555Tag: ประเพณี ยี่เป็ง
คลับ: Simulation Of ID ความรู้ เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจจากฟิสิกส์ราชมงคลและเว็ปต่างๆ พระอภิธรรม ศาสนาพุทธ* เฮฮาพาไปเที่ยว
ประเพณียี่เป็ง !!
<-- การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง
บรรพบุรุษของชาวภาคเหนือได้สั่งสมความรู้ศิลปะ วิทยาการ สาขาต่าง ๆ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ของตนเอง คือวัฒนธรรมล้านนา ดังนั้น วัฒนธรรมนี้จึงเป็นวัฒนธรรม ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภาคเหนือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับ ภาษา วรรณกรรม ดนตรี นาฏศิลป์ศรัทธาความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรับวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามาใช้มากขึ้นแต่ชาวเหนือส่วนใหญ่ยังคงดำเนินชีวิต โดยยึดถือและปฏิบัติตนตาม
วัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประเพณี พื้นบ้านกันอย่างแพร่หลาย
การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง เป็นประเพณีพื้นบ้านอีกประเพณีหนึ่ง ที่ชาวแพร่ให้ความสำคัญและปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี ชื่อประเพณี “ การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง ”เป็นคำที่นิยมเรียกกันในอดีต แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิยมเรียกว่า“ การฟังธรรมเดือนยี่เป็ง ” หรือ “ การเทศน์มหาชาติ ”
เดือนยี่ เป็นเดือนหนึ่งตามจันทรคติของภาคเหนือ ซึ่งในหนึ่งปีจะแบ่งเดือนออกเป็น 12 เดือน เช่นเดียวกับการนับเดือนทางจันทรคติของภาคกลาง แต่ชื่อเดือนของชาวภาคเหนือจ ะมีชื่อเรียกที่แตกต่าง และไม่ตรงกับของ ภาคกลาง เปรียบเทียบได้ดังนี้
1. เดือนเกี๋ยง คือ เดือนที่ 1 ของภาคเหนือ ตรงกับเดือน สิบเอ็ดของภาคกลาง
2. เดือนยี่ คือ เดือนที่ 2 ของภาคเหนือ ตรงกับเดือนสิบ สองของภาคกลาง
3. เดือนสาม ตรงกับเดือน อ้าย ของภาคกลาง
4. เดือนสี่ ตรงกับเดือน ยี่ ของภาคกลาง
5. เดือนห้า ตรงกับเดือน สาม ของภาคกลาง
6. เดือนหก ตรงกับเดือน สี่ ของภาคกลาง
7. เดือนเจ็ด ตรงกับเดือน ห้า ของภาคกลาง
8. เดือนแปด ตรงกับเดือน หก ของภาคกลาง
9. เดือนเก้า ตรงกับเดือน เจ็ด ของภาคกลาง
10. เดือนสิบ ตรงกับเดือน แปด ของภาคกลาง
11. เดือนสิบเอ็ด ตรงกับเดือน เก้า ของภาคกลาง
12. เดือนสิบสอง ตรงกับเดือน สิบ ของภาคกลาง
เดือนยี่ของชาวเหนือจึงเป็นเดือนสิบสองของภาคกลาง ส่วนคำว่า “ เป็ง ” เป็นคำในภาษาคำเมืองหมายถึง พระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นวัน “ ยี่เป็ง ” จึงหมายถึงวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนยี่ หรือเดือนสิบสองของภาคกลาง ซึ่งก็คือวันลอยกระทง ที่เป็นวันที่รู้จักกันโดยทั่วไป
<--
--> การตั้งธรรม ตามความหมายของชาวภาคเหนือเป็นการนิมนต์ พระภิกษุสงฆ์ ให้แสดงธรรมเทศนาเพื่อที่จะอบรม สั่งสอน กล่อมเกลาจิตใจชาวบ้านที่เป็นพุทธศาสนิกชน ให้เป็นคนดีโดยธรรมะที่นำมาแสดงธรรมเทศนานั้น จะมีหลายเรื่องแล้วแต่ผู้นิมนต์จะกำหนด หรือพระสงฆ์เห็นสมควรว่าจะแสดงธรรมะในเรื่องใด สำหรับการตั้งธรรมเดือนยี่เป็งของชาวภาคเหนือ และชาวแพร่นั้น เป็นการแสดงเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นชาดกชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในการเทศน์นี้จะแบ่งกัณฑ์เทศน์
ออกเป็น 13 ผูก หรือ 13 กัณฑ์ ดังนี้
ผูกที่ 1 กัณฑ์ทศพร ผูกที่ 2 กัณฑ์หิมพานต์
ผูกที่ 3 กัณฑ์ทานกัณฑ์ ผูกที่ 4 กัณฑ์วนปเวศน์
ผูกที่ 5 กัณฑ์ชูชก ผูกที่ 6 กัณฑ์จุลพน
ผูกที่ 7 กัณฑ์มหาพน ผูกที่ 8 กัณฑ์กุมาร
ผูกที่ 9 กัณฑ์มัทธี ผูกที่ 10 กัณฑ์สัตกบรรพ
ผูกที่ 11 กัณฑ์มหาราช ผูกที่ 12 กัณฑ์ฉกษัตริย์
ผูกที่ 13 กัณฑ์นครกัณฑ์
คำว่า “ ผูก ” เป็นการเรียกคัมภีร์ธรรมะ ที่เขียนบนใบลานแล้วรวมมัดด
้วยเชือกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องที่รวมกันเรียกว่า “ 1 ผูก ”
ในอดีตการเตรียมตัวตั้งธรรมเดือนยี่เป็งนั้น ทางวัดแต่ละวัดจะกำหนดตัวผู้ที่แสดงธรรมเทศนาแต่ละกัณฑ์ ซึ่งจะเป็นภิกษุหรือสามเณรที่เทศน์เสียงดีไพเราะ และสามารถเทศน์ทำนองพื้นเมืองได้ พระสงฆ์ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้จากครูบาหรือเจ้าอาวาสวัด จะต้องเตรียมตัวฝึกซ้อมการเทศน์ซึ่งเป็นการเทศน์ทำนองพื้นเมืองทางภาคเหนือให้คล่องแคล่ว ในส่วนของชาวบ้านแต่ละหลังคาเรือนจะมาจองธรรมที่วัด ว่าจะเป็นเจ้าของเทศน์ผูกใด ซึ่งแต่ละผูกอาจมีการจองเป็นเจ้าของร่วมกันหลายครอบครัว และจะตกลงกันในเรื่องการจัดเตรียมกัณฑ์เทศน์ หรือที่ชาวภาคกลางเรียกว่า เครื่องไทยทาน ซึ่งส่วนใหญ่มักประกอบด้วย ข้าวสุก ข้าวสาร อาหารคาวหวาน อาหารแห้ง กล้วย อ้อย มะพร้าว หรือผลไม้ แล้วแต่จะหาได้ ดอกไม้ ธูปเทียนนำบรรจุอย่างเรียบร้อยสวยงามในภาชนะ ภาชนะที่ใช้ใส่ไทยทาน เช่น กะละมัง หรือก๋วย ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่คล้ายเข่งแต่มีขนาดเล็ก หรือบางคนจัดทำไม้สามขาแล้ววงเป็นชั้น ๆ ประมาณ 3 ชั้น ผูกห้อยสิ่งของที่จะถวายพระจัดแต่งให้สวยงาม ซึ่งในปัจจุบันการจัดเตรียมกัณฑ์เทศน์ด้วยตนเองใน ลักษณะนี้มีน้อย ส่วนใหญ่นิยม ไปซื้อเป็นชุดจากร้านค้า เนื่องจากไม่มีเวลาจัดเตรียมและสะดวกสบายกว่า
<--
--> การตั้งธรรมจะเริ่มประมาณวันขึ้น 13 ค่ำ ซึ่งแต่ละวัดอาจกำหนดวันเริ่มต่างกัน บางวัดอาจเริ่มก่อนนี้หรือหลังจากนี้ โดยในตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร หลังจากนั้นจึงจะเริ่มต้นเทศน์มหาชาติโดย จะจัดขึ้นในวิหาร ผู้เริ่มดำเนินพิธี คือผู้ที่ชาวบ้านนับถือและผ่านการบวชเรียนมาแล้วเรียกว่าอาจารย์ จะเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ หรือ สามเณรที่ทางวัดกำหนดเป็นองค์เทศน์ขึ้น ธรรมมาสน์ ธรรมมาสน์ ซึ่งเป็นอาสนสงฆ์ที่สร้างอย่างงดงาม ชาวบ้าน หรือครอบครัวใดที่เป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ จัดตั้งกัณฑ์เทศน์ไว้ต่อหน้าธรรมมาสน์ แล้วจุดธูปเทียนบูชากัณฑ์ โดยเฉพาะเทียนหรือว่าชาวบ้านเรียกว่า สีผึ้ง นั้นให้จุดครบตามจำนวนเท่ากับคาถาประจำผูก นั้น ๆ ซึ่งแต่ละผูกจะมีคาถาไม่เท่ากัน หลังจากนั้นอาจารย์นิมนต์พระสงฆ์เทศน์โดยเริ่มตั้งแต่ กัณฑ์ทศพร และเมื่อเทศน์จบ แต่ละกัณฑ์ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกัณฑ์กราบและถวายกัณฑ์เทศน์ ในขณะที่ด้านนอกของวิหารจะมี การจุดประทัด และตีกลองปูจาหรือที่ภาคกลางเรียกว่า กลองเพล เป็นการบอกให้ทราบว่าเทศน์จบผูกแล้ว เจ้าของธรรมผูกต่อไปจัดเตรียม
กัณฑ์เทศน์ และตั้งกัณฑ์เทศน์ โดยดำเนินการเหมือนกับกัณฑ์แรก
การฟังธรรมเดือนยี่เป็งในช่วงวันแรกอาจฟังในช่วงเช้าถึงบ่าย เมื่อจบผูกแล้วและเวลาสมควรวัดจะหยุดพักให้ชาวบ้านไปประกอบกิจการงานอื่น กัณฑ์ที่เหลือจะทำในวันต่อไป และหยุดในช่วงบ่ายเช่นกัน จนถึงวันยี่เป็งหรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสองนั้น จะฟังธรรมผูกที่เหลืออยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงผูกที่ 13 ซึ่งอาจจะจบในค่อนรุ่งของอีกวันหนึ่ง
การฟังธรรมเดือนยี่เป็งนั้น ชาวบ้านที่มาฟังธรรมนอกจากผู้ที่เป็นเจ้าของธรรม แต่ละผูก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ฟังจนจบผูกของตนแล้ว
คนอื่น ๆ ที่ว่างหรือคนแก่คนเฒ่าก็มาฟังร่วมกัน เมื่อเหนื่อยอยากพักผ่อนก็กลับไปนอนที่บ้านได้ หลังจากนั้นจึงกลับมาฟังใหม่ แต่อาจมีบางคนที่ฟังตลอดครบ 13 กัณฑ์ โดยมีความเชื่อว่าถ้าฟังครบทั้งหมดในคราวเดียวกัน จะทำให้ได้รับบุญกุศลมากเมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในชาติภพที่ดีหรือ ได้ไปเกิดในยุคของพระศรีอารยเมตรัย
<--
--> ช่วงเวลาเช้าระหว่างการฟังธรรมเดือนยี่เป็งนั้น ในจังหวัดแพร่หรือชาวบ้านลู จะมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมจัดทำคือ การตานเฮือนให้ผีต๋าย โดยผู้ฟังธรรมก็จะฟังอยู่ในวิหาร ส่วนผู้ที่ตานเฮือนซึ่งเป็นการอุทิศบ้านไปให้ ดวงวิญญาณของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็จะทำกันด้านนอกวิหาร โดยนำบ้านที่สร้างเป็นหลังเล็ก ๆ พร้อมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้านมาถวายพระสงฆ์ นอกจากนี้ชาวบ้านบางกลุ่ม ยังนิยมปล่อย “ โกมลอย ” หรือโคมลอย กันอย่างสนุกสนาน การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง หรือการฟังธรรมเดือนยี่เป็ง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในาสนา
ของชาวแพร่ หรือชาวบ้านลูหรือหลายๆหมู่บ้านจะทำเหมือนๆ กัน การฟังธรรมนี้ยังจะได้รับความรู้ในเรื่องพระเวสสันดรชาดก ซึ่งถือว่าเป็นมหาชาติก่อนการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และการที่พระภิกษุสามเณรต้องจัดเตรียมตัว ในการเทศน์ ทำให้ได้ศึกษาธรรมะ และฝึกฝนตนเองให้มีความคล่องแคล่วในการเทศน์
ส่วนชาวบ้านนอกจากจะได้ฟังธรรมะซึ่งเป็นการกล่อมเกลา จิตใจแล้ว การที่ต้องจัดเตรียมกัณฑ์เทศน์ การไปร่วมฟังธรรมะทำให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างความสามัคคีให้คนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ปัจจุบันการตั้งธรรมเดือนยี่ ยังคงปฏิบัติสืบเนื่องมา แต่กลุ่มคนที่ไปร่วมฟังส่วนใหญ่จะเป็น
คนแก่คนเฒ่ามากกว่าเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาการฟังธรรมดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ตรงกับวันหยุด การเทศน์มหาชาติ
ในปัจจุบันนิยมทำให้เสร็จใน 1 วัน 1 คืน จึงทำให้หนุ่มสาวติดภารกิจการทำงานไม่สามารถไปฟังได้ ดังนั้นประเพณีการฟังธรรมเดือนยี่จึงไม่คึกคักเช่นในอดีต แต่ก็ยังเป็นประเพณีที่จังหวัดแพร่ หรือหมู่บ้านลู หรือหลายๆหมู่บ้านต้องทำกันต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจและศรัทธาความเชื่อในศาสนาจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะช่วยกันสืบทอด ประเพณีนี้กันสืบไป
<--













ประเพณีเดือนยี่เป็ง
การทำผางประทีป ที่บ้านน้ำต้น ซอย 1 เทศบาลตำบลแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
ในอดีตเมื่อถึงเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ณ เมืองเชียงใหม่ จะสว่างไสวไปด้วย “โคมยี่เป็ง” และ”ผางประทีป” บ้านเรือน และวัดวาอารามสะอาดหมดจด งดงามด้วย “ซุ้มประตูป่า” ในสายน้ำปิงดารดาษไปด้วยเปลวประทีปอันเกิดจาก กระทงกาบกล้วย และ สะเปา ผู้คนในเมืองเชียงใหม่ล้วนเบิกบาน เปี่ยมไปด้วยความสุขจากศรัทธาในพระพุทธศาสนา
คุณยายกำลังปั่นด้าย เพื่อทำเป็นไส้เทียนในผางประทีป ที่บ้านน้ำต้น ซอย 1 เทศบาลตำบลแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
แต่ต่อมา ภาพเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลางจางหายไป
จำลองบรรยากาศล้านนาในอดีต
ผางประทีป
ประตูป่า และศาลาเอนกประสงค์ในบรรยากาศล้านนา
มาถึงวันนี้ชาวเชียงใหม่ได้ร่วมใจกันฟื้นฟู และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี เพื่อนำเสน่ห์ของช่วงวันคืนแห่งสีสันจากโคมยี่เป็ง กลับสู่เมืองอีกครั้ง “ประเพณีเดือนยี่เป็ง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการสืบสานวัฒนธรรมล้านนานี้ต่อไป...
มีโคมไฟของ www.sanook.com ด้วยนะ
ชาวเชียงใหม่พร้อมใจกัน ทำความสะอาดเมือง ตกแต่งเมือง ถนนสายหลักทุกสาย ย่านการค้าทุกย่าน ชุมชนทุกชุมชน บ้านเรือนทุกหลัง ด้วยโคมยี่เป็ง ผางประทีปให้สวยงามพร้อมรับประเพณียี่เป็ง เปิด“กาดหมั้ว คัวดา ยี่เป็ง” ร้านค้าจำหน่ายวัสดุสำหรับตกแต่งซุ้มประตูป่า ผางประทีป โคมยี่เป็ง เพื่อสร้างบรรยากาศและแรงจูงใจให้ขาวเชียงใหม่มีส่วนร่วมในประเพณียี่เป็ง
น้องสาวชาวล้านนา ขายน้ำสมุนไพรสดๆ
ครั้นเมื่อถึงวันประเพณียี่เป็ง ชาวเชียงใหม่ต่างนำโคมยี่เป็งเทิดพระเกียรติมาประดับ เพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ“ข่วงโคมยี่เป็ง เทิดพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชัน”
ตลาดจำลอง บรรยากาศของเมืองเชียงใหม่ในสมัยก่อน
ผางประทีป จุดเรียงไว้ตามหน้าบ้านหรือตามรั้วเท่ากับอายุของคนในบ้าน
สนุกสนาน ด้วยการแสดงบนเวที “คีตล้านนา... ประชามหาปิติ” ชื่นชมความงดงาม และน่ารักกับ “การประกวดเทพี่ยี่เป็งและหนูน้อยยี่เป็ง” ชมความงดงามของวัดวาอารามที่ตกแต่งด้วย “ซุ้มประตูป่า” ศรัทธากับการฟังเทศน์ฟังธรรม เวสสันดรชาดก ทั้ง 13 กัณฑ์ ร่วมลอย “กระทงสายล้านนา” บูชาพระแม่คงคา “ปล่อยโคมลอย” เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี ประทับใจกับความยิ่งใหญ่ของ “ขบวนโคมยี่เป็ง” “ขบวนกระทงเล็ก” “ขบวนกระทงใหญ่” ทั้งหมดเหล่านี้คือ “ประเพณีเดือนยี่เป็ง” ที่เป็นเสน่ห์ของชาวเชียงใหม่ และเมืองเชียงใหม่
งานฝีมือของน้องๆ ชาวล้านนา
ประเพณีเดือนยี่เป็ง เกิดขึ้นในเดือนยี่ของชาวไทยล้านนา ซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายนขึ้น15 ค่ำ โดยก่อนจะถึงวันยี่เป็ง 2-3 วัน ชาวไทยล้านนาจะจัดทำความสะอาดบ้าน วัดวาอาราม ถนน เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองประเพณียี่เป็ง
โคมยี่เป็ง
หลังจากนั้นก็จะนำก้านมะพร้าว ต้นกล้วย ต้นอ้อย ดอกไม้มาช่วยกันทำซุ้มประตูหน้าบ้าน และประตูวัด เรียกว่า “ประตูป่า” โดยมีความเชื่อว่าพระเวสสันดรจะเข้ามาในวัด และบ้านของตนเพื่อความเป็นสิริมงคลและชาวล้านนา
นางรำ กับ โคมยี่เป็ง
ครั้นเมื่อถึงตอนเช้าวันยี่เป็ง ก็จะมีการทำบุญด้วยการนำข้าวปลามาถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า “ตานขันข้าว”
นำก้านมะพร้าว ต้นกล้วย ต้นอ้อย ดอกไม้มาช่วยกันทำซุ้มประตูหน้าบ้าน และประตูวัด เรียกว่า “ประตูป่า” โดยมีความเชื่อว่าพระเวสสันดรจะเข้ามาในวัด และบ้านของตนเพื่อความเป็นสิริมงคลและชาวล้านนา
จัดเทศน์มหาชาติโดยกัณฑ์ที่นิยมเทศน์ในช่วงเดือนยี่นี้คือเวสสันดรชดกพร้อมกับนิมนต์พระธรรมถึกที่มีชื่อเสียงมาเทศนา เรียกว่า “ตั้งธรรมหลวง”
นางรำสาวสวยมากๆ
จัดพิธี “ตั้งธรรมหลวง” โดยตกแต่งพระอุโบสถให้เป็นป่าเพื่อเทศน์มหาชาติโดยกัณฑ์ที่นิยมเทศน์ในช่วงเดือนยี่นี้คือ “เวสสันดรชาดก” มีทั้งหมด 13 กัณฑ์ เทศน์ทั้งวันทั้งคืน
นางรำสาวสวยมากๆ
พอพลบค่ำก็จะนำกระถางเทียนหรือขี้ผึ้งเรียกว่า “ผางประทีป” จุดเรียงไว้ตามหน้าบ้านหรือตามรั้วเท่ากับอายุของคนในบ้าน พร้อมกับประดับโคมรูปลักษณ์ต่างๆ อาทิ โคมแขวน โคมกระต่าย โคมหมุน
สาวน้อยลอยโคมไฟ
การจุดโคมลอยก็เป็น กิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่นิยมเล่นกันในงานประเพณีเดือนยี่เป็ง โดยโคมลอยที่ปล่อยในตอนกลางวันทำด้วยกระดาษสีและมักจะนำเงิน สิ่งของ เพื่อเป็นรางวัลกับผู้ที่เก็บโคมนั้นได้ เรียกว่า “ว่าว” ส่วน “โคมไฟ” จะจุดในตอนกลางคืน ตามตำนานกล่าวว่าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี
สะเปา บรรจุดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวสารอาหารแห้ง ลอยไปตามแม่น้ำ ไม่ก็เตรียมเป็นกระทงลอยเพื่อขอขมาและบูชาแม่พระคงคา
และยามค่ำคืนก็จัดเตรียม “สะเปา” บรรจุดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวสารอาหารแห้ง ลอยไปตามแม่น้ำ ไม่ก็เตรียมเป็นกระทงลอยเพื่อขอขมาและบูชาแม่พระคงคา
“โคมไฟ” จะจุดในตอนกลางคืน ตามตำนานกล่าวว่าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี