นู๋น่ารักเป็นกระทงร้อน 1 ปีที่แล้ว
เหนื่อยหน่อยน๊า...คนดี
เด็กชายชาวอินเดีย ผู้พลัดพรากจากครอบครัวเมื่อปี 1986 ได้พบหน้าแม่ของเขาอีกครั้งหลังใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจาก กูเกิล เอิร์ธ
Tag: บทความ เทคโนโลยี ครอบครัว เด็กชาย กูเกิล ชาวอินเดีย พลัดพราก เอิร์ธ
ชนิด:
บทความ
ประเภท:
เทคโนโลยี
คะแนน: 68 ชอบ, 0 ไม่ชอบ
จาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.p ...
12 บทวิจารณ์ |
3,231 คนอ่าน
เรื่องแนะนำ

















































ด.ช.ซารู วัย 5 ขวบในขณะนั้น หลังจากเขาร่วมเดินทางกับพี่ชาย เพื่อทำงานเป็นพนักงานกวาดขยะบนรถไฟ กระทั่งดึกดื่น เขาจึงได้ลงไปนั่งพักและเผลอหลับบนที่นั่งในสถานีรถไฟ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงพบว่าพี่ชายหายไปแล้ว เขาจึงขึ้นรถไฟขบวนที่จอดอยู่ตรงหน้าเพราะคิดว่าเขาอยู่บนนั้น เมื่อขึ้นไปเขาไม่พบพี่ชาย และผลอยหลับอีกครั้ง กระทั่งตื่นในอีก 14 ชม.ต่อมา และพบว่าตนเองมาอยู่ที่เมืองกัลกัตต้า เมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ที่ได้ชื่อว่ามีสลัมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ตอนแรกเขาตกใจมาก เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน และเริ่มเดินถามผู้คนที่ผ่านไปมา ก่อนที่จะหลับลงอีกครั้งด้วยความกลัว และไม่คิดว่าพ่อและแม่ของเขาจะปล่อยให้ลูกของพวกเขาเดินดุ่มๆไปในย่านสลัมเพียงลำพัง
เด็กชายเริ่มรู้จักที่จะป้องกันตนเอง และกลายเป็นขอทานในที่สุด ซาลูกล่าวว่า เขาต้องระมัดระวังตัว เนื่องจากไม่สามารถไวใจใครได้ ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเสนอให้อาหารและที่พัก และส่งตัวกลับบ้าน แต่เขาก็สงสัยว่าชายคนนี้อาจกำลังคิดไม่ดีต่อเขา เขาจึงวิ่งหนีไป
ต่อมาบ้านเด็กกำพร้าได้นำตัวเขาไปดูแล ก่อนที่จะมีครอบครัว"เบรียร์ลีย์"ชาวออสเตรเลีย ซึ่งอาศัยอยุ่ในรัฐทัสเมเนีย นำตัวไปอุปการะ และตอนนั้นเองที่เขายอมรับว่าตนเองหลงทางและคงไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้อีก การเดินทางไปออสเตรเลียจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด
เขาใช้ชีวิตและเติบโตที่นั่นด้วยความเป็นปกติสุข เขาจบการศึกษาด้านธุรกิจและการค้าจากมหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา ปัจจุบันเขาเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์โรงงานที่เมืองโฮบาร์ท รัฐทัสมาเนีย แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความปรารถนาที่จะเดินทางกลับบ้านเก่าสักครั้งเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ซารูกล่าวว่า พ่อแม่อุปถัมภ์ของเขาให้การสนับสนุนและกระตุ้นให้เขาออกไปตามหาครอบครัวที่แท้จริงเป็นอย่างดี
แต่ปัญหาก็คือ ในช่วง 5 ขวบ เขาไม่รู้เลยว่าเมืองที่ตนจากมาคือเมืองอะไร เขาจึงเริ่มใช้แผนที่จากกูเกิล เอิร์ธเพื่อหาว่าตนเกิดที่ใด
ในช่วงแรกการค้นหาล้วนเกิดจากการคาดเดา เพราะความทรงจำทั้งหมดแทบกลายเป็นศูนย์ ต่อมาเขาจึงคิดวิธีใหม่ โดยการคำนวณระยะทาง ดยใช้ระยะเวลา 14 ชั่วโมง คูณเข้ากับความเร็วเฉลี่ยของรถไฟอินเดีย ก่อนที่จะได้ผลออกมาเป็นตัวเลข 1,200 กิโลเมตร
ต่อมา เขาจึงวาดภาพวงกลมในแผนที่ โดยมีเมืองกัลกัตต้าเป็นจุดศูนย์กลาง โดยมีรัศมีตามที่เขาคำนวณไว้ ไม่นานนักเขาจึงพบเมืองที่คาดว่าเป็นบ้านเกิดของตน คือเมืองเล็กๆชื่อว่า "Khandwa" เมื่อซูมลงไปจึงพบว่า ใกล้กันนั้นมีน้ำตกเล็กๆ ที่เขามักไปเล่นสมัยเป็นเด็กบ่อยๆ
ไม่นานนัก เขาจึงเดินทางไปยังเมืองดังกล่าว และค่อยๆพบสถานที่ในวัยเด็กทีละแห่ง ในที่สุดเขาจึงพบบ้านที่ตามหามานานในย่านสลัม Ganesh Talai ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ เนื่องจากประตูถูกล็อค และบ้านก็มีสภาพเก่าและทรุดโทรมเต็มที เหมือนกับว่ามันไร้ผู้คนอาศัยอยู่มานาน
ก่อนที่ชาวบ้านรายหนึ่งจะเข้ามาสอบถาม และชายอีกคนหนึ่งที่เข้ามาถาม และบอกให้เขารออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขากลับมา เขาบอกว่าเขาจะพาซาลูไปพบแม่ ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน
ในตอนแรกเขาจำแม่ไม่ได้ เนื่องจากเวลาผ่านมากว่า 26 ปี และตอนนั้นแม่ของเขามีอายุเพียง 34 ปีเท่านั้น แต่ยังพอจำโครงหน้าเบื้องหลังรอยเ***่ยวย่นได้รางๆ ก่อนที่ภาพเก่าๆจะผุดขึ้นมาอีกครั้ง และกล่าวว่า "แม่คือแม่ของผม"
หญิงชราไม่ได้พูดอะไร เพียงจับมือของเขาและพาไปที่บ้าน ซาลูกล่าวว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดอะไรกัน อาจเป็นเพราะยังคงตื่นเต้นและไม่เชื่อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าอยู่ดีๆลูกชายที่หายไปกว่า 26 ปี จะกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง
แม้ว่าเธอจะเกรงว่าลูกชายของเธออาจตายไปแล้ว แต่หมอดูคนหนึ่งได้บอกกับเธอว่า เธอจะได้พบกับลูกชายอีกครั้ง คัลลู พี่ชายคนโตสุดของเขากล่าวว่า หมอดูทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ครอบครัวจะได้พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ซาลูกล่าวว่า อย่างน้อยที่สุด หมอดูก็ทำให้เธอมีพลังใจที่จะมีชีวิตอยู่และรอให้วันนี้มาถึง
เมื่อมีข่าวดี ก็ต้องมีข่าวร้าย หนึ่งเดือนหลังจากที่เขาหายตัวไป พี่ชายของเขาถูกพบนอนร่างขาดเสียชีวิต 2 ท่อนในรางรถไฟที่เมืองเบอร์ฮันปูร์ แม่ของเขาไม่รู้ว่าเป็นการกระทำของใคร หรือเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุจากความพลั้งเผลอ และนี่ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเสียใจที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองสนิทสนมกันมาก
หลายสิบปีที่เขาเฝ้าฝันว่าจะได้เจอครอบครัวอีกครั้ง ความฝันนั้นเป็นจริง เหมือนได้ยกภูเขาลูกมหึมาออกจากอก เขานอนหลับได้อย่างเป็นสุข แม้ว่าเขาจะยังไม่มีแผนที่ย้ายกลับไปอนเดีย แต่ก็ยังคงติดต่อกับแม่ที่บ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอ
แต่สิ่งที่ทำให้ชวนน่าตื่นเต้นกว่านั้นก็คือ ผู้เขียนบทและผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire ได้แสดงความสนใจต่อเรื่องราวอันน่าทึ่งนี้แล้ว ต้องจับตาดูต่อไป