บทความ แนวคิดของหนูดี

กระจ้อน
เป็นกระทงร้อน 1 ปีที่แล้ว
การจะค้นหาความเป็นอัจฉริยะของตนเองพบหรือไม่นั้น ต้องเริ่มที่การรู้จักตนเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อรู้จักตน ความต้องการและเป้าหมายข้างหน้าของตนแล้ว การจะมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

Tag: บทความ สังคมศาสนา อัจฉริยะ สมอง วนิษา เรซ หนูดี วิทยาการใหม่ อัจฉริยะสร้างได้ ฝึกสมอง

ชนิด: บทความ
ประเภท: สังคมศาสนา
คะแนน: 38 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
จากเพื่อนหรือฟอร์เวิร์ดเมล์
5 บทวิจารณ์  |  4,490 คนอ่าน
38
คะแนน
แนวคิดของหนูดี
ภาพประกอบ
แนวคิดของหนูดี
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

วนิษา เรซ หรือ หนูดี หญิงเก่งของไทย (อเมริกัน) วัย 30 ปี

  • จบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้าน ครอบครัวศึกษา Family Studies มหาวิทยาลัย
    แมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม
     
    Mind, Brain and Education มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา
  • ปัจจุบัน - เป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ (เพียงคนเดียวในไทย)
  • ผู้ชนะล้านที่ 15 รายการ "อัจฉริยะข้ามคืน"
  • ประธานกรรมการ บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด www.geniuscreator.com
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนวนิษา www.vanessa.ac.th
  • เป็นผู้นำเสนอแนวคิด - คนทั่วไปก็สร้างและฝึกฝนให้เป็นอัจฉริยะได้เช่นกัน -
     เขียนหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้"

พื้นฐานที่คุณแม่สร้างให้ โรงเรียนวนิษา ตั้งขึ้นโดยมี คุณชุมศรี รักษ์วนิชพงศ์ เป็น
ผู้ก่อตั้งภายใต้แนวความคิดซึ่ง คุณชุมศรีได้ให้สัมภาษณ์ ไว้ในเอกสารชื่อว่า ปฏิรูป
การเรียนรู้ ผู้เรียนสำคัญที่สุด ของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวง
ศึกษาธิการ พ.ศ.
2543 ว่าดิฉันไม่เชื่อวิธีที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำอยู่ จับเด็กมาขังใน
คอก ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ บังคับเด็กมานั่งนิ่ง ๆ จำกัด
ศักยภาพการเติบโตของสมอง
” "โชคดีที่คุณแม่วางพื้นฐานทางความคิดมาให้
ตั้งแต่เด็กๆ โดยริเริ่มเปิดโรงเรียนสอนหนูดีคนเดียวก่อน ชื่อโรงเรียนวนิษา เป็น
โรงเรียนที่ไม่ให้เด็กต้องมานั่งท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ แต่ใช้วิธีการสอนแบบใหม่ คือให้เด็ก
คิดแบบอิสระ กล้าที่จะถาม ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่มีใครสนใจ แต่พอคนเริ่มเห็น
กิจกรรมต่างๆ ที่ทางรร.สอนเด็ก อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ก็จะมีการพาเด็กไปดูสวน ธรรมชาติ ก็เลยสนใจส่งลูกๆ มาเรียนกัน"

"แต่พอขึ้นมัธยมหนูดีก็ย้ายมาเรียน รร.สตรีล้วน ปรากฏว่าเราเข้ากับระบบการ
ศึกษาไม่ได้ พอจบมัธยมหนูดีก็เลยตัดสินใจขอคุณแม่ไปเรียนต่อ ป.ตรีที่
มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ อเมริกา พอจะต่อโทก็ประจวบเหมาะได้ศึกษาแนวความ
คิดขอโปรเฟสเซอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ที่ว่าคนเรามีความอัจฉริยะที่แตกต่างกันไป
ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง"


"พอทราบว่าเขากำลังเปิดสอนปริญญาโทหลักสูตรเกี่ยวกับสมองเป็นหลักสูตรแรก
ที่ฮาร์วาร์ด หนูดีก็เลยสมัครเข้าไปเรียนเพื่อนำความรู้มาพัฒนาระบบความคิดของ
คนไทยใหม่ ซึ่งตอนนี้รร.วนิษาก็เริ่มใช้ระบบนี้แล้ว อีกทั้งหนูดียังเปิดบริษัทอัจฉริยะ
สร้างได้ ให้คำปรึกษา
3 ส่วน คือ ดูแลเรื่องหลักสูตรโรงเรียน เทรนนิ่งครูและผู้บริหาร
"
"เป็นที่ปรึกษาการพัฒนาศักยภาพองค์กรต่างๆ และหลักสูตรครอบครัวอัจฉริยะ
เปิดสัมมนาสำหรับบุคคลทั่วไป เพราะหนูดีคิดว่าครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอัจฉริยะภาพที่ดีที่สุดค่ะ"

ในช่วงปริญญาตรี
ชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความหนักและเหนื่อย ท่องหนังสือเยอะมาก เวลาที่จะออก
กำลังกาย ออกไปเที่ยวกับเพื่อนก็น้อย เมื่อมารวมกับวัฒนธรรมของเพื่อนอเมริกัน ที่
ชอบไปค้างอ้างแรมในป่า ไปปีนเขา พายเรือ เข้าถ้ำช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้หนูดีต้อง
แพ็คกระเป๋าตามไปด้วย แต่ไม่ว่าจะไปป่าลึกแค่ไหน หรือ พายเรือไปค้างบนเกาะที่
ไม่มีไฟฟ้าใช้ สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ในกระเป๋าแบ็คแพ็ค คือ
หนังสือเรียนหยิบออก
มาทีไร โดนเพื่อนฝรั่งหัวเราะใส่ตลอด ว่ามาเที่ยวนะ อีกอย่าง วันจันทร์ก็ไม่ได้มีสอบ
ด้วย แต่หนูดีก็กลัวสอบได้คะแนนไม่ดี จนต้องท่องหนังสือแทบทุกเวลาที่ว่าง

ประกอบกับเป็น นิสัยดั้งเดิมที่ติดไปตั้งแต่เมืองไทยด้วย คือ กลัวสอบตก กลัวทำให้
พ่อแม่ผิดหวัง แถมเราเป็นเด็กสองภาษา ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษภาษาเดียวเหมือน
เพื่อนฝรั่ง หนูดีจึงต้องพยายามเป็นสองเท่า เวลาต้องเรียนหนักและไม่ได้ทำอะไรที่
อยากทำ หรือ ไม่มีชีวิตสบายๆแบบคนอื่น หนูดีก็จะปลอบใจตัวเองว่า
เดี๋ยวก็จบตรี
แล้ว
แล้วก็ก้มหน้าท่องหนังสือต่อไป โดยไม่เคยได้รู้ว่าชีวิตมีตัวเลือกอื่น ที่ทำให้เรา
เรียนได้ดีขนาดนี้เหมือนกัน เวลาผ่านไปจนหนูดีเรียนเกือบจบปริญญาตรี ใบรางวัล
เรียนดีที่เพิ่มขึ้นทุกปี จนจำชื่อไม่ได้ว่าได้ใบประกาศเกียรติคุณด้านไหนบ้าง รู้แต่ว่า
จะได้เกรดสลับกันไป บางเทอมได้
4.00 บางเทอมได้ 3.9 รวมถึงจดหมายชมเชย
จากอธิการบดี ที่จะส่งตรงมาถึงบ้านคุณแม่ที่เมืองไทยทุกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้ ก็มา
พร้อมความเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของหนูดี รวมถึงความรู้สึกว่า สมัย
นี้แค่ปริญญาตรีคงไม่พอ โอ้โห ถ้าหนูดีต้องเรียนปริญญาโทด้วยความรู้สึกแบบนี้
คงต้องตายก่อนเรียนจบแน่ๆ คือ หนูดีอยากรู้ว่า ทำอย่างไรคนเราถึงจะฉลาด เป็น
อัจฉริยะกันได้ โดยยังใช้ชีวิตดำเนินทางสายกลางอย่างมีความสุข ไม่ต้องหักโหม
ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่หนูดีเคยทำมา และเหมือนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคน
อื่นๆที่ได้เกียรตินิยมเหมือนกัน เช็คแล้ว ปรากฏว่า ที่เดียวในโลก ที่สอนด้านสมอง
 แต่ไม่ใช่ให้เราไปผ่าตัดนะคะ แต่เรียนให้รู้ว่า สมองคืออะไร ทำงานอย่างไร และรู้
ว่า ทำตัวอย่างไร ถึงจะใช้สมองให้คุ้มค่า มีศักยภาพที่สุด ก็มีอยู่ที่เดียวในโลกเท่านั้น
 คือ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่บอสตัน สหรัฐ อเมริกา

เห็นชื่อมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ตกใจ ถอยมาหนึ่งก้าว เพราะถึงจะเป็นนักเรียนระดับ
เกียรตินิยมมา แต่ก็ไม่ใช่ว่า เด็กคะแนนดีทุกคนจะเข้าเรียนที่นี่ได้ เพราะ เป็น
มหาวิทยาลัย อันดับหนึ่งของโลก ใครๆก็เรียนเก่งมาทั้งนั้นตัวหนูดีเอง เรียนที่
แมรี่แลนด์ ซึ่งก็จัดว่าอยู่ในระดับดี แต่ก็ได้แค่ประมาณอันดับที่ยี่สิบ อันดับที่
ยี่สิบห้าของประเทศอยู่เท่านั้น ขนาดแค่นี้ ยังเรียนหนักจะตาย แล้วอย่างที่ฮาร์วาร์ด
หนูดีมิต้องตายคาหนังสือหรือนั่น แถมเพื่อนๆ ก็คงเก่งระดับอัจฉริยะกันทุกคน
นึกๆไปว่า คงไม่มีใครคุยกันหรอก คงแข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน ไม่มีใครมีเวลา
เสวนากับใครแน่ๆ แถมสมัครไปก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับเราหรือเปล่า เพราะนอกจากเรียน
เก่งแล้ว ก็ต้องประวัติดี มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร มีจดหมายรับรองชั้นดี สารพัด
แต่ก็เอาค่ะ ฮึดสุดชีวิต ตั้งหน้าตั้งตาสอบวัดมาตรฐาน เขียนจดหมายแนะนำตัว
อย่างใช้ความคิดทุกหยด เตรียมตัวเป็นเดือน สมัครไป รอคำตอบอีกครึ่งปี ระหว่าง
ที่รอคำตอบจากฮาร์วาร์ด เธอได้กลับมาพักผ่อนที่เขาหลัก
   และอยู่ในเหตุการณ์
สึนามิ กลับมาเมืองไทยวันแรกก็บินไปเที่ยวเขาหลักกับน้องสาว
(หนูหวาน) แล้ว
น้องสาวอยากมาหาดป่าตองก็ขับรถกันไป แล้วตอนแรกก็จะลงเล่นน้ำแต่เปลี่ยน
ใจไปปีนเขากัน เลยทำให้รอดจากเหตุการณ์นี้ จากนั้นได้ไปช่วยเป็นอาสาสมัคร
เป็นล่ามแปลภาษาอยู่
3 วันที่โรงพยาบาลพังงา จากที่ได้พบเห็นเหตุการณ์เหล่านี้
 หนูดีเลยกลับไปเขียนแนะนำตัวส่งให้ทางฮาวาร์ดใหม่หมดเลย...ซึ่งเขียนวิเคราะห์
ระบบการศึกษาไทยผ่านเหตุการณ์สึนามินี้ ซึ่งหนูดีก็เคยเรียนโรงเรียนไทย หนูดีรู้ว่า
เวลาปกติ ระบบการศึกษาไทยก็ไม่ได้สอนให้คนใช้ศักยภาพสมองเต็มที่อยู่แล้ว
คนไทยไม่ได้ถูกฝึกกระบวนการคิด ไม่ได้ถูกฝึกในการที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่
ฉะนั้นในเวลาปกติเราก็ไม่ได้เก่งเป็นพิเศษอยู่แล้วพอเจอภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์
คับขันซึ่งเราน่าจะลดภาวการณ์สูญเสียชีวิต หรือสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ได้ เช่น
สามารถจะเตือนภัยได้ สามารถลดการสูญเสียคนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เพราะ
คลื่นสึนามิป้องกันง่ายมากคนวิ่งหนีไป
10 นาทีก็รอดแล้ว แต่พอไม่มากก็มีคนสูญ
เสียบาดเจ็บล้มตายเยอะ ระบบโรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอ ที่โรงพยาบาลพังงา
3 วัน
แรกติดเชื้อเยอะมาก ก็ต้องย้ายผู้ป่วย มีการขอรถพยาบาล ขอเฮลิคอปเตอร์ ทีนี้ขอ
ไปแล้วไม่ส่งมา
1 วันก็แล้ว 2 วันก็แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งจากบาดแผลปกติกลายเป็น
แผลติดเชื้อ ต้องตัดขา ซึ่งเราเสียความรู้สึกมากกับระบบตรงนี้ คือระบบของคนไทย
แตกสลายลงทุกส่วนเลย เพราะระบบการศึกษามันไม่เอื้อให้คนคิด พอคนไม่คิดมัน
ก็กระทบเป็นโดมิโนหมด ตอนท้ายจดหมายหนูดีก็เลยบอกว่าอยากเรียนด้านสมอง
เพราะต้องการเอาตรงนี้มาช่วยเหลือคนในทุกสถานการณ์ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นระบบ
การศึกษา นอกระบบการศึกษา และองค์กรต่างๆ ซึ่งหนูดีไม่เชื่อว่าคนในองค์กร ณ ปัจจุบันได้ใช้สมองอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในที่สุด ฟ้าก็ส่งคำตอบมาในรูปจดหมายว่า ยินดีด้วย คุณได้รับเลือกเป็น
นักเรียนฮาร์วาร์ด สำหรับปีการศึกษาหน้า
โอ้โห ตกใจอีกรอบ น้ำตาไหลด้วยความ
ดีใจ แล้วก็แอบมาเครียดเล็กๆว่า เอาอีกแล้ว ถึงเวลาจมอยู่กับกองหนังสือเรียนอีก
แล้ว คราวนี้คงยิ่งหนักเป็นสองเท่า เฮ้อ คิดแล้ว ภูมิใจปนกลุ้ม แต่วันเดินทางก็มาถึง
 แล้วหนูดีก็ไปโผล่ที่ ฮาร์วาร์ด สแควร์ ในฐานะ นักศึกษาใหม่ หน้าตาตื่นเต้น ในต้น
ฤดูใบไม้ร่วง อากาศสดใสที่บอสตัน แต่ในใจก็ยังกังวลและเครียดไม่วาย จนได้มานั่ง
อยู่ในห้องปฐมนิเทศ มีรุ่นพี่ของปีที่แล้วมาให้คำแนะนำว่า จะเรียนอย่างไร ให้ประสบ
ความสำเร็จที่ฮาร์วาร์ด โดยมีเหตุผลว่า พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ถือว่าเป็นผู้
ชนะของสังเวียนที่ยากที่สุด คือการฝ่าด่านสิบแปดอรหันต์เข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ที่นี่
ได้ แต่หลายคนคงเรียนมาด้วยวิธีผิดๆ คือ เรียนหนักเข้าว่า โดยไม่ได้
เรียนอย่างฉลาดวันนั้น หนูดีได้เกร็ดจากรุ่นพี่มาเยอะมาก ซึ่งก็รวมอยู่ในเทคนิคเรียนเก่งอย่างอัจฉริยะ
ที่หนูดีตัดสินใจเปิดเพื่อให้ความรู้ดีๆ ส่งต่อไปถึงน้องนักเรียนรุ่นหลังๆ เหมือนที่หนูดี
ได้รับมาจากรุ่นพี่ระดับอัจฉริยะ ทุกคน แล้วตลอดเวลาที่เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด หนูดีก็
ได้เรียนรู้เทคนิคดีๆ ที่มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งแห่งนี้ ได้คิดและทำวิจัยมาใช้กับเด็กของ
เขาโดยเฉพาะ เพราะคนกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่เรียนหนักมาก เรียนยากมาก
และการค้นพบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลก ก็มักถูกค้นพบที่นี่ หรือ โดยนักศึกษา และคณาจารย์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ทั้งนั้น หนูดีได้เรียนรู้เทคนิคการจัดหมวดความคิด
การสรุปย่อให้ตรงประเด็น การอ่านเร็วและจับใจความโดยไม่ตกหล่น การเขียน
บทความวิชาการระดับโลก การเขียนรายการชนิดเอาไปนำเสนอกับคองเกรสได้เลย
 หรือ การอภิปรายแสดงความคิดแบบผู้นำระดับโลก คือทุกอย่างที่เราถูกสอน จะถูก
สอนประหนึ่งว่า พรุ่งนี้ เราต้องไปรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี
นั่นเชียว เพราะมหาวิทยาลัยนี้ ผลิตผู้นำในทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำ
องค์กร ผู้นำทางการแพทย์ ผู้นำวงการการศึกษา ประธานาธิบดีอเมริกาหลายคนก็
เป็นศิษย์เก่าที่นี่ รวมถึงว่าที่กษัตริย์ ที่เป็นเป็นขวัญใจชาวไทย อย่างองค์มกุฎราช
กุมารจิกมี แห่งภูฐาน ซึ่งมาเรียนเรื่องการปกครอง ที่โรงเรียนเคนเนดี้ ฝั่งข้ามแม่น้ำ
ชาร์ลส์ของหนูดีนี่เอง ดังนั้น อาจารย์ จะฝึกเราไว้เตรียมรับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่เมื่อการเรียนโดยเนื้อหา ถือว่ายากมากแล้ว กระบวนการเรียน ก็เลยถูกคิดค้นให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น ทั้งมหาวิทยาลัยคง
ไม่มีใครได้นอนกันแน่ เพราะงานเยอะมาก แม้แต่วิธีการอ่านก็ต้องย่นย่อ ให้อ่านได้
มากที่สุด ในเวลาที่ประหยัดที่สุด เพราะเราอ่านกันในปริมาณมหาศาล เป็นตั้งๆทุก
คืน แถมต้องตีความและอภิปรายอย่างฉลาดด้วย ทั้งๆที่แค่อ่านให้จบนับว่าแทบจะ
เป็นไปไม่ได้ ถ้าใช้วิธีการอ่านอย่างปรกติที่หนูดีใช้สมัยเรียนปริญญาตรี คงไม่ได้ทำ
อะไรอื่นๆในชีวิตอีกเลย พอมาเรียนรู้กระบวนการเรียนใหม่ ที่ใช้ข้อมูลทางสมองเป็น
พื้นฐาน ทำให้หนูดีเรียนได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต และนอก
จากเรียนได้ดี โดยเทอมแรกก็คว้าเกรดเฉลี่ย
4.00 มาครองเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่โดนขู่ไว้ตลอดว่า เรียนที่นี่ ใครจะเก่งมาจากไหน ยากมากที่เทอมแรกจะได้ เอ ทุกตัว แต่หนูดี
ก็ทำได้มาแล้ว ด้วยสุขภาพจิตที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรียนไปยิ้มไป เรียนที่นี่ เรียน
ด้วยความมั่นใจ เพราะเรา
เรียนเป็นแล้ว และที่น่าทึ่ง คือหนูดีได้นอนหลับประมาณ แปดชั่วโมงทุกคืน และได้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ สามครั้งเป็นประจำ จิตใจแจ่มใส สมองก็ปลอดโปร่ง เรียนได้ดีจนไปติวเพื่อนได้เป็นกลุ่มๆ ทุกคนน่ารักและเป็นมิตร
จนเราได้เพื่อนกลุ่มใหญ่ติดมือกลับมาเมืองไทย และในที่สุด วันรับปริญญาโทก็มาถึง
 ซึ่งหนูดีก็ได้ร่วมกับงานรับปริญญาที่ขลังและเก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยคะแนนระดับ
เกียรตินิยมอีกแล้ว
(แต่การจะจบจากมหาวิทยาลัยฮาว์วาร์ดได้ต้องใช้ทุนในการศึกษา
และค่าใช้จ่ายต่อปีไม่น้อยกว่า
10 ล้านบาท ซึ่ง "หนูดี" ยอมรับการเป็นคนเรียนดี และ
รู้จักใช้สมองอย่างถูกวิธีทำให้สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้โดยได้รับทุนการศึกษาตลอดจนจบการศึกษา) แต่คราวนี้ที่ต่างไป คือความสุข ความมั่นใจของหนูดี ที่รู้แล้ว
ว่า เรียนเก่งระดับอัจฉริยะแบบนี้ ไม่ต้องเครียด ก็ทำได้ แถมมีเวลาใช้ชีวิตอย่างมี
คุณภาพมากมาย แล้วก็กลายเป็นความตั้งใจว่า หนูดีจะต้องนำความรู้ที่ดีๆ ที่คนไทย
น้อยคนจะมีโอกาสได้ไปรับรู้ มาให้เด็กไทย คนไทย ได้นำไปใช้ เพราะประเทศของเรา
ก็เรียนกันหนัก แข่งกันเรียน แข่งกันสอบ...ถ้าเรา
คิดเป็นเราก็จะ เรียนเป็นและ
เมื่อทำงานก็จะ
ทำงานเป็นแบบที่พวกอัจฉริยะเขาเป็นกัน ครูหนูดี ตั้งใจว่า ก่อนจะบินกลับไปเก็บตัวในห้องวิจัยเพื่อเรียนต่อปริญญาเอกเธอจะใช้เวลา 2 ปี "ติวเข้ม" ให้
คนอีก
4 กลุ่มเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง นั่นคือ กลุ่มนักเรียนม.ปลาย ที่กำลังเตรียม
ตัวเอนทรานซ์อย่างหน้าดำคร่ำเครียด นักศึกษาเรียนหนัก กลุ่มพ่อแม่ฝึกลูกให้เป็น
อัจฉริยะ และกลุ่มยังก์โปร หรือคนทำงานรุ่นใหม่ ผ่านงานเขียนหนังสือ และการ
ฝึกอบรม ภายใต้บริษัทจัดอบรม
"อัจฉริยะสร้างได้" เริ่มจากการปั้นเด็กๆ ในโรงเรียน
วนิษาที่เธอนั่งบริหารอยู่ให้เป็นเด็กน้อยแสนอัจฉริยะ และมีความสุข หลายคนบอก
ว่าเธอหน้าคล้ายกับเยลหลี + แหม่ม คัทลียา
, อยากให้เธอได้มีโอกาสมาดูแล
กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาหลักสูตร ระบบการศึกษาของไทย แต่เร็วๆ นี้

อัจฉริยะสร้างได้ วิทยาการใหม่ฝึกสมอง
  "สมองของคนเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ ดังนั้น ไอน์สไตน์ฉลาดได้เท่าไหน
โดยทฤษฎีแล้วเราก็ฉลาดได้เท่านั้น" ข้อความส่วนหนึ่งในหนังสือที่ชื่อว่า
"อัจฉริยะ
สร้างได้"
ที่เขียนโดย "วนิษา เรซ" คนไทยเพียงคนเดียวที่สำเร็จการศึกษาระดับ
ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบัน
เป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย
สถาน พ.ศ.
2542 ได้ให้ความหมายของคำ "อัจฉริยภาพ" ว่า ความเป็นผู้มี
ปัญญาความสามารถเกินกว่าระดับปกติมาก
เป็นเหตุให้ใครหลายๆ คนคิดว่า
การจะเป็นอัจฉริยภาพนั้นยากเกินกำลัง แต่ วนิษาบอกว่า คนทุกคนมีความเป็น
อัจฉริยภาพอยู่ในตัวอย่างน้อย
8 ด้าน เพียงแค่ว่าจะหาเจอช้าหรือเร็วเท่านั้น
วนิษาเล่าให้ฟังว่า ในอดีตก่อนที่งานวิจัยทางสมองจะก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน
คนมักมีความเชื่อว่า ความฉลาดเป็นสิ่งที่เรามีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลง
ไม่ได้ ใครเกิดมาด้วยไอคิวเท่าไร ก็จะจากโลกนี้ไปด้วยไอคิวเท่านั้น ระหว่างที่เรามี
ชีวิตอยู่ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงใดๆ เมื่อเวลาผ่านไปนักวิจัยได้วิจัยสมอง
ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พบว่าสมองของคนเรามีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน แม้ในผู้สูง
อายุยังมีการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้สิ่งใหม่ และมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ อยู่เ
สมอ ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าความฉลาดเป็นสิ่งตายตัวจึงกลายเป็นความคิดที่ล้าหลัง
จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพหลายท่าน ก็ได้คิดค้นทฤษฎีและวิธีการต่างๆ
 เพื่อเพิ่มศักยภาพสมอง และพัฒนาอัจฉริยภาพสำหรับบุคคล วนิษาเล่าย้อนให้ฟัง
ถึงสาเหตุที่เลือกเรียนปริญญาโทด้านสมองว่า เริ่มจากเมื่อตอนที่เรียนปริญญาตรี
เลือกเรียนด้านการศึกษาและครอบครัว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกคนในโลกนี้
เรียนแล้วพบว่ามันสามารถใช้ได้จริงกับทุกคน พอจะต่อปริญญาโทจึงตั้งโจทย์ให้
กับตัวเองว่า จะต้องเกี่ยวกับทุกคนในโลก และเกี่ยวข้องกับด้านการพัฒนาคน สิ่ง
ที่ตั้งโจทย์นำไปสู่คำว่า "สมอง" เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากสมอง และสมองเป็น
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคน  ที่สำคัญเธออยากรู้ว่าคนเราต้องทำอย่างไรถึงจะฉลาด
 เป็นอัจฉริยะได้โดยที่ยังสามารถใช้ชีวิตได้แบบเดินทางสายกลางอย่างมีความสุข
ไม่ต้องเรียนแบบหักโหม พอศึกษาไปก็เจอ
"ทฤษฎีพหุปัญญา" ของ ดร.โฮเวิร์ด
การ์ดเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทฤษฎีที่สอนด้านสมอง ที่
ไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นการเรียนรู้ว่า สมองคืออะไร สมองทำงานอย่างไร และรู้ว่า
ต้องทำตัวอย่างไรถึงจะใช้สมองได้อย่างคุ้มค่าและมีศักยภาพที่สุด ซึ่งทั่วโลกมี
เพียงที่มหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ดแห่งเดียวที่สอนด้านสมองทฤษฎีพหุปัญญา เป็น
ทฤษฎีที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงและยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดย
ทฤษฎีนี้ค้านกับความเชื่อเดิมที่บอกว่า อัจฉริยภาพมีเพียงด้านคณิตศาสตร์และ
ภาษาเท่านั้น แต่ยืนยันว่า
"อัจฉริยภาพของคนเรามีอย่างน้อย 8 ด้าน ประกอบ
ด้วย ด้านภาษาและการสื่อสาร
, ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว, ด้านมิติสัมพันธ์
และจินตภาพ
, ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์, ด้านการเข้าใจตนเอง, ด้านมนุษย
สัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น
, ด้านการเข้าใจธรรมชาติ และด้านดนตรีและจังหวะ"
ถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัยกันแล้วว่า อัจฉริยภาพสร้างได้จริงหรือ? และสามารถ
สร้างได้อย่างไร
?
วนิษา บอกว่า คนเราสามารถสร้างความเป็นอัจฉริยภาพในตัวเองได้ เพราะความ
เป็นอัจฉริยภาพนั้นเกิดจากการมีเส้นใยสมอง ซึ่งสมองมีการสร้างเส้นใยสมองอยู่
ตลอดเวลา และบวกกับการที่คนเรามีความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้เพิ่มเติม
ได้ การพัฒนาความเป็นอัจฉริยภาพของเรานั้นอันดับแรกต้องดูว่าเราชอบอะไร
ต้องการเป็นอัจฉริยะด้านไหน และต้นทุนในการพัฒนาสูงแค่ไหน แต่ความเป็น
อัจฉริยะจะต้องเกิดจากการฝึกฝนด้วย ถ้าไม่ฝึกไม่ลองทำก็ไม่รู้ว่าเรามีอัจฉริยภาพ
ด้านนั้นๆ อยู่ในตัว เพราะฉะนั้น เราควรที่จะหาเวลาและพื้นที่ว่างในการทดสอบและฝึกฝนตัวเองให้เป็นอัจฉริยะ
"นั่นคือ ในการค้นหาอัจฉริยภาพในตัวเองนั้นจะ
ต้องมีการทดลองทำ และฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆ
ที่อยู่รอบตัวเราก่อน"
 ส่วนคนที่มักบอกว่าหาตัวเองไม่เจอนั้น วนิษาบอกว่า คน
เหล่านี้เป็นคนที่ไม่มีเวลาให้ตัวเอง ไม่เคยหยุดคิดและฟังตัวเองว่าต้องการอะไร
ชอบอะไร ซึ่งการสำรวจตัวเองตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอัจฉริยภาพด้าน
การเข้าใจตนเอง ที่หมายถึงการกำหนดว่าจะเอาพลังที่เรามีอยู่ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง
และหากมีอัจฉริยภาพด้านนี้แล้วความเป็นอัจฉริยภาพด้านอื่นๆ ก็จะตามมาในไม่ช้า
อย่างลีโอนาร์โด ดาร์วินชี่ เป็นทั้งนักศิลปะและนักวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงใน
เวลาเดียวกัน เขามีความสามารถและพรสวรรค์ทั้งสองอย่างในตัวเอง และสามารถ
ทำทั้งสองอย่างนี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การ
งานของตน และขณะเดียวกันก็ประสบความสำเร็จในการทำสิ่งอื่นๆ ที่แตกต่างด้วย
วนิษา บอกว่า จากการที่เธอได้ทำการศึกษาเรื่องสมองอย่างจริงจังทำให้พบว่า คนในปัจจุบันขาดการดูแลสมองเป็นอย่างมาก ไม่สนใจและไม่บำรุงสมองเลย ที่
สำคัญคนเราคิดว่าการดูแลสมองเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องไปหาหมออย่างเดียว แต่
จริงๆ แล้วการดูแลสมองนั้นไม่ยากเลยทำได้ง่ายๆ เพียงแค่การกินอาหารที่เป็น
ประโยชน์ เช่น พืชผัก ข้าวซ้อมมือ การดื่มน้ำมากๆ การออกกำลังกายเบาๆ เป็น
ประจำ หรือแม้กระทั่งการพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งการฝึกกระบวนการคิดที่เป็น
ระบบ เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการดูแลสมองอย่างง่ายๆ เรื่องการฝึกสมองให้เป็นระบบ
ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการฝึกด้านไหน ซึ่งฝึกได้หลายชนิดมาก เพราะทุกอย่างที่เราทำ
จะเกี่ยวข้องกับสมองหมดเลย จึงไม่มีสูตรสำเร็จว่าจะฝึกสมองอย่างไรสมองถึงจะดี
คนเรามีความถนัดแตกต่างกัน สมองก็แตกต่างกันด้วย เช่น สมองของนักบัญชีก็
ไม่เหมือนสมอง ของนักจัดสวน เนื่องจากสมองเป็นตัวรับรู้ เป็นตัวประมวลผล และ
สั่งให้เราทำที่สำคัญสมองเป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่นมากแล้วแต่ว่าเราจะทำอะไรกับสมอง
เช่นการรู้จักจัดการสมองตนเองเมื่อเกิดความเครียด
"สมองของคนเราเมื่อมีความ
เครียดจะหลั่งสารคอร์ดิซอร์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้สมองไม่มีการคิด ทำให้คิดไม่ออก
เป็นผลให้ข้อมูลต่างๆ ออกมาไม่ได้ เป็นสารเคมีเป็นพิษต่อสมอง แต่สารนี้จะสามารถสลายไปเมื่อมีสารเอ็นดอร์ฟิน เพราะสารเอ็นดอร์ฟินนี้เป็นสารที่มีความสุข เมื่อเรา
ทำสิ่งที่ชอบจะมีการหลั่งสารนี้ออกมา ซึ่งจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ขณะเดียว
กันความเครียดนั้นก็มีข้อดีอยู่บ้าง ถ้ามีความเครียดในระดับที่เหมาะสมจะสามารถ
บังคับตนเองให้ทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้สำเร็จ"
วนิษาสรุป ฉะนั้น ยิ่งค้นพบความเป็นอัจฉริยะเร็วเท่าไหร่ จะยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเราเท่านั้น เพราะแม้จะมีพรสวรรค์ติดตัวมา
ตั้งแต่เกิด แต่หากขาดการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องความเป็นอัจฉริยภาพก็มิอาจเปล่ง
ประกายออกสู่สายตาผู้อื่นได้

"วิธีค้นหาความเป็นอัจฉริยะ"
การจะค้นหาความเป็นอัจฉริยะของตนเองพบหรือไม่นั้น ต้องเริ่มที่การรู้จักตนเอง
ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อรู้จักตน ความต้องการและเป้าหมายข้างหน้าของ
ตนแล้ว การจะมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ข้อ 1.เขียนวงกลมวางเหลื่อมกัน 3 วงกลม
วงกลมที่ 1
เขียนสิ่งที่เราเก่ง หรือทำได้ดี แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบมากก็ได้
วงกลมที่ 2 เขียนสิ่งที่เราชอบและอยากทำ
วงกลมที่ 3 เขียนสิ่งที่โลกต้องการจากเราโดยให้ใกล้เคียงกับความสามารถของ
เราที่สุด เมื่อเขียนข้อมูลครบทั้งสามวงกลมแล้ว ให้ดูข้อมูลทั้งสามวงกลมมีความ
ซ้อนทับกัน เมื่อวิเคราะห์แล้ว จะทำให้รู้ว่าเราอยากมีอนาคตเป็นเช่นไร

ข้อ 2.เขียนวงกลม 3 วงซ้อนกัน จากเล็กไปใหญ่ เขียนข้อความลงในวง
กลมถึงสิ่งที่อยากทำ เช่น ถ้าอยู่ในระหว่างเลือกสาขาเรียน

วงกลมที่ 1 เขียนสิ่งที่อยากเรียน
วงกลมที่ 2
เขียนสิ่งที่อยากเรียนมาก
วงกลมที่ 3 เขียนสิ่งที่อยากเรียนมากที่สุด
จากนั้นให้วิเคราะห์จากวงกลมทั้งสามว่า สิ่งใดที่ไม่ได้เรียนแล้วจะเสียใจมากที่สุด
 ก็จะทราบความต้องการของตนเอง แต่อย่าลืมว่าข้อความในวงกลมทั้งสามสามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ จนตลอดชีวิต และเราต้องไม่จำกัดตัวเองอยู่ในความสามารถปัจจุบันเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วชีวิตมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงเสมออย่าง
เลี่ยงไม่ได้

"รู้จักความเครียด" ภาวะเครียดแบ่งได้เป็น 3 ระดับ

1.ไม่มีความเครียดเลย เป็นสภาวะที่ไม่น่าอยู่ เป็นจุดที่จะไม่มีการพัฒนาตนเอง
เพราะไม่มีภาวะบีบบังคับหรือแรงกดดันใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสภาวะหยุดนิ่ง

2.เครียดปานกลาง เป็นสภาวะที่ทำให้เรามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ เป็นภาวะที่จะ
ทำให้งานประสบผลสำเร็จ เพราะความกดดันตรงนี้จะบังคับให้เราทำงานได้เป็น
อย่างดี

3.เครียดมาก เป็นความเครียดที่ทำให้เกิดความกลัว เพราะทักษะความสามารถของ
เราไม่เก่งพอ เราจึงกลัวว่าจะล้มเหลว กลัวอับอาย ทำให้ขาดความสุขในการทำงาน
และงานที่ได้ออกมาจะไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น คนในปัจจุบันจะต้องดูว่าเรามีความ
เครียดระดับไหน และต้องจัดการให้ได้ เพื่อจะได้มีสมองที่ดี และสมบูรณ์ในการค้น
หาความเป็นอัจฉริยภาพในตัวเองให้เจอในเวลารวดเร็วที่สุด

5 คุณสมบัตินักสร้างอัจฉริยะที่ดี "หนูดี" ยังแนะผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการนี้ว่า

1.มีคุณธรรมและรู้จริง เพราะวงการนี้เป็นการสร้างคนซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง
การให้ข้อมูลผิดเท่ากับเป็นการทำบาป นอกจากนี้ ความรู้ที่มีไม่ใช่แค่ความรู้ที่อ่าน
จากหนังสือต้องรู้ลึกถึงข้อมูลที่แท้จริง

2. ชื่อธุรกิจบอกแล้วว่าสร้างอัจฉริยะ คนที่จะทำต้องมีปูมหลังชีวิตที่ดี ต้องเรียนเก่ง
 ทำงานเก่ง และบริหารชีวิตส่วนตัวได้ เพราะถ้าจะไปสอนคนอื่นต้องทำชีวิตตัวเอง
ให้ดีก่อน

3.รู้จักเอื้อคนอื่น
4.รู้กติกาสากลในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามา
5.เก่งทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ทิปส์ในการพัฒนาสมอง
1. จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่
มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลาย
เป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ
แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมัน
ดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่
ช่วงที่มีคลื่น
Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัด
ทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวัน
สมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่ง
เดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมา
เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ
 รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของ
เขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่ง
เป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความ
สุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การ
ให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัว
ที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดีขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี
ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึง
เป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมองควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มาก
ขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก
20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและ
ฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

วนิษากล่าวว่า คนทั่วไปมักมองว่าคนที่เป็นอัจฉริยะมักจะหมกมุ่นอยู่กับตำรา
กองโต ใส่แว่นหนาเตอะและไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ซึ่งมักเกิดกับคนในวงแคบ เช่น
คนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือดนตรี แต่ความจริงแล้ว อัจฉริยภาพมี
มากกว่านั้น ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญาซึ่งเสนอว่ามนุษย์มี
อัจฉริยภาพอย่างน้อย
8 ด้าน เพียงแต่บางด้านอาจเด่นกว่าด้านอื่นและขึ้นอยู่กับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก อัจฉริยภาพ 8 ด้านที่ว่า ได้แก่ อัจฉริยภาพด้านภาษาและการ
สื่อสาร อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์
อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจในตนเอง อัจฉริย
ภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านธรรมชาติ และอัจฉริย
ภาพด้านดนตรี สมองของคนเรามีน้ำหนักเท่ากับร้อยละ
2 ของน้ำหนักร่างกายโดย
สมองใช้ออกซิเจนร้อยละ
25 หรือ 1 ใน 4 ของการใช้ออกซิเจนในร่างกายทั้งหมด
สิ่งที่วนิษาพูดทำให้แปลกใจและลบความเชื่อหรือความรู้เก่าเกี่ยวกับสมองไปได้เลย
เพราะอัจฉริยภาพของคนไม่ได้อยู่ที่เซลล์สมอง ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักสมองและไม่ได้อยู่
ที่รอยหยักของสมอง แต่อยู่ที่เส้นใยสมองและไมยีลินหรือไขมันสมองมาห่อหุ้ม เนื่อง
จากเซลล์สมองตายไปทุกวัน แต่จะมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยการทำ
ซ้ำๆ กัน ดังนั้น อัจฉริยภาพสร้างได้โดยการทำซ้ำๆ กันนั่นเอง เช่น หากเล่นเปียโน
ไม่เป็น แต่ถ้าฝึกทุกวันเป็นเวลา
2 ปี ก็จะเป็นคนใหม่ที่เป็นอัจฉริยภาพด้านเปียโนได้
อย่างไรก็ตาม คนที่มีเส้นใยสมองมากที่สุดไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดที่สุดเพราะสมองมี
เนื้อที่จำกัดในการเก็บเส้นใยสมอง สมองจึงมีการ "รีดทิ้ง" เส้นใยสมองในส่วนที่ไม่
จำเป็นต้องใช้ในเวลานั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กแรกเกิดมีเส้นใยสมองมากที่สุด
เมื่อเทียบกับเด็กคนเดียวกันในอายุ
6 ขวบ และ 14 ปีและยิ่งโตขึ้นเส้นใยสมองยิ่ง
น้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะโง่กว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าสมองมีการจัดเก็บและ
มีแบบแผนในการเก็บเส้นใยสมอง

เรื่องแนะนำ
บทวิจารณ์ร้อนของ @cloud
มหัศจรรย์แห่งรัก
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
(¯`°.•°•.Love Analysis .•°•.°´¯)
[ กดเบาๆนะจ๊ะ ]
24 คะแนน  | 
บทวิจารณ์ของ @cloud
มหัศจรรย์แห่งรัก
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
(¯`°.•°•.Love Analysis .•°•.°´¯)
[ กดเบาๆนะจ๊ะ ]
24 คะแนน  | 
eddiez
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ฝนตกอะไรนักหนาเนี่ย แม่งเซ็ง
ที่ทำบ่อยๆก็มีแต่หัวเราะอะ 5555555555 อย่างอื่นไม่ค่อยได้ทำเลย
4 คะแนน  | 
santoes
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
สองล้อพอเพียง ชีวิตก็เพียงพอ...
4 คะแนน  | 
แป้งร่ำ
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
เย้!!! tag กลับมาแล้ว
4 คะแนน  | 
muey_
เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
สวัสดีจ้า....
2 คะแนน  | 
เสนอบทวิจารณ์กระทงด้วย Facebook
โปรดละเว้นการโพสข้อความหรือภาพอันผิดกฎหมาย หรือลบหลู่สถาบันหลักของชาติ ระบบจะบันทึก IP Address ของท่านตามกฎของกระทรวง​หากเราถูกดำเนินคดี ข้อมูลของท่านจะถูกส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป
ขอความกรุณาอย่างพึ่งโพสต์ กระทง/กระทู้/บทวิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ขอบคุณค่ะ
เรื่องล่าสุด: สังคมศาสนา
แนะนำจาก Facebook
เพื่อนคุณจาก Facebook


คุณสามารถใช้บัญชี Facebook กับเว็บ @cloud ได้