยใหญ่
ขุนส่าเคยอ้างถึงเหตุผลที่ค้าผงขาวว่า
"คุณต้องไม่ลืมว่า พวกเราชาวฉานกำลังทำสงครามกู้ชาติ เราต้องการหลุดพ้นจากกองทัพพม่า ที่กดขี่เรามาตั้งแต่ ที่พม่าได้รับเอกราชเมื่อปี ๒๔๙๐ ผงขาวเป็นหนทางหากินอย่างเดียวของพวกเรา และเป็นธุรกิจอย่างเดียว ที่สามารถหาเงินมาสนับสนุนการต่อสู้ของเราได้Ž
ฐานที่มั่น และเขตอิทธิพลของ MTA อยู่บริเวณรัฐฉานตอนใต้ ขุนส่าเคยประกาศเขตตนเองว่าเป็น "รัฐอิสระ" มีเมืองหลวงชื่อโฮมอง ตั้งอยู่กลางป่า ห่างจากพรมแดนไทย ในระยะเดินเท้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง บริเวณนี้เรียกกันว่า "สามเหลี่ยมทองคำ Ž-- ดินแดนเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่า แหล่งผลิตเฮโรอีนใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวกันว่าร้อยละ ๖๐ ของเฮโรอีน ที่คร่าชีวิตผู้เสพทั่วโลก มาจากบริเวณนี้
โฮมองเป็นเมืองทหาร ในยามปรกติ ทุก ๆ เช้าทหาร MTA นับพันจะฝึกการสู้รบ เป็นเวลาสามชั่วโมง ในยามสงคราม เมื่อทหารพม่าบุกโจมตี ทหารเกือบทั้งหมด จะถูกส่งไปรับมืออยู่แนวหน้า บนลานดิน ในค่ายจะเหลือเพียง "เยาวชนผู้กล้า" วัยไม่เกิน ๑๕ ปี หรือที่ใคร ๆ รู้จักดีในนาม "ทหารเด็กแดนขุนส่า" ฝึกหลักสูตร "ค่ายเสือ" อยู่

เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ มาจากหมู่บ้าน ซึ่งถูกทหารพม่าบุกเข้าปล้น และฆ่าผู้คนในหมู่บ้าน เด็กหลายคน กลายเป็นเด็กกำพร้า หลายคนตาย เพราะความอดอยาก พ่อแม่ที่มีลูกชาย จึงส่งลูกของตนมาที่นี่ สายใอ เด็กชายวัย ๙ ขวบ ใช้เวลาหนึ่งวันเดิน จากหมู่บ้านพาโอมายังโฮมอง
"บ้านผมจนมาก บางวันทั้งบ้านได้กินแต่ข้าวชามเดียวเท่านั้น วันหนึ่งพ่อจึงส่งผมมาที่นี่ เพื่อให้ผมเป็นทหาร อยู่ที่นี่สบายกว่าอยู่บ้าน มีข้าวกิน มีหนังสือให้เรียน และมีเพื่อนเล่นเยอะแยะ"
ที่โฮมองมีเด็ก ๆ วัยใกล้เคียงกับสายใอร่วม ๑,๐๐๐ คน (ตัวเลขในปี ๒๕๓๘) นอกเหนือจากกินอิ่มนอนหลับ สิ่งที่เด็กน้อยทุกคนปรารถนาลึก ๆ ในใจคือ การกู้ชาติไทยใหญ่ จากเงื้อมมือของทหารพม่า หมิ่นออ เด็กชายวัย ๘ ขวบ เล่าประสบการณ์ และความปรารถนาของตนว่า
"ผมเห็นคนล้มลงตายต่อหน้าต่อตา ผมเอาแต่ร้องไห้ และกลัวจนตัวสั่น แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้ว เพราะกำลังจะได้เป็นทหาร ต่อไปผมจะออกไปสู้กับพวกพม่า ทหารพม่าเป็นคนเลว พวกมันมาที่หมู่บ้าน มาฆ่าชาวบ้าน และล้มสัตว์เลี้ยงของเรา"
น่าเสียดายที่ความฝันของ "เยาวชนผู้กล้า" ต้องวูบดับลงในเดือนมกราคม ๒๕๓๙ เมื่อขุนส่าผู้เคยประกาศตัวว่า จะสู้รบเพื่อชาวไทยใหญ่ กลับมอบตัว และมอบอาวุธทั้งหมดให้รัฐบาลพม่า
คืนไส ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารไต กล่าวถึงรอยร้าวภายในกองทัพเมืองไต ก่อนล่มสลายว่า
"คนไทยใหญ่หลายคนเชื่อว่า ขุนส่าจะช่วยกู้เอกราชได้ เลยยกให้ขุนส่าเป็นใหญ่ แต่ขุนส่ากลับปกครอง ในแบบเอกาธิปไตย คนจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่า ขุนส่าชอบหน้าหรือไม่ นายทหารระดับผู้ใหญ่ส่วนมาก มักเป็นคนเชื้อสายจีน ส่วนนายทหารไทยใหญ่ ที่มีความสามารถ ขุนส่ามักฆ่าทิ้ง ก่อนขุนส่าวางอาวุธ ขุนส่าฆ่าทหารไทยใหญ่ระดับผู้นำ เกือบ ๓๐ คน นายทหารไทยใหญ่ จึงเริ่มก่อกบฏ แล้วเขื่อนก็พังทลาย ขุนส่ากำลังพลลดลง และหันไปมอบอาวุธให้พม่า ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยประกาศว่า ถ้าวางอาวุธจะมอบให้คนไทยใหญ่Ž
หลังจากขุนส่าวางอาวุธ ทหารไทยใหญ่ ก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลายคนตั้งกองกำลังสู้รบ เป็นของตนเอง หลายคนวางมือไม่สู้รบอีกต่อไป


วิชัย อดีตนายทหารกองทัพเมืองไต เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า
"พอพวกเราได้ข่าวว่าขุนส่า กำลังจะมอบตัวกับทหารพม่า หลายคนก็แอบหนีออกจากค่ายทหาร ถ้าถูกจับได้ก็โดนฆ่า ทหารไทยใหญ่ที่อยู่กับขุนส่า ถ้าเลิกเป็นทหาร จะถูกฆ่าทุกคน ตอนขุนส่าประกาศวางอาวุธ พวกทหารเด็กทหารผู้ใหญ่ วิ่งหนีกระจัดกระจาย บางคนก็ไปเข้าร่วมกับทหารไทยใหญ่ ที่แยกตัวออกไป ส่วนผมไม่ได้เป็นทหารต่อ เพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง เลยเดินทางมาหางานทำที่เมืองไทยŽ
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่กองทัพเมืองไตล่มสลาย ทางกลุ่ม SSA ซึ่งต่อสู้เพื่อชาวไทยใหญ่มายาวนาน และไม่เคยแปดเปื้อน กับยาเสพย์ติดเหมือนขุนส่า ก็ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นกัน เมื่อเจ้า ไซ้ เล็ก ผู้นำคนสำคัญเสียชีวิตลง กองกำลัง SSA แตกกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ไม่มีผู้นำองค์กร ที่เป็นเสาหลักเหมือนเก่า ต่างคนต่างสู้รบอยู่ในป่า ควบคุมพื้นที่ตามจำนวนกำลังพลที่มีอยู่ แผ่นดินรัฐฉาน จึงตกอยู่ในมือของคนหลายกลุ่ม เฉพาะกลุ่มที่แยกตัวจากกองทัพเมืองไต ก็ไม่กว่าสี่กลุ่ม อาทิ กลุ่มพันตรีกั๊นยอด กลุ่มพันตรีเคมิน กลุ่มพันตรีพุมมา และกลุ่มพันตรีโงะ หาญ เป็นต้น ยังไม่นับกลุ่มที่แยกตัวจาก SSA อีกนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่า องค์กรใดเป็นตัวแทนกู้ชาติชาวไทยใหญ่ ที่แท้จริง
หลังจากกองทัพเมืองไต แตกเป็นเสี่ยง ๆ และขุนส่าเข้าไปอยู่ในกรุงย่างกุ้ง กองทัพพม่าก็ส่งกองกำลัง เข้าควบคุมพื้นที่โฮมอง ซึ่งเคยเป็นเขตอิทธิพลของขุนส่า พร้อมกับส่งกองกำลังบุกยึด และโจมตีหมู่บ้าน ในรัฐฉานอย่างหนัก จนในที่สุดกองกำลัง ที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลง และยอมเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ทีละกลุ่ม โดยสลอร์กยอมให้กองกำลังไทยใหญ่ มีผลประโยชน์ จากธุรกิจในพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ และชาวบ้าน ทำมาหากินได้ตามปรกติ (แต่ต้องเสียภาษีให้สลอร์ก)
ปัจจุบันกองกำลังไทยใหญ่ที่ยังทำการสู้รบ เหลือเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่ม SSA South (Shan States Army's Southern Commander) นำโดยเจ้ายอดศึก ปฏิบัติการอยู่แถวตอนกลาง และตอนใต้ของรัฐฉาน ตั้งแต่เมืองเมิงสู้ กุ๋นฮิง จนถึงเมิงปั่น รวม ๑๑ เมือง


สลอร์กใช้วิธีจัดการกับกองกำลังไทยใหญ่กลุ่มสุดท้าย แบบ "ถอนรากถอนโคน" ด้วยการย้ายชาวบ้านทั้ง ๑๑ เมือง มากกว่า ๑,๔๐๐ หมู่บ้าน เข้าไปอยู่เมืองอื่น ที่มีกองกำลังพม่าควบคุม ด้วยต้องการตัดเสบียง ที่ชาวบ้านส่งไปสนับสนุนกองกำลัง SSA ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า โดยประกาศให้พื้นที่ทั้งหมด เป็นเขตยิงอิสระหรือ free-fire zones หากพบใครในเขตนี้ ยิงได้ทันที !
ทหารพม่าให้เวลาชาวบ้านย้ายข้าวของ ไม่เกินเจ็ดวัน หลังจากนั้นถ้าพบใครอยู่ในหมู่บ้าน จะยิงทิ้งทันที ชาวบ้านส่วนใหญ่ ต้องจากบ้านเดิมของตัวเอง ในช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เสบียงอาหารจากปีที่แล้ว เหลือไม่มากพอให้ประทังชีวิต เมื่อย้ายไปอยู่ในค่ายอพยพ ที่ไม่มีเสบียงอาหาร จากองค์กรพัฒนาเอกชนใด ๆ ส่งไปช่วยเหลือ ชาวบ้านบางส่วน จึงขออนุญาตทหารพม่า กลับไปเก็บเกี่ยวผลผลิตของตนที่บ้านเดิม โดยต้องเสียค่าใบอนุญาตกลับบ้าน ให้ทหารพม่าตามระเบียบ (ของรัฐบาลพม่า) แต่ผลปรากฏว่า ชาวบ้านสองกลุ่มจำนวน ๕๖ คนจากเมืองกุ๋นฮิง ถูกทหารพม่าอีกกลุ่มหนึ่งสังหารหมู่ อย่างโหดเหี้ยม และทารุณ หญิงแม่ลูกอ่อนที่รอดชีวิตมาได้เล่าว่า
"ระหว่างเดินทางกลับ พวกเราถูกทหารพม่า อีกกลุ่มหนึ่งหยุดขบวนไว้ ทหารพม่าให้ชาวบ้านทั้งหมดยืนเรียงกัน แล้วยิงใส่ทีละคน สามีของฉันก็รวมอยู่ในนั้นด้วย โชคดีที่ฉันมีลูกอ่อน พอทหารยิงปืนนัดหนึ่งแล้วไม่ดัง เขาก็ใจอ่อน บอกให้ฉันวิ่งหนีไป แต่ผู้หญิงแม่ลูกอ่อนอีกคนหนึ่งโชคร้าย แม้ว่าเธอจะพยายาม บีบน้ำนมของตัวเอง เพื่อแสดงให้ทหารเหล่านั้น รู้ว่าเธอมีลูกน้อย แต่พวกทหารพม่าก็ไม่สน กลับขู่ว่าจะฆ่าลูกของเธอด้วย"
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทหารพม่าลำเลียงศพชาวบ้าน ที่ตัดหัวแล้วจำนวน ๒๖ ศพมาเรียงไว้ตามถนนสายเก็งลม - กุ๋นฮิง เพื่อ "เตือน" ไม่ให้ชาวบ้าน ออกจากบริเวณที่จัดไว้ให้ และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ศพไร้หัวอีก ๑๒ ศพก็ถูกนำมาเรียงบนถนนอีกสายหนึ่ง ในเมืองเดียวกัน ความโหดร้ายเหล่านี้ ยังไม่นับกรณีเด็กหญิงวัย ๑๒ ขวบ ซึ่งถูกยิงทิ้ง ขณะเธอกำลังนำหญ้าไปเลี้ยงวัว หญิงสาวถูกฆ่าด้วยระเบิด ขณะกำลังหาหน่อไม้ตามท้องนา ชาวบ้านที่กำลังหารวงผึ้งในป่า ถูกยิง ในปี ๒๕๔๐ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๖๖๕ คน (เฉพาะตัวเลขที่ยืนยันได้จากการพบศพ)
นอกจากถูกสังหารด้วยอาวุธสงคราม ชาวบ้านยังล้มตาย เพราะความอดอยาก ด้วยถูกควบคุมอยู่ในค่ายอพยพ ที่ไม่มีเสบียงอาหารเพียงพอ และไม่มีสิทธิ จะออกไปหาอาหารด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่อาจประเมินตัวเลขที่แท้จริง ของผู้เสียชีวิตชาวไทยใหญ่ ทั้ง ๑๑ หมู่บ้านได้
แม้พม่าจะใช้นโยบายอพยพชาวบ้าน ออกจากพื้นที่การสู้รบทั้งหมด กองกำลังเจ้ายอดศึก ก็ยังคงสู้รบอย่างเข้มแข็งเหมือนเช่นเดิม และยังไม่มีทีท่า จะยอมเจรจาหยุดยิงแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ว่า การสู้รบจะทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเดือดร้อน แต่การยอมเจรจาหยุดยิง ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวบ้านจะมีชีวิตที่ดีไปกว่าเดิม
องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำงานช่วยเหลือชาวไทยใหญ่ ที่อพยพมาจากรัฐฉาน กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่หยุดยิงว่า
"ชาวบ้านเล่าว่า ตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้าน เลวร้ายกว่าตอนก่อนหยุดยิงเสียอีก เพราะทหารพม่า เข้านอกออกในหมู่บ้านตามสบาย อยากได้ของชาวบ้าน ก็หยิบไปเฉย ๆ ชาวบ้านถูกเก็บภาษีอย่างหนัก ตำราเรียนของชาวไทยใหญ่ ต้องผ่านการตรวจสอบจากทหารพม่า ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง จะถูกตัดออก ข้อดีของการหยุดยิง มีอย่างเดียวคือ ชาวบ้านไม่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่ควบคุม ของทหารพม่า ไม่ต้องอดตาย หรือถูกทหารพม่าฆ่าโหด เหมือนในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบเท่านั้นเอง
"สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ ทุกวันนี้ ผู้นำไทยใหญ่ ที่หยุดยิงไปแล้ว มีธุรกิจในพื้นที่ หลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงยากที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้ง เพราะเขาอยู่สบายแล้ว การหยุดยิงจึงไม่ได้แก้ไขปัญหาทางการเมืองเลย"

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรบุรุษสัญลักษณ์ กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่

การต่อสู้ที่ฝ่ายว้าแดงได้เปรียบจากการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่า ขณะที่กองกำลังไทใหญ่มั่นคงเรื่องอุดมการณ์กู้ชาติ และเข้มแข็งในขวัญกำลังใจ อันมาจาก "เหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ" กษัตริย์สมัยอยุธยา ทำจากทองแดงรมดำที่ใช้ยึดเหนี่ยว

ทำไมผู้นำไทใหญ่เลือกสมเด็จพระนเรศวรฯเป็นสัญลักษณ์ในการกู้ชาติ? ทำไมใช้เหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯเป็นเครื่องรางของขลังปลุกปลอบขวัญทหาร?

*นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว* นำเสนอใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนนี้ ให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของไทยสยาม และไทใหญ่ มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทั้งในอดีตและปัจจุบัน สัมพันธภาพที่เกิดจากเบ้าหลอมทางประวัติศาสตร์เดียวกัน ประวัติศาสตร์ชาติที่รวมน้ำใจเป็นหนึ่งเดียว

"ความเชื่อมั่นศรัทธาของคนไทใหญ่ที่มีต่อพระนเรศวรฯนั้น มีรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการปกครองระบอบ "เจ้าฟ้า" ของไทใหญ่ที่สืบทอดมาเป็นพันปี แต่เพิ่งถูกทำลายหมดสิ้นไปกับการยึดอำนาจในสหภาพพม่าของนายพลเนวินเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2505

พันเอกเจ้ายอดศึกกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า "คนไทใหญ่ทั้งสมัยนี้ทั้งสมัยโบราณเชื่อถือพระนเรศวรฯ คนยุคนี้เชื่อถือพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนทุกบ้านมีรูปในหลวง-พระราชินี เพราะถ้าดูประวัติศาสตร์คนเชื้อชาติไท คนไทใหญ่ คนไทย คนลาว คนไทในเวียดนาม คนไทในจีนเป็นเชื้อสายเดียวกัน แล้วปัจจุบันพระเจ้าอยู่หัวมีในประเทศไทยองค์เดียว ไทใหญ่จึงเคารพรักและเชื่อถือพระองค์มาก"

นักประวัติศาสตร์ชาวไทยใหญ่นาม "เคอแสน" กล่าวว่า "สมเด็จพระนเรศวรฯ คือบุรพกษัตริย์ที่ทำการรวบรวมก่อตั้งอาณาจักรไทใหญ่

โดยที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงปรึกษากับ *เจ้าคำก่ายน้อย* เจ้าฟ้าไทใหญ่ เพื่อจะสร้างกองทัพราชอาณาจักรไทย-ไทใหญ่ ให้เข้มแข็งถาวรต่อไปในวันข้างหน้า โดยทางไทใหญ่นั้นเจ้าคำก่ายน้อยรับอาสาที่จะเจรจากับเจ้าฟ้าไทใหญ่ทุกเมือง

ในปี พ.ศ.2143 สมเด็จพระนเรศวรฯทรงมีรับสั่งให้เจ้าคำก่ายน้อยนำกำลังทหารส่วนหนึ่งเข้าไปเมืองปั่น เมืองนาย ยองห้วย ไปจนถึงภาคกลาง และเจ้าฟ้าไทใหญ่ทุกเมืองพร้อมกันจัดตั้งเป็นพระราชอาณาจักรขึ้น โดยมีสมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นผู้นำ

ส่วนช่วงที่พระนเรศวรฯ เสด็จขึ้นไปสวรรคตที่เมืองหางหลวง ในแผ่นดินรัฐฉาน ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ระบุว่า ในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯได้ทรงยกทัพขึ้นไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อย ที่กำลังทำศึกกับทหารจีนและทหารพม่าซึ่งรุกรานเมืองไทใหญ่ แต่สมเด็จพระนเรศวรฯสวรรคตเสียก่อน เจ้าคำก่ายน้อยจึงทำการสู้รบต่อไปเพียงลำพัง และสิ้นพระชนม์กลางสนามรบที่เมืองแสนหวี ในปี พ.ศ.2148 หลังการสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯไม่นานนัก

ขณะที่หลักฐานฝ่ายไทยสยามที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม กล่าวถึงการวางแผนลอบสังหารสมเด็จพระนเรศวรฯ ของพระเจ้ากรุงหงสาวดี โดยส่งแม่ทัพพม่า 2 นาย คือ "นันทสุ" กับ "ราชสังคราม" เข้ามากวาดต้อนผู้คนจากเมืองกำแพงเพชรไปเป็นกำลังทัพ เพื่อตัดกำลังสมเด็จพระนเรศวรฯว่า

"ขณะนั้นพระยากำแพงเพชรส่งข่าวไปถวายว่า ไทใหญ่เวียงเสือ เสือต้าน เกียกกาย ขุนปลัด มังทราง มังนิ่ววายลอง กับนายม้าทั้งปวงอันอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร พาครัวอพยพหนี พม่ามอญตามไปทัน ได้รบพุ่งกันตำบลหนองปลิงเป็นสามารถ พม่ามอญแตกแก่ไทใหญ่ทั้งปวงๆ ยกไปทางเมืองพระพิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวรฯเป็นเจ้าทราบดังนั้น ก็ให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษา และลูกขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกว่าซึ่งไทใหญ่หนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่งออก(อายัด) ด่านเพชรบูรณ์ เมืองนครไทย ชาตระการ แสเซาให้มั่นคงไว้ อย่าให้ไทใหญ่ออกไปรอด

หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงทราบดังนั้น ก็แต่งออกไปกำชับด่านทางทั้งปวงตามรับสั่ง ฝ่ายไทใหญ่ก็พาครอบครัวตรงเข้ามาเมืองพระพิษณุโลก หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงก็รับพิทักษ์รักษาไว้ นันทสุกับราชสังครามมีหนังสือมาให้ส่งไทใหญ่ หลวงโกษา และลูกขุนผู้อยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกก็มิได้ส่ง"

ด้วยสถานของผู้คน บ้านเมือง และภาระแผ่นดินที่ต้องกอบกู้ ไทยสยามและไทใหญ่จึงเสมือนบุคคลที่ตกที่นั่งเดียวกัน และเป็นที่นั่งซึ่งมีคู่กรณีเป็นบุคคล ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีซึ่งพัฒนาเป็นศรัทธาความเชื่อที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่มีอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งศรัทธาต่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ศรัทธาที่แปลงสภาพเป็นรูปธรรม ศรัทธาที่สามารถผลิตซ้ำและเผยแพร่ได้ด้วยความร่วมมือของจอมพลสฤษดิ์(ผู้นำฝ่ายไทยสยาม) กับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ(ผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่กลุ่มแรกที่เรียกว่า "หนุ่มศึกหาญ") ในปี พ.ศ.2501 ในการสร้าง "เหรียญบูชารูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" จำนวน 1,000 เหรียญ

นอกจากเหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯแล้ว ยังมี "กองมูขุนหอคำไตย" (เจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรฯ) ที่เมืองหาง ชายแดนไทย-รัฐฉาน ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถและเจ้าฟ้าไทใหญ่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอัฐิส่วนหนึ่งได้แบ่งบรรจุไว้ ณ เจดีย์แห่งนี้ โดยก่อนออกรบแต่ละครั้งเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะมักนำนายทหารไทใหญ่เดินทางไปสักการะเจดีย์องค์นี้ และการรบในช่วงปีแรก ทหารไทใหญ่เอาชนะทหารพม่าได้ทุกครั้ง ทั้งๆ ที่มีกำลังพลและอาวุธน้อยกว่า


เมื่อศรัทธามีรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น ความเชื่อที่เคยจับต้องไม่ได้ก็เข้มแข็งมากขึ้น เสียงร่ำลือถึงประสบการณ์ที่แสดงว่าพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงคุ้มครองนักรบไทใหญ่ ขยายวงกว้าง และสร้างความฮึกเหิมออกไปทุกที

เช่น สมเด็จพระนเรศวรฯทรงเข้าฝันผู้นำไทใหญ่เตือนให้ย้ายที่ตั้งทัพก่อนทหารพม่าบุก, ทหารพม่าเห็นภาพนิมิตกองช้าง ม้า และทหารจำนวนมากพูดคุยกันด้วยภาษาไทยในค่ายทหารไทใหญ่ ฯลฯ

ไม่ว่าสิ่งที่เล่าขานโจษจันจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าของกองกำลังไทใหญ่เป็นไม่ใช่เรื่องเทียม นั้นทำให้ฝ่ายพม่าตัดสินใจจัดการกับของแท้ที่เป็นต้นเหตุ ด้วยการลอบวางระเบิดกองมูขุนหอคำไตย และใช้รถแทร็กเตอร์ไถซากลงแม่น้ำหาง ในปี พ.ศ.2502 นั่นเท่ากับว่าพม่าก็เชื่อในเรื่องนี้

ซากปรักหักพังของพระเจดีย์ดังกล่าวชาวไทใหญ่บ้านนำไปเป็นเครื่องเคารพบูชาที่บ้าน และบางส่วนถูกส่งกลับมาเป็นฐานในพระสถูปเจดีย์องค์ใหม่ที่มีชื่อว่า "พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ที่ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2512

วีรกรรมประวัติศาสตร์การร่วมกู้ชาติไทใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรฯ เมื่อ 400 กว่าปีนั้น ประกอบด้วยศรัทธาแท้จริงของผู้คนและศรัทธาที่รื้อถอน และสร้างเสริมด้วยเครื่องมือทางการเมืองเป็นระยะ โดยผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย ตามกาละเทศะที่เหมาะสมของแต่ละชาติ

โดยปี พ.ศ.2501 เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะผู้จัดตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ติดต่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้น เพื่อขอความช่วยเหลือทางการทหารและยุทธปัจจัยต่างๆ แลกกับข่าวของประเทศพม่าและการเป็นรัฐกันชน(Buffer state) ในการป้องกันภัยคุกคามจากประเทศพม่า ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ได้ตอบรับให้ความช่วยเหลือเจ้าน้อยเป็นอย่างดี

ก่อนหน้าเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะเข้ามาขอความช่วยเหลือประมาณ 2 ปี(มกราคม พ.ศ. 2499) รัฐไทยได้เริ่มก่อตั้งอนุสาวรีย์พระนเรศวรฯ แห่งแรกที่อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกลุ่มผู้ผลักดันให้มีการก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์ดังกล่าว คือกองทัพบก ซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด ความร่วมมือในปี พ.ศ. 2501 ผู้นำทั้งสองสร้างเหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯขึ้น

เพราะนั่นเป็นเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องยิ่งของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคามประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ขณะที่ไทย-พม่าในขณะนั้นยังไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เป็นเวลาที่กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ของเจ้าน้อยเพิ่งจัดตั้งและต้องการการสนับสนุน

หรือในปี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพ MTA(Mong Tai Army) ของขุนส่าวางอาวุธ และกองทัพ SSA ของเจ้ายอดศึกเพิ่งจัดตั้ง สถานการณ์ชายแดนไทย-พม่า มีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะ ทหารพม่าสามารถเข้ามาประชิดชายแดนไทยได้โดยตรง เพราะขาดกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่เป็นแนวกันชน

ความเชื่อเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ กลายเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ "โดยทางการไทยได้จัดสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ร่วมกับศาลเจ้าเมืองของบ้านหลักแต่งในหมู่บ้านเปียงหลวง อันเป็นหมู่บ้านประชาชนไทใหญ่ และครอบครัวของอดีตทหารไทใหญ่ในกองทัพ SURA ของนายพลโมเฮง ศาลพระนเรศวรฯที่บ้านหลักแต่งนี้ ตั้งอยู่บนยอดดอยวัดฟ้าเวียงอินทร์ หันหน้าไปยังชายแดนที่มีกองทหารพม่าประจำการอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ประจันหน้ากันอยู่พอดี"

กลางปี พ.ศ.2547 กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ SSA มีความตั้งใจที่จะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯบนยอดดอยไตแลง ฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่า แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ขอให้ระงับการสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นการสร้างอนุสาวรีย์ในแผ่นดินรัฐฉาน และสร้างเพื่อประกาศเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรฯ

เรื่องแนะนำ
บทวิจารณ์ร้อนของ @cloud
หกด
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
საქართველოს საბჭოთა სოციალისტური რესპუბლიკა
ชาติไทยใหญ้เป็นพี่น้องเราหมาตัวไหนลองมาพูดสิว่าไทยใหญ่คนละชนชาติจะด่าให้ถึงโคตรตระกูลว่ามาสืบเชื้อสายมาจากนรกทั่งบ้าน
20 คะแนน  | 
บทวิจารณ์ของ @cloud
ds1478
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
goo goo dolls
ยอดเยี่ยมอีกแล้วนะครับคุณboi9999 +2
0 คะแนน  | 
ผมอาย
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
เซงสนธิว่ะ
แจ๋ว
0 คะแนน  | 
แพร^^
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
งานเยอะ
อ่านหมดแล้วแต่ยังโหลดอยู่
0 คะแนน  | 
boi9999
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
กองกำลังเหล่านี้ส่วนใหญ่ใด้รับการฝึกทั้งจากไทย สหรัฐ เยอรมัน เงินสนับสนุนของสหรัฐ อาวุธของไทย อดีตทหารไทยใหญ่นี่แหละที่บอกวิธีใช้ AK47ให้ผม
0 คะแนน  | 
tarhisoka
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
เดี๋ยวไปเที่ยวหาไทยใหญ่ซักหน่อย คงไม่โดนยิงนะ อิอิอิ ไปขอปืนซักกระบอก
0 คะแนน  | 
boi9999
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
ใด้ทำไร่อย่างใจฝันแล้วคร้าบบบบบ
เห็นในคลิปเป็นวิชามีดสั้นที่หน่ยวรบพิเศษทั่วโลกใช้กัน ที่ยืนอยู่ใกล้ๆCIAตอนท้ายคือ พันเอก จ้าวยอดศึก ครับ
0 คะแนน  | 
หกด
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
საქართველოს საბჭოთა სოციალისტური რესპუბლიკა
ชาติไทยใหญ้เป็นพี่น้องเราหมาตัวไหนลองมาพูดสิว่าไทยใหญ่คนละชนชาติจะด่าให้ถึงโคตรตระกูลว่ามาสืบเชื้อสายมาจากนรกทั่งบ้าน
20 คะแนน  | 
หกด
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
საქართველოს საბჭოთა სოციალისტური რესპუბლიკა
อ่านเเล้วซึ้งนะเด็กไทยใหญ่มันรักชาติไทยเราไม่มีบางเลยหรือมั่วปาหินใส่กระจกรถเว๊นไปเว๊นสร้างความเดือดร้อนยิงคนคนให้สาวนึกว่าเทห์ ถุ๊ยความรักชาติมันหายไปไหน
0 คะแนน  | 
อั้ม_ใหญ่
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
ไทยใหญ่ เป็นพันธมิตร ที่เราจำเป็นต้องจับมือด้วยครับ เพราะพวกเค้าเหล่านี้ก็ช่วยตักกำลังการขนส่งยาเสพตดให้กับไทยเรา ถ้าไม่มีพวกเค้าไทยเราคงจะมียาบ้า เฮโรอีน ทะลักมากกว่านี้
0 คะแนน  | 
BLooD_dAimONd
เมื่อ มากกว่า 5 ปีที่แล้ว
ภูมิใจเถิดเกิดเป็นไทย
อ่านแล้วรู้สึกว่าเราโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยครับ ไม่ต้องไปสู้รบกับใคร
0 คะแนน  | 
ไก่จังกัปป๋ม
เมื่อ มากกว่า 4 ปีที่แล้ว
รักแพรวที่สุดเลยครับ
ผมก็คนหนึ่งล่ะที่เป็นไทยใหญ่อ่ะครับ พ่อผมก็เคยเป็นทหารไทยใหญ่มาก่อน หนีมาตอนขุนส่าว่างอาวุธ แต่ยายผมไม่ให้เป็นทหารต่อ เพราะต้องดูแลผมกับพี่ครับ
0 คะแนน  | 
ds.13
เมื่อ มากกว่า 4 ปีที่แล้ว

ssa .....never....ddddddddddddddddddddddddd

0 คะแนน  | 
เสนอบทวิจารณ์กระทงด้วย Facebook
โปรดละเว้นการโพสข้อความหรือภาพอันผิดกฎหมาย หรือลบหลู่สถาบันหลักของชาติ ระบบจะบันทึก IP Address ของท่านตามกฎของกระทรวง​หากเราถูกดำเนินคดี ข้อมูลของท่านจะถูกส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป
ขอความกรุณาอย่างพึ่งโพสต์ กระทง/กระทู้/บทวิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ขอบคุณค่ะ
เรื่องเด็ด: การเมือง


แนะนำจาก Facebook
เพื่อนคุณจาก Facebook


คุณสามารถใช้บัญชี Facebook กับเว็บ @cloud ได้