Altysanเป็นกระทงร้อน 11 เดือนที่แล้ว
ถึงแม๊คำพูดนี้มันจะดูเล็กน้อยเกินไป ..แต่ก็ ..ขอบคุณนะ
ไปเจอมาตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับ พระพุทธประวัติ สวยงามแท้ครับ
Tag: รูป สังคม ศิลปะ ศาสนา สวยงาม พุทธ ประวัติ พม่า พระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธ พระพุทธประวัติ
ชนิด:
รูป
ประเภท:
สังคมศาสนา
คะแนน: 44 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
ผู้โพสเขียนหรือทำขึ้นมาเอง
50 บทวิจารณ์ |
4,897 คนอ่าน
เรื่องแนะนำ









































![[ชมคลิป]ช็อต! ธัญญ่า เชือดนิ่ม พิ้งกี้ คาจอ คว้ารางวัลดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม](http://statics.atcloud.com/files/entries/11/113961/images/1_mini.jpg)




ระหว่างทางทรงเสด็จพักที่ป่า เขตสวนลุมพินีวัน และให้ กำเนิดพระโอรสในป่า ใต้ร่มไม้สาละนั้นเอง พระโอรส คลอดออกมาโดยง่ายและไม่มีความเจ็บปวดให้แก่พระมารดาเลย
ทรงเสด็จดำเนินไปได้ ๗ ก้าว แล้ว เปล่งอภิสวาจา ว่า .. เราเป็นเลิศ ประเสริฐสุด ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีชาติอื่น อีก กล่าวเพียงเท่านั้น ก็เงียบไป หลังจากนั้นพระองค์ก็เหมือนเด็กทารกทั่วๆไปคือพูดได้อีกตามวัย..
หลังจากประสูติได้ ๕วัน พระเจ้าสุทโธทนะ เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ ท่านมาฉันอาหารที่วัง และพราห์มณ์เหล่านั้น ได้ขนาน พระนามพระองค์ ว่า สิทธัตถะ.. แปลว่า ผู้มีความสำเร็จตามประสงค์
และยังได้ทำนายออกเป็น ๒ นัย ดังนี้
๑ หากอยู่ครองราช..จะได้เป็นจักรพรรดิ์ ที่ยิ่งใหญ่
๒ หากออกบวช จะได้ศาสดาเอก ของโลก
ผ่านไปวันที่ ๗ พระนางสิริมหามายา เสด็จ ทิวงคต.. แล้วไปจุติเป็น เทพบุตรบนสวรรค์ชั้น ดุสิต
ในภาพคือ ช่วงอายุ ตั้งแต่ ๘ - ๑๖ ปี ทรงได้รับการสั่งสอนจากครู วิศวามิตร ทรงศึกษาสำเร็จ ๑๘ วิชาของอาจารย์ จนหมดสิ้น พระเจ้าสุทโธทนะเห็นสมควรแต่งงานได้แล้ว จึง ขอ เจ้าหญิง พิมพา มาเป็นคู่ครอง เพื่อป้องกันไม่ให้พระองค์ คิดออกบวชตามคำทำนาย ...
แล้วพระองค์ก็ไปเยี่ยมห้องพระนางพิมพา ซึ่งขณะนี้ มีพระโอรสด้วยกัน ๑ พระองค์ แล้ว กำลัง บรรทม หลับสนิทอยู่ พระองค์ ทรงรัก และ ห่วงใยในพระโอรส และ พระนางพิมพายิ่งนัก แต่พระองค์ คิดหาทางหลุดพ้นจากความ แก่ ความเจ็บ ความตายนี้ ก็ เพื่อ บุตร ภรรยา และ ส่วนรวมด้วย เมื่อมีพระมหากรุณาเกิดขึ้นในใจระหว่งนั้น จึงตัดสินใจออกบวช
ใช้ให้นายฉันนะ นำ ม้า กัณทกะ และแอบออกจากวังไปคืนนั้นแอง..
เมื่อถึงพระตูเมือง ได้มี พยามาร นามว่า มิตวัสสวดี มาร มาขวางไว้ ห้ามพระองค์ มิให้ออกบรรพชา โดยให้เหตุผลว่า อีก ๗ วัน พระ องค์จะได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขอให้ใช้ชีวิตอันสุขสบายในวังเถิด "มาร เธอจงหลีกไป" พระองค์ ปฏิเสธ
เมื่อถึงอีกฝาก แล้ว พระองค์ ทรงใช้ พระขรรแสงดาบ ออกมาตัดพระโมลี ออก แล้วอถิฐานจิต ว่าหากจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ขออย่าให้ พระโมลีนั้น ตกลงสู่พื้นได้เลย ทรงโยนขึ้นไปในอากาศ แล้ว มี พระพรหมตนนึง ใช้พานทองคำรองรับเอาไว้ เก็บรักษาไว้ ที่ พรหมโลก แล้ว อถิฐาน บรรพชาที่บนหาดทรายนั้นเอง...
แล้วใช้ให้นายฉันนะ นำพระขรรแสงดาบ กับ ม้ากัณทกะ กลับไปกรุงกบิลดิ์พัส เพื่อ แจ้งให้พระเจ้า สุทโธทนะ ได้ ทรงทราบ แต่ นาย ฉันนะ ทูลขอ บรรพชา ด้วย พระ องค์ ทรง ห้ามเสีย ส่วน ม้ากัณทกะ เห็นพระองค์ไม่เสด็จกลับแน่ เกิดความอาลัย อาวร มาก ล้มลงสิ้นใจตาย แล้ว ไป จุติ เป็นเทพบุตรบน สวรรค์ ชั้น ดาวดึงส์..
หลังบรรพชาแล้ว สมณมุนี ก็ ไปหาอาจารย์ ผู้มีชื่อเสียง ขณะนั้น คือ ท่านฤษี อาฬารดาบส เรียน สมาบัติ ๗ จนสิ้นความรู้อาจารย์ ไม่พบทางตรัสรู้ จึง ลาอาจารย์ไป
ออกจากสำนักท่านอาฬารดาบสแล้ว สมณะมุนี ไปหา อาจารย์ อีกท่านหนึ่ง นาม ว่า อุททกะ รามบุตร ได้ สำเร็จ อภิญญาสมาบัติ ๘ แต่ก็ไม่ไช่ทางตรัสรู้อีกเช่นกัน จึง ลาจากท่านอาจารย์ ไป..
ในขณะนั้นเอง พวก ปัญจะวัคคีทั้ง ๕ ได้ทราบการเสด็จออกบวชของเจ้าชาย จึงติดตามมา เฝ้าคอย อุปัฏฐาก บำรุง สมณะ ด้วยประการ ต่าง ๆ หวัง จะได้ ฟังธรรม ที่พระ องค์ ทรงแสดง เพื่อ บรรลุพระโพธิญาณ แล้ว
กลั้นหายใจอยู่นานเป็นปี คือ (หายใจแบบขัด ๆ ไม่ถึงกับตาย) ทรงพิจารณาว่าไม่ไช่ทางตรัสรู้แน่ จึงทรงเลิก และหัน ไป งด พระกระยาหาร แทน
ให้สติ สายหนึ่งตึงเกินไปดีดไปก็ ขาด อีกสายหนึ่งหย่อนไป ก็ ให้เสียงไม่ไพเราะ
อีกสายหนึ่งตั้งไว้พอดี ๆ ให้เสียงกังวาลไพเราะ "โอ..ทางสายกลางนั้นเองที่ จะนำเราไปสู่พระโพธิญาณ " พระองค์ จึงหันมา ฉันภัจตาหารตามปกติ จน พระวรกาย กลับมาสมบูรณ์ ดังเดิม พวก ปัญจะวัคคี เห็น สมณะมุนี เลิกบำเพ็ญเพียรดังนั้น จึงได้พากันหลีกไป "ท่านกลายมาเป็นผู้มีกมากเสียแล้วเหตุไฉนจึงจะสำเร็จพระโพธิญาณได้เล่า" ว่าแล้วก็ ลาจาก สมณะมุนีไป..
"ท่านอ้างเช่นนั้น ใครกันเป็นพยานให้ท่านได้" มารถาม )
พระองค์เอามือแตะพระธรณี แล้ว ตรัสว่า พระแม่ธรณีจักเป็นพยานให้เรา..
พระแม่ธรณี ผุดขึ้นมาจากพื้นพระสุธา กล่าวว่า เรา เป็นพยาน ในการสั่งสมบารมีของพระองค์ ด้วยน้ำ ที่พระองค์กรวดไว้ชาติอันนับไม่ถ้วนนี้แล พระแม่ธรณี บิดมวยผม เกิดน้ำมหาศาล หลั่นล้น ออกมา พัด พา เอา มาร และ เสนามารปลิวหายไปจนหมดสิ้น พ่ายแพ้ไป..
เป็นสัจธรรม ที่สูงยิ่งกว่า สัจธรรมสามัญ ทั่วไป...
ทรงก้าวพระบาทเพียง ๓ ก้าว ก็ ถึง สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์เทวโลก...
(เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระ องค์เมื่อตรัสรู้แล้ว จะต้องไปแสดงธรรมโปรดพระมารดา)
นิครณ..ชื่อสัจจกะ พหูสูตร
เป็นนักพูดเก่งกล้า ..ท้าทุกหน
พาลโต้พระพุทธเจ้า .. ด้วยเมามนต์
พระทศพล ใช้ปัญญา ชนะพาล.. ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
พระอินทร์ส่ง เทพบุตร 4 ตนลงมาแปลงเป็นหนู กัดเชือกที่ผูกขอนไม้ไว้ ตกลงมาทับนิ้วเท้านางเลือดอาบ มหาชน พากันติเตียนนาง นาง หลบไปจาก ฝูกชน.. พอพ้นจากสายตามหาชน นางจึงถูก ธรณีสูบ ไปลงมหานรกอเวจี ชั้นลึกที่สุด ด้วยบาปที่นางทำไว้นั้นเอง..
นางจิญจา มารยา.. สารพัด
ยั่วยวนชวนกำหนัด ทุกแห่งหน
เอาเยื่อไม้เคียงพุง มุ่งผจญ ...
กล่าวอ้างพระ ทศพล คือสามี..
พระมุนินชินศรี ไม่มีหวั่น..
พระทัยมั่น สงบสง่า มีราศรี.
นางกล่าวร้ายอย่างไร ไม่ใยดี..
ใช้ขันตี ข่มจิญจา มารยา มาร ..ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
อฬวกะยักษ์ ร้าย ใจฉกาจ...
หมายพิฆาต จอมมุนี ให้ปี้ป่น..
ตลอดคืนยันรุ่ง มุ่งผจญ ..
ทรงใช้ความอดทน.. สู้เหตุการณ์ ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
แต่องค์คุลีมาล ได้อาจารย์สั่งสอนมาไม่ดี มีความเห็นผิด ..คิดว่าถ้าฆ่าคนครบ 1000 คนเมื่อไรเมื่อปลดปล่อยเขาเหล่านั้น ตนจะบรรลุธรรม จนสุดท้ายหน้ามืด คิดจะฆ่าแม่ของตน ซึ่ง ครบ 1000 พอดี หากฆ่าแม่ตัวเอง เขาจะไม่ได้ บรรลุธรรม แต่จะตกมหานรกอเวจีแทน พระพุทธองค์ จึงทรงไปโปรด .. องคุลีมาล เป็นพระพุทธองค์เสด็จมาดังนั้น ..
"ดีละ เราฆ่าสมณะนั้นแทนแม่เราดีกว่า" วิ่งไล่พระพุทธองค์ไป สิ้นระยะทาง 3 โยชน์ ..ประมาณ 48 กิโลเมตร จน เหนื่อย(พระพุทธอง๕ืทรงดำเนินไปปกติ ไม่ได้วิ่งแต่ประการใด)
"หยุด ! หยุดก่อนสมณะ"
พระพุทธองค์ ตรัสตอบ"เราหยุดแล้ว ..แต่เธอต่างหากที่ยังไม่หยุด"
"องคุลีมาลถาม.. ท่านเป็นสมณะเหตุใดจึงกล่าวคำเท็จ ก็ท่านเดินอยู่ เหตุใดจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว"
พระพุทธองค์"เราหยุดจากการฆ่า การเบียดเบียน ชีวิต แต่เธอสิ ในมือยังถือดาบอยู่เหตุใดจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว"
องคุลีมาล ทิ้งดาบในมือ เข้าฟังธรรม จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วออกบวชเป็นพระ อริยะสาวก ..
โจรทนง องคุลิมาล ..หาญกล้า
สองมือคว้าดาบชู สู่สถน..
วิ่งไล่ล่า ตถาคต ทศพล
สิ้น ๓ โยช อดทน มุ่งราวี..
พระมุนิน ชินศรี ไม่มีขลาด
ย่างพระบาท ปกติ ตามวิถี..
ยิ่งไล่ยิ่งห่างหัน ในทันที..
พระทรงมี ฤทธิ์ วิเศษ เผด็จ พาล... ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
ช้างตกมันหันใส่.. ดุจไฟป่า
ร้องแปร๋น ๆ เเล่นมากลางถนน
หมายขยี้ บี้บด พระทศพล..
แต่พ่ายมนต์ เมตตา.. พระทรงญาณ.. ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
เห็นพระพุทธเจ้า และพระอริยะสาวกเสด็จเหาะมา จะ ข้ามหัวตน เกิดความไม่พอใจ แปลงเป็นพระยานาคใหญ่ ขดขวางเขาสิเนรุไว้ พระโมคคัลลานะ ขออนุญาติพระพุทธองค์ปราบพยานาคตนนี้ ทรงอนุญาติแล้ว พระโมคคัลลานะ แปลงเป็นพยานาคที่ใหญ่ยิ่งกว่า มีฤทธิ์ยิ่งกว่า
ทรมาร นันโปนันทนาคราชจนยอมพ่ายแพ้ไป..
นันโทนาคราช ฉกาจฤทธิ์ พ่นควันพิษพันพัว มืดมัวหม่น..
โมคคัลลา โอรส.. ทศพล ใช้ฤทธิ์ ดล ดับพิษ ..สนิทนาน.. ขอเดชะชัยชนะ พุทธ
องค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
พระองค์จึงทรงจัดการด้วยพระองเอง อาบน้ำให้เธอ ซักผ้าของเธอ พอแห้งดีแล้ว ทรงแสดงธรรมโปรด เธอ บรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์ แล้ว นิพพาน ณ ที่นั้นเอง..
พระพุทธองค์ สำแดงฤทธิ์ ทรมาน พกาพรหม ให้อับอายพรหมอื่น ๆ ท่านยอมแพ้และฟังธรรม จนสำเร็จมรรคผล อดีตท่านเป็นฤษี ได้ณาญสมาบัติชั้นสูง จึง มาเกิดเป็นพรหม ดังรูป...
พกาพรหม บรรทม สถานทิพย์..
สูงลิบลิบ ลิ่วลิ่ว พยอมหน..
เห็นผิดผิด คิดว่าตนอยู่คงทน..
ดุจพิษร้ายทำลายคน..ทรามปัญญา
จอมมุนี กรุณา รักษาพิษ..
ด้วยตัวยา อมฤต.. คือญาณกล้า
ให้พรหมเห็น ชั่วดี .. มีปรีชา
ให้รู้ว่า สังขารา ..ไม่ยืนนาน ... ขอเดชะชัยชนะ พุทธองค์ บันดาลมงคลชัย..ให้ไพศาล
เป็นยอดยิ่ง มิ่งขวัญ ทุกวันวาน.. แด่เราท่าน ถ้วนทั่วทุกตัวตน...
๘๐ พรรษา ที่สาละวโนทยาน ใกล้ เมือง กุสินารา
ใต้ร่มไม้สาละ ทรงเทศนา สั่งสอน ไม่ให้ทุกคนประมาท เป็นคำสั่งสอนสุดท้าย..
หมดแล้วครับ สาธุ สาธุ สาธุ